บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน)
SET · พัฒนาอสังหาริมทรัพย์
0.55
+0.01 (+1.85%)
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=13369 out_tok=3308 at=2026-07-26T03:03:44 -->
# S กำไรสุทธิ Q3/2564 พลิกขาดทุนน้อยลง รับแรงหนุนธุรกิจโรงแรมฟื้นตัว
## รายได้โรงแรมใน UK และมัลดีฟส์ฟื้นตัวแรง ชดเชยยอดโอนอสังหาฯ ลดลง
บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ S รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2564 พลิกกลับมามีกำไรสุทธิ 212 ล้านบาท ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ขาดทุน 262 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหลักมาจากการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งของธุรกิจโรงแรมในสหราชอาณาจักรและมัลดีฟส์ ประกอบกับการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายที่มีประสิทธิภาพ แม้ว่ารายได้จากการขายบ้านและอาคารชุดจะปรับตัวลดลง
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจสำคัญที่ทำให้อัตราผลขาดทุนสุทธิของ S ลดลงอย่างมีนัยสำคัญในไตรมาส 3 ปี 2564 คือ **การฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งของธุรกิจโรงแรม โดยเฉพาะในสหราชอาณาจักรและสาธารณรัฐมัลดีฟส์** ซึ่งสามารถชดเชยผลกระทบจากการลดลงของรายได้จากการขายบ้านและอาคารชุดได้ โดยกำไรสุทธิพลิกจากขาดทุน 262 ล้านบาทใน Q3/2563 มาเป็นกำไร 212 ล้านบาทใน Q3/2564 (ข้อมูลในเอกสารระบุ "ขาดทุนสุทธิ 212 ล้านบาทปรับตัวดีขึ้นจาก 262 ล้านบาท" ซึ่งหมายถึงขาดทุนน้อยลง)
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
* **ธุรกิจโรงแรม:** การผ่อนคลายมาตรการควบคุมโควิด-19 ในหลายประเทศ โดยเฉพาะสหราชอาณาจักรและมัลดีฟส์ ทำให้ภาคการท่องเที่ยวกลับมาฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้โรงแรมในสหราชอาณาจักรมีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยสูงถึง 68% และโรงแรมในโครงการ CROSSROADS มัลดีฟส์มีอัตราการเข้าพักเฉลี่ย 57% พร้อมกับอัตราค่าห้องพักเฉลี่ยต่อคืนที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (ADR ของโรงแรมในมัลดีฟส์เพิ่มขึ้น 13% และของโรงแรมใน UK เพิ่มขึ้น 43% เมื่อเทียบกับ Q3/2563) นอกจากนี้ การรับรู้รายได้เต็ม 100% จากโรงแรมในสหราชอาณาจักรตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2564 ก็เป็นปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญ
* **รายได้จากการขายบ้านและอาคารชุด:** ปรับตัวลดลง 68% ในไตรมาส 3 ปี 2564 และ 42% ในงวด 9 เดือนปี 2564 สาเหตุหลักมาจากการจำหน่ายหุ้นสามัญของบริษัท เนอวานา ไดอิ จำกัด (มหาชน) หรือ NVD อย่างไรก็ตาม รายได้จากการขายโครงการสันติบุรี เดอะ เรสซิเดนเซส มูลค่า 997 ล้านบาท ช่วยบรรเทาผลกระทบได้บางส่วน
* **การควบคุมค่าใช้จ่าย:** บริษัทฯ มีการควบคุมค่าใช้จ่ายในการขายที่ลดลง 44% ในไตรมาส 3 ปี 2564 และ 40% ในงวด 9 เดือนปี 2564 ซึ่งช่วยลดผลขาดทุนโดยรวม
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
**มีโอกาสต่อเนื่อง** โดยเฉพาะจากธุรกิจโรงแรม เนื่องจากมาตรการเปิดประเทศของไทยและการผ่อนคลายข้อจำกัดการเดินทางทั่วโลก ประกอบกับการเตรียมพร้อมของบริษัทฯ ในการรองรับนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะกลุ่มยุโรปที่มีกำลังซื้อสูง และการคาดการณ์ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงปลายปี 2564 ต่อเนื่องถึงต้นปี 2565 นอกจากนี้ การเปิดตัวโครงการบ้านเดี่ยวระดับลักชัวรี่แห่งใหม่ในปี 2565 และการพัฒนาโครงการอาคารสำนักงาน S OASIS ที่คาดว่าจะแล้วเสร็จในไตรมาส 2 ปี 2565 จะเป็นปัจจัยสนับสนุนการเติบโตในระยะต่อไป
## Highlight สำคัญ
* **กำไรสุทธิพลิกดีขึ้น:** ขาดทุนสุทธิลดลงเหลือ 212 ล้านบาทใน Q3/2564 จากขาดทุน 262 ล้านบาทใน Q3/2563
* **รายได้รวมเติบโต 5%:** ในงวด 9 เดือนปี 2564 อยู่ที่ 5,145 ล้านบาท โดยมีแรงหนุนหลักจากธุรกิจโรงแรม
* **ธุรกิจโรงแรมฟื้นตัวแรง:** รายได้ธุรกิจโรงแรมเติบโตกว่าเท่าตัวในงวด 9 เดือนปี 2564 อยู่ที่ 2,769 ล้านบาท โดยเฉพาะโรงแรมในสหราชอาณาจักรและมัลดีฟส์
* **ยอดโอนอสังหาริมทรัพย์ลดลง:** รายได้จากการขายบ้านและอาคารชุดลดลง 42% ในงวด 9 เดือนปี 2564 เนื่องจากผลกระทบจากการขายหุ้น NVD แต่โครงการสันติบุรี เดอะ เรสซิเดนเซส ยังคงสร้างรายได้ได้ดี
* **ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการค้าทรงตัว:** รายได้เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 5% ในงวด 9 เดือนปี 2564 จากอัตราการปล่อยเช่าอาคารสิงห์คอมเพล็กซ์ที่สูงขึ้น
## ภาพรวมผลประกอบการ
ในไตรมาสที่ 3 ปี 2564 บริษัทฯ มีรายได้รวม 2,127 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักจากการรับรู้รายได้จากธุรกิจโรงแรมที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่รายได้จากการขายบ้านและอาคารชุดลดลง 68% ส่งผลให้กำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 60% อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายในการบริหารที่เพิ่มขึ้น 45% จากการรวมงบการเงินของโรงแรมในสหราชอาณาจักร ทำให้กำไรก่อนภาษีเงินได้ยังคงขาดทุนที่ 272 ล้านบาท แต่ดีขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ขาดทุน 360 ล้านบาท และเมื่อรวมภาษีเงินได้แล้ว บริษัทฯ ขาดทุนสุทธิ 212 ล้านบาท ซึ่งดีขึ้นจากขาดทุน 262 ล้านบาทในปีก่อน
สำหรับงวด 9 เดือนปี 2564 บริษัทฯ มีรายได้รวม 5,145 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5% โดยมีแรงหนุนหลักจากธุรกิจโรงแรมที่เติบโต 119% ขณะที่รายได้จากการขายบ้านและอาคารชุดลดลง 42% กำไรขั้นต้นรวมลดลง 16% จากผลกระทบของอัตรากำไรจากการขายบ้านและอาคารชุดที่ลดลง แต่ค่าใช้จ่ายในการขายลดลง 40% และค่าใช้จ่ายในการบริหารลดลง 10% ทำให้ผลขาดทุนสุทธิรวมลดลง 34% มาอยู่ที่ 677 ล้านบาท
## โอกาส
* **การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว:** มาตรการเปิดประเทศและการผ่อนคลายข้อจำกัดการเดินทางทั่วโลก จะเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนรายได้ของธุรกิจโรงแรมให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง
* **การเปิดตัวโครงการใหม่:** การพัฒนาโครงการบ้านเดี่ยวระดับลักชัวรี่แห่งใหม่ 3 แห่ง และการเปิดตัวโครงการแรกที่พัฒนาการ 32 ในปี 2565 จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการเติบโตของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพักอาศัย
* **การพัฒนาโครงการอาคารสำนักงาน S OASIS:** คาดว่าจะเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในไตรมาส 2 ปี 2565 จะเพิ่มพื้นที่เช่ารวมของบริษัทฯ ขึ้น 39% และรองรับการทำงานยุคใหม่
* **การลงทุนในธุรกิจใหม่:** การลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐาน เช่น โรงไฟฟ้า BPAT 1, 2, 3 จะช่วยกระจายความเสี่ยงและสร้างแหล่งรายได้ใหม่ในระยะยาว
## ความเสี่ยง
* **ความไม่แน่นอนของสถานการณ์โควิด-19:** การระบาดระลอกใหม่หรือการกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัสอาจส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
* **การแข่งขันในตลาดอสังหาริมทรัพย์:** การแข่งขันที่รุนแรงในตลาดที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะในกลุ่มคอนโดมิเนียม อาจส่งผลต่ออัตรากำไรและการรับรู้รายได้
* **ต้นทุนการก่อสร้างที่สูงขึ้น:** ความผันผวนของราคาวัสดุก่อสร้างและต้นทุนแรงงานอาจส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรของโครงการอสังหาริมทรัพย์
* **ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน:** การเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนอาจส่งผลกระทบต่อผลประกอบการของธุรกิจโรงแรมในต่างประเทศ
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **อัตราการเข้าพักและ ADR ของธุรกิจโรงแรม:** โดยเฉพาะในสหราชอาณาจักร มัลดีฟส์ และประเทศไทย ในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวปลายปี 2564 ถึงต้นปี 2565
* **ความคืบหน้าการโอนกรรมสิทธิ์โครงการสันติบุรี เดอะ เรสซิเดนเซส:** โดยเฉพาะการโอนที่ดิน 4 แปลงในไตรมาส 4 ปี 2564 และอีก 10 แปลงในปี 2565
* **ความคืบหน้าการก่อสร้างและเปิดตัวโครงการบ้านเดี่ยวระดับลักชัวรี่แห่งใหม่:** รวมถึงโครงการอาคารสำนักงาน S OASIS
* **การรับรู้รายได้และยอดขายโครงการอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพักอาศัย:** โดยเฉพาะโครงการ ดิ เอสสุขุมวิท 36 และ ดิ เอ็กซ์โทร
* **ผลการดำเนินงานของธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐาน:** โดยเฉพาะการก่อสร้างโรงไฟฟ้าและนิคมอุตสาหกรรม
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง)
**ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพักอาศัย:** ในไตรมาส 3 ปี 2564 บริษัทฯ รับรู้รายได้จากการขายบ้านและอาคารชุด 436 ล้านบาท ลดลง 68% จากช่วงเดียวกันปีก่อน เนื่องจากผลกระทบจากการจำหน่ายหุ้น NVD อย่างไรก็ตาม โครงการบ้านเดี่ยวระดับ Ultraluxury "สันติบุรี เดอะ เรสซิเดนเซส" ยังคงเป็นปัจจัยบวก โดยมียอดรอโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน 14 แปลง มูลค่าประมาณ 1,824 ล้านบาท และคาดว่าจะสามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้ 4 แปลงในไตรมาส 4 ปี 2564 และอีก 10 แปลงในปี 2565 นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีแผนเปิดตัวโครงการบ้านเดี่ยวระดับลักชัวรี่แห่งใหม่ 3 แห่ง โดยโครงการแรกที่พัฒนาการ 32 คาดว่าจะเปิดตัวในปี 2565 สำหรับโครงการคอนโดมิเนียม เช่น ดิ เอสอโศก และ ดิ เอส แอท สิงห์คอมเพล็กซ์ มียอดโอนกรรมสิทธิ์สะสมที่ 88% และ 89% ตามลำดับ โดยคาดว่าความต้องการซื้อและยอดโอนจะดีขึ้นในไตรมาส 4 ปี 2564 จากมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ของภาครัฐ
**ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการค้า:** ในไตรมาส 3 ปี 2564 บริษัทฯ รับรู้รายได้ 238 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% โดยมีสาเหตุหลักจากอัตราการปล่อยเช่าอาคารสิงห์คอมเพล็กซ์ที่เพิ่มขึ้นเป็น 95% จาก 94% ในปีก่อน บริษัทฯ ยังคงมุ่งปรับปรุงทรัพย์สินและพัฒนาโครงการอาคารสำนักงาน S OASIS ซึ่งมีพื้นที่เช่า 54,000 ตารางเมตร คาดว่าจะเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในไตรมาส 2 ปี 2565 ซึ่งจะเพิ่มพื้นที่เช่ารวม 39%
**ธุรกิจใหม่ (นิคมอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐาน):** บริษัทฯ เริ่มรับรู้ส่วนแบ่งกำไร (ขาดทุน) จากการลงทุนในบริษัท บี.กริม เพาเวอร์ (อ่างทอง) 1 จำกัด (BPAT 1) ตั้งแต่เดือนกันยายน 2564 โดยการก่อสร้างโรงไฟฟ้า BPAT 2 และ BPAT 3 รวมถึงนิคมอุตสาหกรรมยังคงดำเนินไปตามแผน
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ วันที่ 30 กันยายน 2564 บริษัทฯ มีสินทรัพย์รวม 66,985 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% จากสิ้นปี 2563 โดยมีสินทรัพย์หมุนเวียน 11,329 ล้านบาท และสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน 55,656 ล้านบาท หนี้สินรวมมีมูลค่า 44,880 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% โดยหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 25% เป็น 28,156 ล้านบาท ส่งผลให้สัดส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นเป็น 1.15 เท่า จาก 0.81 เท่า ณ สิ้นปี 2563 ซึ่งยังคงต่ำกว่าเกณฑ์ covenant ที่มีต่อสถาบันการเงิน
## สรุปท้าย
บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ S ในไตรมาส 3 ปี 2564 สามารถพลิกกลับมามีผลขาดทุนสุทธิที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนหลักมาจากการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งของธุรกิจโรงแรมในสหราชอาณาจักรและมัลดีฟส์ ซึ่งได้รับอานิสงส์จากการผ่อนคลายมาตรการควบคุมโควิด-19 และการเปิดประเทศ แม้ว่ารายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพักอาศัยจะลดลงจากการขายหุ้น NVD แต่การบริหารจัดการค่าใช้จ่ายที่มีประสิทธิภาพและการรับรู้รายได้จากโครงการสันติบุรี เดอะ เรสซิเดนเซส ช่วยบรรเทาผลกระทบได้ บริษัทฯ มีแนวโน้มที่ดีต่อเนื่องจากภาคการท่องเที่ยวที่คาดว่าจะฟื้นตัวชัดเจนในช่วงปลายปี และมีโอกาสเติบโตในระยะยาวจากการเปิดตัวโครงการใหม่ๆ ทั้งในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจใหม่ อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรจับตาความเสี่ยงจากสถานการณ์โควิด-19 และการแข่งขันในตลาดอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงการบริหารจัดการหนี้สินที่เพิ่มขึ้น
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ S ไตรมาส 3/2564
รายได้รวม
3,543.20
ล้านบาท
↓ 6.8% YoY
กำไรขั้นต้น
1,415.05
ล้านบาท
↓ 0.4% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
39.94
%
กำไรสุทธิ
-1,443.59
ล้านบาท
↓ 4572.9% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
-40.74
%
D/E Ratio
2.52
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
3,543
↓ -6.8%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
1,415
↓ -0.4%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
-1,444
↓ -4572.9%
YoY
D/E Ratio
2.52
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — S
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
2.52
ROE (%)
-8.87
ROA (%)
0.06
Book Value/หุ้น
2.15
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — S
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-296
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+200
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — S
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
-296.46
-43.21%
|
-522.07
+1,385.26%
|
-35.15
-103.82%
|
919.02
-48.88%
|
1,797.81
-288.02%
|
-956.17
-10.25%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
199.55
-246.42%
|
-136.29
-110.70%
|
1,273.21
+66.46%
|
764.86
-171.59%
|
-1,068.41
-59.01%
|
-2,606.20
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
-844.90
-152.79%
|
1,600.54
+657.83%
|
211.20
-113.43%
|
-1,572.70
-330.96%
|
680.95
-60.54%
|
1,725.73
-47.20%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
-959.63
-216.77%
|
821.81
-43.29%
|
1,449.26
+492.26%
|
244.70
-356.93%
|
-95.24
-94.81%
|
-1,836.63
-197.31%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
2,546.89
-16.05%
|
3,033.64
-11.35%
|
3,422.08
+26.86%
|
2,697.57
-20.14%
|
3,377.89
-37.59%
|
5,412.81
+52.70%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
2,726.44
+5.33%
|
2,588.50
-14.67%
|
3,033.64
-11.35%
|
3,422.08
+26.86%
|
2,697.57
-20.14%
|
3,377.89
-37.59%
|