บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน)
SET · พัฒนาอสังหาริมทรัพย์
0.55
+0.01 (+1.85%)
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=12999 out_tok=2875 at=2026-07-27T12:08:32 -->
# S สิงห์ เอสเตท Q2/2564 พลิกขาดทุนน้อยลง รับอานิสงส์โรงแรมฟื้น-คอนโดโอนต่อเนื่อง
## รายได้โรงแรม-คอนโดฯ หนุนผลงานครึ่งปีแรกฟื้นตัวชัดเจน ขณะที่ฝ่ายจัดการเดินหน้าขยายธุรกิจใหม่
บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ S รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2564 พลิกกลับมามีผลขาดทุนสุทธิลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหนุนจากรายได้ธุรกิจโรงแรมที่ฟื้นตัวจากการรับรู้รายได้ของ FS JV และการกลับมาโอนกรรมสิทธิ์คอนโดมิเนียม ขณะที่ภาพรวมครึ่งปีแรก บริษัทฯ ยังคงรายงานขาดทุนสุทธิ แต่ลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับปีก่อน
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
กลุ่มธุรกิจ: อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง
หัวใจสำคัญที่ทำให้อัตราการขาดทุนสุทธิของ S ในช่วงครึ่งปีแรกปี 2564 ปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มาจาก **การฟื้นตัวของรายได้ธุรกิจโรงแรมและการรับรู้รายได้จาก FS JV ประกอบกับการกลับมาโอนกรรมสิทธิ์โครงการคอนโดมิเนียม** โดยบริษัทฯ รายงานขาดทุนสุทธิสำหรับงวดครึ่งปีแรกปี 2564 จำนวน 359 ล้านบาท พลิกฟื้นจากขาดทุน 612 ล้านบาทในปี 2563
**กลไกที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง:**
1. **การฟื้นตัวของธุรกิจโรงแรมและการรับรู้รายได้จาก FS JV:** รายได้จากธุรกิจโรงแรมปรับตัวเพิ่มขึ้น 17% ในครึ่งปีแรกปี 2564 เป็น 1,347 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหลักมาจากการรับรู้รายได้ของ FS JV ซึ่งประกอบธุรกิจโรงแรมในสหราชอาณาจักร 25 แห่ง หลังบริษัทฯ เพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นเป็น 100% ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา การฟื้นตัวนี้สอดคล้องกับแนวโน้มการท่องเที่ยวในสหราชอาณาจักรที่เริ่มดีขึ้นหลังการกระจายวัคซีนและการผ่อนคลายมาตรการควบคุมโรค นอกจากนี้ โรงแรมในโครงการ CROSSROADS เฟส 1 ในมัลดีฟส์มีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยสูงถึง 56% ในครึ่งปีแรกปี 2564 ซึ่งดีกว่าปีก่อนอย่างมาก
2. **การกลับมาโอนกรรมสิทธิ์โครงการคอนโดมิเนียม:** รายได้จากการขายอาคารชุดในโครงการดิ เอสสุขุมวิท 36 และดิ เอสอโศก เติบโตสูงขึ้นถึง 108% จากไตรมาสก่อนหน้า และเป็นการฟื้นตัวครั้งแรกในรอบ 9 เดือน โดยยอดโอนกรรมสิทธิ์สะสม ณ เดือนมิถุนายน 2564 อยู่ที่ 43% และ 87% ตามลำดับ ซึ่งสะท้อนถึงการทยอยรับรู้ยอดโอนของโครงการที่กำลังจะแล้วเสร็จ
3. **การควบคุมค่าใช้จ่าย:** บริษัทฯ สามารถควบคุมค่าใช้จ่ายในการขายลดลง 39% และค่าใช้จ่ายในการบริหารลดลง 29% ในครึ่งปีแรกปี 2564 ซึ่งช่วยลดผลกระทบจากรายได้ที่ลดลง
**โอกาสในการเกิดต่อเนื่อง:**
* **ธุรกิจโรงแรม:** มีโอกาสต่อเนื่อง โดยเฉพาะในสหราชอาณาจักรและมัลดีฟส์ ซึ่งคาดว่าจะเห็นการฟื้นตัวชัดเจนในครึ่งปีหลังปี 2564 จากฤดูกาลท่องเที่ยวและการเปิดรับนักท่องเที่ยวจากประเทศที่มีอัตราการฉีดวัคซีนสูง อย่างไรก็ตาม ยังคงมีความเสี่ยงจากสถานการณ์การแพร่ระบาดในประเทศต้นทางและข้อจำกัดในการเดินทางระหว่างประเทศ
* **ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพักอาศัย:** บริษัทฯ วางแผนซื้อที่ดิน 3 แปลงเพื่อพัฒนาโครงการบ้านเดี่ยวระดับ 10-100 ล้านบาท ซึ่งเป็นเซ็กเมนต์ที่บริษัทฯ มีความชำนาญและคาดว่าจะสร้างรายได้ที่มั่นคงในอนาคต
โดยรวมแล้ว ปัจจัยบวกจากการฟื้นตัวของธุรกิจโรงแรมและการโอนคอนโดมิเนียมมีแนวโน้มที่จะส่งผลดีต่อผลประกอบการในระยะสั้นถึงกลาง แต่การฟื้นตัวอย่างเต็มที่ยังคงขึ้นอยู่กับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 และมาตรการการเดินทางระหว่างประเทศ
## Highlight สำคัญ
* **ขาดทุนสุทธิลดลงอย่างมีนัยสำคัญ:** งวดครึ่งปีแรกปี 2564 ขาดทุนสุทธิ 359 ล้านบาท ดีขึ้นจากขาดทุน 612 ล้านบาทในปีก่อน
* **รายได้โรงแรมฟื้นตัว 17%:** รับรู้รายได้ FS JV ในสหราชอาณาจักรเต็มที่ และการท่องเที่ยวในมัลดีฟส์เริ่มกลับมา
* **คอนโดมิเนียมโอนต่อเนื่อง:** รายได้จากการขายอาคารชุดในโครงการดิ เอสสุขุมวิท 36 และดิ เอสอโศก เติบโต 108% QoQ
* **บ้านเดี่ยวสันติบุรีฯ แข็งแกร่ง:** ยอดโอนกรรมสิทธิ์สะสม 67% ของมูลค่าโครงการ และมีแผนซื้อที่ดินพัฒนาโครงการใหม่
* **ธุรกิจใหม่นิคมฯ-พลังงาน:** เตรียมรับรู้ผลประกอบการ PIC ในงบการเงินรวม และ BPAT 1-3 ด้วยวิธีส่วนได้เสียใน Q3/2564
## ภาพรวมผลประกอบการ
ในไตรมาส 2 ปี 2564 บริษัทฯ มีรายได้รวม 1,712 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 85% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักจากการรับรู้รายได้ของ FS JV ในธุรกิจโรงแรม อย่างไรก็ตาม กำไรขั้นต้นลดลง 10% มาอยู่ที่ 367 ล้านบาท และบริษัทฯ บันทึกขาดทุนสุทธิ 428 ล้านบาท ซึ่งดีขึ้นจากขาดทุน 946 ล้านบาทในปีก่อน
สำหรับงวดครึ่งปีแรกปี 2564 บริษัทฯ มีรายได้รวม 3,018 ล้านบาท ลดลง 3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักจากผลกระทบจากการตัด NVD ออกจากงบการเงินรวม แม้ว่ารายได้จากการขายบ้านและอาคารชุดจะลดลง 17% แต่รายได้จากการให้เช่าและการให้บริการปรับตัวเพิ่มขึ้น 9% โดยเฉพาะธุรกิจโรงแรมที่เติบโต 17% และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการค้าที่เติบโต 6% ส่งผลให้ขาดทุนสุทธิสำหรับงวดลดลงเหลือ 359 ล้านบาท จาก 612 ล้านบาทในปีก่อน
## โอกาส
* **การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว:** การผ่อนคลายมาตรการควบคุมโรคและการฉีดวัคซีนที่ครอบคลุมในหลายประเทศ เช่น สหราชอาณาจักร มัลดีฟส์ และฟิจิ จะเป็นปัจจัยหนุนการฟื้นตัวของธุรกิจโรงแรมอย่างต่อเนื่อง
* **การขยายธุรกิจใหม่:** การเข้าซื้อกิจการในธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม (PIC) และธุรกิจพลังงาน (BPAT 1-3) จะช่วยกระจายความเสี่ยงและสร้างแหล่งรายได้ใหม่ในระยะยาว
* **ตลาดบ้านเดี่ยวระดับ Ultraluxury:** โครงการสันติบุรี เดอะ เรสซิเดนเซส ยังคงได้รับอุปสงค์ที่ดี สะท้อนความแข็งแกร่งของตลาดนี้ และบริษัทฯ มีแผนพัฒนาโครงการบ้านเดี่ยวใหม่ในระดับราคา 10-100 ล้านบาท
* **การพัฒนาโครงการอาคารสำนักงาน:** โครงการ เอส โอเอซิส คาดว่าจะแล้วเสร็จต้นปี 2565 และมีศักยภาพในการสร้างรายได้ค่าเช่าที่มั่นคง
## ความเสี่ยง
* **สถานการณ์โควิด-19:** การแพร่ระบาดระลอกใหม่และการกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัสอาจส่งผลกระทบต่อการเดินทางระหว่างประเทศและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ทำให้การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวและอสังหาริมทรัพย์ล่าช้ากว่าที่คาด
* **ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก:** สภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่แน่นอนอาจส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคและนักลงทุน
* **ต้นทุนการก่อสร้าง:** ความผันผวนของราคาวัสดุก่อสร้างอาจส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรของโครงการอสังหาริมทรัพย์
* **อัตราแลกเปลี่ยน:** ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนอาจส่งผลกระทบต่อผลประกอบการของธุรกิจโรงแรมในต่างประเทศ
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **ความคืบหน้าการฉีดวัคซีนและการเปิดประเทศ:** เป็นปัจจัยสำคัญต่อการฟื้นตัวของธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยว
* **ยอดโอนกรรมสิทธิ์โครงการคอนโดมิเนียม:** การรับรู้รายได้ต่อเนื่องจากโครงการเดิม และความคืบหน้าของโครงการใหม่
* **ความคืบหน้าการพัฒนาโครงการบ้านเดี่ยว:** การซื้อที่ดินและการเปิดตัวโครงการใหม่ตามแผน
* **ผลประกอบการของธุรกิจโรงแรมในแต่ละประเทศ:** การปรับตัวตามสถานการณ์การระบาดและมาตรการของรัฐบาล
* **ความคืบหน้าการบูรณาการธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมและพลังงาน:** การรับรู้ผลประกอบการจากธุรกิจใหม่
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง)
**การโอนกรรมสิทธิ์และ Backlog:**
* **บ้านเดี่ยว:** โครงการสันติบุรี เดอะ เรสซิเดนเซส มียอดโอนกรรมสิทธิ์สะสม 67% ของมูลค่าโครงการ ซึ่งสะท้อนความแข็งแกร่งของตลาดบ้านระดับ Ultraluxury และบริษัทฯ มีแผนพัฒนาโครงการบ้านเดี่ยวใหม่ในระดับราคา 10-100 ล้านบาท
* **คอนโดมิเนียม:** โครงการดิ เอสสุขุมวิท 36 และดิ เอสอโศก มียอดโอนกรรมสิทธิ์สะสม 43% และ 87% ตามลำดับ โดยมีรายได้จากการขายอาคารชุดเติบโต 108% QoQ แสดงถึงการฟื้นตัวของตลาดคอนโดมิเนียม
**รายได้ค่าเช่าและ Occupancy Rate:**
* ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการค้า ยังคงรักษาอัตราการปล่อยเช่าโดยรวมไว้ที่ 88% ในครึ่งปีแรกปี 2564 โดยอาคารสิงห์คอมเพล็กซ์มีอัตราการปล่อยเช่าสูงถึง 95% บริษัทฯ ยังคงมุ่งปรับปรุงทรัพย์สินและคาดว่าอาคารสำนักงาน เอส โอเอซิส จะแล้วเสร็จต้นปี 2565
**ต้นทุนก่อสร้าง:**
* เอกสารไม่ได้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับต้นทุนก่อสร้างโดยตรง แต่การลดลงของกำไรขั้นต้นในธุรกิจโรงแรมบางประเทศที่ยังฟื้นตัวช้า อาจสะท้อนถึงแรงกดดันด้านต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2564 บริษัทฯ มีสินทรัพย์รวม 64,224 ล้านบาท ลดลง 889 ล้านบาท โดยมีสินทรัพย์หมุนเวียน 10,226 ล้านบาท และสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน 53,998 ล้านบาท หนี้สินรวมอยู่ที่ 42,510 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 939 ล้านบาท โดยหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 4,856 ล้านบาท ส่งผลให้สัดส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นเป็น 1.14 เท่า จาก 0.81 เท่า ณ สิ้นปี 2563 ซึ่งยังคงต่ำกว่า Covenant ของบริษัทฯ
การเปลี่ยนแปลงนี้ส่วนใหญ่มาจากการตัด NVD ออกจากงบการเงินรวม และการรวมสินทรัพย์และหนี้สินของ FS JV เข้ามา
## สรุปท้าย
หัวใจสำคัญที่ทำให้ผลประกอบการของ S ในช่วงครึ่งปีแรกปี 2564 ปรับตัวดีขึ้น คือการฟื้นตัวของธุรกิจโรงแรมจากการรับรู้รายได้ของ FS JV และการกลับมาโอนกรรมสิทธิ์โครงการคอนโดมิเนียม ประกอบกับการควบคุมค่าใช้จ่ายที่ดี แม้ว่ารายได้รวมจะลดลงเล็กน้อยจากการตัด NVD ออกจากงบการเงินรวม แต่บริษัทฯ ยังคงมีโอกาสในการเติบโตจากการขยายธุรกิจใหม่ในกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมและพลังงาน รวมถึงการพัฒนาโครงการบ้านเดี่ยวระดับบน อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงจากสถานการณ์โควิด-19 และความผันผวนของเศรษฐกิจโลกยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ S ไตรมาส 2/2564
รายได้รวม
3,543.20
ล้านบาท
↓ 6.8% YoY
กำไรขั้นต้น
1,415.05
ล้านบาท
↓ 0.4% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
39.94
%
กำไรสุทธิ
-1,443.59
ล้านบาท
↓ 4572.9% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
-40.74
%
D/E Ratio
2.52
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
3,543
↓ -6.8%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
1,415
↓ -0.4%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
-1,444
↓ -4572.9%
YoY
D/E Ratio
2.52
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — S
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
2.52
ROE (%)
-8.87
ROA (%)
0.06
Book Value/หุ้น
2.15
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — S
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-296
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+200
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — S
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
-296.46
-43.21%
|
-522.07
+1,385.26%
|
-35.15
-103.82%
|
919.02
-48.88%
|
1,797.81
-288.02%
|
-956.17
-10.25%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
199.55
-246.42%
|
-136.29
-110.70%
|
1,273.21
+66.46%
|
764.86
-171.59%
|
-1,068.41
-59.01%
|
-2,606.20
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
-844.90
-152.79%
|
1,600.54
+657.83%
|
211.20
-113.43%
|
-1,572.70
-330.96%
|
680.95
-60.54%
|
1,725.73
-47.20%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
-959.63
-216.77%
|
821.81
-43.29%
|
1,449.26
+492.26%
|
244.70
-356.93%
|
-95.24
-94.81%
|
-1,836.63
-197.31%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
2,546.89
-16.05%
|
3,033.64
-11.35%
|
3,422.08
+26.86%
|
2,697.57
-20.14%
|
3,377.89
-37.59%
|
5,412.81
+52.70%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
2,726.44
+5.33%
|
2,588.50
-14.67%
|
3,033.64
-11.35%
|
3,422.08
+26.86%
|
2,697.57
-20.14%
|
3,377.89
-37.59%
|