บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
SET · ขนส่งและโลจิสติกส์
6.75
+0.00 (+0.00%)
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=6885 out_tok=2728 at=2026-07-25T11:32:48 -->
# BEM กำไรสุทธิ Q3/64 วูบ 86.9% รับผลกระทบโควิด-19 ฉุดรายได้ทางด่วน-รถไฟฟ้า
## รายได้-กำไรหดตัวแรง YoY เหตุโควิดระบาดหนัก ฉุดปริมาณรถ-ผู้โดยสาร ดันต้นทุนต่อหน่วยสูงขึ้น
บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2564 มีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้น 108 ล้านบาท ลดลงถึง 86.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่รุนแรงขึ้น ส่งผลกระทบโดยตรงต่อปริมาณรถใช้ทางด่วนและผู้โดยสารรถไฟฟ้าอย่างมีนัยสำคัญ แม้มีการบริหารจัดการต้นทุนอย่างเข้มงวด แต่รายได้หลักหดตัวรุนแรงจนไม่สามารถชดเชยได้ทั้งหมด ฝ่ายจัดการคาดการณ์การฟื้นตัวจะชัดเจนขึ้นในเดือนพฤศจิกายน จากนโยบายเปิดประเทศ
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจหลักที่ทำให้อัตรากำไรสุทธิของ BEM ในไตรมาส 3 ปี 2564 ลดลงอย่างมีนัยสำคัญถึง 86.9% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า มาจาก **การหดตัวอย่างรุนแรงของรายได้จากการดำเนินงานถึง 39.7%** ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่ทำให้ปริมาณรถใช้ทางด่วนและผู้โดยสารรถไฟฟ้าลดลงอย่างมาก โดยเฉพาะในเดือนสิงหาคมซึ่งเป็นจุดต่ำสุดของปี แม้บริษัทจะมีการบริหารจัดการต้นทุนการให้บริการและค่าใช้จ่ายในการบริหารที่ลดลงตามสถานการณ์ แต่ก็ไม่สามารถชดเชยการลดลงของรายได้หลักได้ทั้งหมด
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
สถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่ทวีความรุนแรงขึ้นในเดือนกรกฎาคม 2564 นำไปสู่การประกาศล็อกดาวน์และเคอร์ฟิวในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ทำให้กิจกรรมการเดินทางลดลงอย่างมาก ส่งผลให้ปริมาณรถที่ใช้ทางด่วนลดลง 40.5% และปริมาณผู้โดยสารรถไฟฟ้าลดลง 42.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน รายได้ค่าผ่านทางลดลง 869 ล้านบาท รายได้ค่าโดยสารและรับจ้างเดินรถลดลง 510 ล้านบาท และรายได้พัฒนาเชิงพาณิชย์ลดลง 39 ล้านบาท แม้ต้นทุนการให้บริการและค่าใช้จ่ายในการบริหารจะลดลง 24.1% และ 14.6% ตามลำดับ จากการบริหารจัดการต้นทุนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ แต่การลดลงของรายได้หลักมีผลกระทบมากกว่า ทำให้กำไรก่อนภาษีเงินได้ลดลงถึง 91.7%
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
**ลักษณะครั้งคราว** จากเอกสารระบุว่าปริมาณการเดินทางเริ่มฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญหลังจากมีการผ่อนคลายมาตรการควบคุมของภาครัฐ โดยปริมาณรถใช้ทางด่วนกลับมาเกิน 1 ล้านเที่ยวต่อวันในช่วงปลายเดือนตุลาคม และคาดว่าจะฟื้นตัวเร็วขึ้นในเดือนพฤศจิกายน จากนโยบายเปิดประเทศของรัฐบาล ซึ่งบ่งชี้ว่าผลประกอบการที่ลดลงอย่างรุนแรงในไตรมาส 3 นี้ มีปัจจัยหลักมาจากสถานการณ์ COVID-19 ที่เป็นปัจจัยภายนอกและมีแนวโน้มคลี่คลายลง อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวอย่างเต็มที่ยังคงต้องติดตามสถานการณ์การระบาดและมาตรการของภาครัฐอย่างใกล้ชิด
## Highlight สำคัญ
* **กำไรสุทธิ Q3/64 อยู่ที่ 108 ล้านบาท ลดลง 86.9% YoY** จาก 822 ล้านบาทในปีก่อน
* **รายได้จากการดำเนินงานรวม 2,154 ล้านบาท ลดลง 39.7% YoY** จาก 3,572 ล้านบาท โดยรายได้ค่าผ่านทางลดลง 869 ล้านบาท และรายได้ค่าโดยสารรถไฟฟ้าลดลง 510 ล้านบาท
* **ต้นทุนการให้บริการและค่าใช้จ่ายในการบริหารลดลง** 24.1% และ 14.6% ตามลำดับ จากการบริหารจัดการต้นทุน
* **ปริมาณรถใช้ทางด่วนฟื้นตัวต่อเนื่อง** จากจุดต่ำสุดในเดือนสิงหาคม (593,900 เที่ยว/วัน) มาอยู่ที่ 898,700 เที่ยว/วัน ในเดือนตุลาคม
* **ปริมาณผู้โดยสารรถไฟฟ้าฟื้นตัวเช่นกัน** จากจุดต่ำสุดในเดือนสิงหาคม (62,400 เที่ยว/วัน) มาอยู่ที่ 135,900 เที่ยว/วัน ในเดือนตุลาคม
* **งวด 9 เดือนปี 2564 กำไรสุทธิ 614 ล้านบาท ลดลง 58.6% YoY** จาก 1,482 ล้านบาท
## ภาพรวมผลประกอบการ
สำหรับไตรมาส 3 ปี 2564 บริษัทมีรายได้จากการดำเนินงานรวม 2,154 ล้านบาท ลดลง 39.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากผลกระทบจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่ทำให้ปริมาณรถใช้ทางด่วนและผู้โดยสารรถไฟฟ้าลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยรายได้จากธุรกิจทางพิเศษลดลง 40.5% รายได้จากธุรกิจระบบรางลดลง 42.1% และรายได้จากธุรกิจพัฒนาเชิงพาณิชย์ลดลง 18.1% อย่างไรก็ตาม ต้นทุนการให้บริการและค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารมีการปรับลดลงตามสถานการณ์ ส่งผลให้กำไรก่อนภาษีเงินได้ลดลงอย่างมากถึง 91.7% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ทำให้กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 108 ล้านบาท ลดลง 86.9%
สำหรับงวดเก้าเดือนปี 2564 บริษัทมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้น 614 ล้านบาท ลดลง 58.6% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักมาจากผลกระทบของการแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่ทำให้รายได้ลดลง ขณะที่ต้นทุนการให้บริการรวมค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารลดลง 16.7%
## โอกาส
* **การผ่อนคลายมาตรการควบคุม COVID-19 และนโยบายเปิดประเทศ:** เป็นปัจจัยบวกสำคัญที่จะช่วยกระตุ้นการเดินทางและการท่องเที่ยว ส่งผลให้ปริมาณรถใช้ทางด่วนและผู้โดยสารรถไฟฟ้าฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในช่วงปลายปี 2564 และต่อเนื่องในปี 2565
* **การฟื้นตัวของปริมาณการเดินทาง:** จากข้อมูลในเอกสารแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มการฟื้นตัวของปริมาณรถและผู้โดยสารอย่างต่อเนื่องหลังจากมีการผ่อนคลายมาตรการ ซึ่งบ่งชี้ถึงศักยภาพในการกลับมาสร้างรายได้ตามปกติ
* **การบริหารจัดการต้นทุน:** บริษัทมีการบริหารจัดการต้นทุนและค่าใช้จ่ายให้สอดคล้องกับสถานการณ์ ซึ่งจะช่วยรักษาอัตรากำไรเมื่อปริมาณการดำเนินงานกลับมาฟื้นตัว
## ความเสี่ยง
* **การกลับมาระบาดของ COVID-19 หรือการกลายพันธุ์ของเชื้อ:** หากสถานการณ์การแพร่ระบาดกลับมารุนแรงอีกครั้ง หรือมีการกลายพันธุ์ของเชื้อที่ส่งผลให้ต้องกลับมาใช้มาตรการควบคุมที่เข้มงวด อาจส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของปริมาณการเดินทาง
* **ความล่าช้าในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ:** การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโดยรวมที่อาจล่าช้ากว่าคาด อาจส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อและการเดินทางของผู้คน
* **การเปลี่ยนแปลงนโยบายภาครัฐ:** การเปลี่ยนแปลงนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการเดินทาง การขนส่ง หรือมาตรการควบคุมโรค อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของบริษัท
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **แนวโน้มปริมาณรถใช้ทางด่วนและผู้โดยสารรถไฟฟ้าในเดือนพฤศจิกายน 2564 เป็นต้นไป:** เพื่อประเมินทิศทางการฟื้นตัวหลังการผ่อนคลายมาตรการและนโยบายเปิดประเทศ
* **การประกาศมาตรการควบคุมการเดินทางและกิจกรรมทางเศรษฐกิจของภาครัฐ:** เพื่อประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อปริมาณการเดินทาง
* **ความคืบหน้าของโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม:** ซึ่งเป็นโครงการสำคัญที่จะส่งผลต่อการเติบโตในอนาคต
* **การบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ:** เพื่อรักษาอัตรากำไรในภาวะที่รายได้ยังไม่เต็มที่
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: บริการ)
* **ธุรกิจทางพิเศษ:** รายได้ลดลง 40.5% YoY เนื่องจากปริมาณรถลดลง 47.5% ในเดือนสิงหาคม แต่เริ่มฟื้นตัวขึ้น โดยปริมาณรถเฉลี่ยเดือนกันยายนเพิ่มขึ้น 32.0% จากเดือนสิงหาคม และในเดือนตุลาคมเพิ่มขึ้นเป็น 898,700 เที่ยวต่อวัน ต้นทุนการให้บริการลดลง 26.9% จากการลดลงของค่าตัดจำหน่ายที่สัมพันธ์กับปริมาณจราจร
* **ธุรกิจระบบราง:** รายได้ลดลง 42.1% YoY โดยรายได้ค่าโดยสารโครงการสายสีน้ำเงินลดลงอย่างมาก ปริมาณผู้โดยสารฟื้นตัว 60.0% ในเดือนกันยายนจากเดือนสิงหาคม และเพิ่มเป็น 135,900 เที่ยวต่อวันในเดือนตุลาคม ต้นทุนการให้บริการลดลง 23.9%
* **ธุรกิจพัฒนาเชิงพาณิชย์:** รายได้ลดลง 18.1% YoY จากผลกระทบ COVID-19 และมาตรการเยียวยาคู่ค้า
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ วันที่ 30 กันยายน 2564 บริษัทมีสินทรัพย์รวม 115,258 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.4% จากสิ้นปี 2563 โดยหลักจากสินทรัพย์ภายใต้สัมปทาน หนี้สินรวม 77,391 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.4% จากการออกหุ้นกู้และเบิกใช้สินเชื่อ ส่วนของผู้ถือหุ้น 37,867 ล้านบาท ลดลง 0.4% จากการจ่ายเงินปันผล
กระแสเงินสดสุทธิจากกิจกรรมดำเนินงานสำหรับงวด 9 เดือนปี 2564 อยู่ที่ 1,913 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อน เนื่องจากรายได้ที่ลดลงจากการได้รับผลกระทบ COVID-19
อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E) อยู่ที่ 1.85 เท่า เพิ่มขึ้นจาก 1.73 เท่าในปี 2563 ซึ่งยังคงต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้
## สรุปท้าย
หัวใจสำคัญของผลประกอบการ BEM ในไตรมาส 3 ปี 2564 คือการหดตัวของรายได้จากการดำเนินงานอย่างรุนแรงถึง 39.7% อันเป็นผลโดยตรงจากมาตรการล็อกดาวน์และเคอร์ฟิวที่ส่งผลให้ปริมาณรถใช้ทางด่วนและผู้โดยสารรถไฟฟ้าลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้บริษัทจะมีการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ก็ไม่สามารถชดเชยการลดลงของรายได้หลักได้ทั้งหมด ทำให้กำไรสุทธิลดลงถึง 86.9% อย่างไรก็ตาม แนวโน้มการฟื้นตัวเริ่มปรากฏชัดเจนขึ้นในช่วงปลายไตรมาส จากการผ่อนคลายมาตรการและนโยบายเปิดประเทศ ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญในการกลับมาสร้างรายได้และกำไรให้เติบโตได้อีกครั้ง แต่ยังคงต้องจับตาความเสี่ยงจากการกลับมาระบาดของโรคและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโดยรวม.
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ BEM ไตรมาส 3/2564
รายได้รวม
4,365.15
ล้านบาท
↓ 67.6% YoY
กำไรขั้นต้น
1,923.76
ล้านบาท
↓ 47.7% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
44.07
%
กำไรสุทธิ
837.32
ล้านบาท
↓ 71.3% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
19.18
%
D/E Ratio
3.34
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
4,365
↓ -67.6%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
1,924
↓ -47.7%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
837
↓ -71.3%
YoY
D/E Ratio
3.34
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — BEM
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
3.34
ROE (%)
10.28
ROA (%)
4.68
Book Value/หุ้น
2.53
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — BEM
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-6
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+3,532
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — BEM
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
-6.37
-99.90%
|
-6,357.97
+85.61%
|
-3,425.50
-160.82%
|
5,632.54
+488.86%
|
956.52
-82.13%
|
5,351.36
-30.87%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
3,531.57
-251.83%
|
-2,325.93
+578.59%
|
-342.76
-42.62%
|
-597.30
+87.54%
|
-318.49
-91.45%
|
-3,724.32
-50.76%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
-2,695.10
-179.82%
|
3,376.58
-11.61%
|
3,820.17
-187.24%
|
-4,378.76
+170.18%
|
-1,620.66
+125.97%
|
-717.21
+73,084.69%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
830.10
-115.64%
|
-5,307.34
-10,320.18%
|
51.93
-92.09%
|
656.47
+200.07%
|
218.77
-75.95%
|
909.83
+412.44%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
1,672.19
+34.19%
|
1,246.09
-30.30%
|
1,787.84
+58.02%
|
1,131.37
-29.88%
|
1,613.58
+129.28%
|
703.75
+33.74%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
1,919.04
+14.76%
|
1,672.19
+34.19%
|
1,246.09
-30.30%
|
1,787.84
+58.02%
|
1,131.37
-29.88%
|
1,613.58
+129.28%
|