บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)
SET · พลังงานและสาธารณูปโภค
37.00
+0.75 (+2.07%)
สรุปสั้น
กำไรลดลงสาเหตุหลักเนื่องจากผลกระทบจาก FX ซึ่งทําให้กําไรลดลง ทั้งนี้หากไม่รวมผลกระทบจาก FX ผลการดําเนินงานของบริษัทฯ และบริษัทย่อย สําหรับไตรมาสที่ 3 ของปี 2554 มีกําไรจํานวน 1,592.76 ล้านบาท คิดเป็นกําไรที่เพิ่มขึ้นจํานวน 7.34 ล้านบาท
ในงวด 9 เดือนของปี 2564 ทั้งนี้หากไม่รวมผลกระทบจาก FX ผลการดําเนินงานของบริษัทฯและบริษัทย่อย สําหรับงวด 9 เดือนของปี 2564 มีกําไรจํานวน 5,602.43 ล้านบาท คิดเป็นกําไรที่เพิ่มขึ้นจํานวน 1,500.72 ล้านบาท
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=17560 out_tok=3062 at=2026-07-26T01:18:19 -->
# RATCH กำไรสุทธิปี 65 หด 26% รับต้นทุนการเงิน-ภาษีพุ่ง แม้รายได้รวมโต 84%
## รายได้รวม RATCH ปี 65 พุ่ง 84% รับโรงไฟฟ้าใหม่-เข้าซื้อกิจการ แต่กำไรสุทธิลดลง 26% เหตุต้นทุนทางการเงินและภาษีที่เพิ่มขึ้น
ในปี 2565 บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ RATCH มีรายได้รวมเติบโตอย่างมีนัยสำคัญถึง 84.4% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยมีปัจจัยหลักมาจากการรับรู้รายได้ของโรงไฟฟ้าที่เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ใหม่และการเข้าซื้อกิจการ อย่างไรก็ตาม กำไรสุทธิสำหรับปี 2565 กลับปรับตัวลดลง 26.0% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นผลมาจากค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นในหลายส่วน โดยเฉพาะต้นทุนทางการเงินและภาษีเงินได้
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจหลักที่ทำให้อัตรากำไรสุทธิของ RATCH ในปี 2565 ปรับตัวลดลง 26.0% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า (จาก 7,818.80 ล้านบาท เหลือ 5,782.07 ล้านบาท) แม้ว่ารายได้รวมจะเติบโตถึง 84.4% มาอยู่ที่ 81,788.08 ล้านบาท มาจาก **การเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายทางการเงินและภาษีเงินได้** เป็นสำคัญ นอกจากนี้ยังมี **ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายที่เพิ่มขึ้น** จากการลงทุนและเข้าซื้อกิจการใหม่ๆ
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
* **ต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้น:** เกิดจากการรับรู้ต้นทุนทางการเงินของบริษัทที่เข้าซื้อกิจการใหม่ เช่น FRD และ SCG รวมถึงการกู้ยืมเงินเพิ่มเติมเพื่อใช้ในการลงทุนในโครงการต่างๆ เช่น Asahan-1, Ecowin, และ Nexif Portfolio นอกจากนี้ยังมีรายการตัดจำหน่ายค่าธรรมเนียมเงินกู้เดิมของ FRD จำนวน 225.73 ล้านบาทจากการ Refinance ซึ่งเป็นรายการครั้งเดียวแต่ส่งผลต่อต้นทุนทางการเงินในปีนั้น
* **ภาษีเงินได้ที่เพิ่มขึ้น:** มาจากการรับรู้ภาษีเงินได้ของ FRD และ SCG ที่เข้าซื้อกิจการใหม่ รวมถึงภาษีเงินได้ของ RAC ที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากมีกำไรทางภาษีเพิ่มขึ้น และการบันทึกภาษีเงินได้รอตัดบัญชีจากการปรับอัตราภาษีเงินได้ของบริษัทย่อยในอินโดนีเซียจำนวน 337.70 ล้านบาท (รายการนี้ไม่มีผลกระทบต่อกระแสเงินสด)
* **ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายที่เพิ่มขึ้น:** เกิดจากการรับรู้ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายของ SCG ที่เข้าซื้อกิจการเมื่อปลายปี 2564 และค่าเสื่อมราคาของ RAC จากโรงไฟฟ้าพลังงานลม Collector ที่เริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ในปี 2564
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
**มีโอกาสต่อเนื่องในบางส่วน แต่มีปัจจัยที่ต้องติดตาม**
* **ต้นทุนทางการเงิน:** มีแนวโน้มที่จะทรงตัวหรือลดลงได้หากบริษัทสามารถบริหารจัดการหนี้สินได้ดีขึ้น หรือมีการ Refinance ที่มีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม การลงทุนในโครงการใหม่ๆ ยังคงต้องมีการกู้ยืม ซึ่งอาจส่งผลต่อต้นทุนทางการเงินในอนาคต
* **ภาษีเงินได้:** การบันทึกภาษีเงินได้รอตัดบัญชีเป็นรายการครั้งเดียว แต่ภาษีเงินได้จากการดำเนินงานปกติจะขึ้นอยู่กับผลประกอบการของบริษัทย่อยต่างๆ และอัตราภาษีในแต่ละประเทศ
* **ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย:** มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตามแผนการลงทุนและการเข้าซื้อกิจการใหม่ๆ ที่จะทยอยรับรู้
## Highlight สำคัญ
* **รายได้รวมปี 2565 เติบโต 84.4%** แตะ 81,788.08 ล้านบาท จาก 44,342.65 ล้านบาทในปี 2564
* **EBITDA ปี 2565 เพิ่มขึ้น 9.4%** อยู่ที่ 12,811.71 ล้านบาท จาก 11,710.97 ล้านบาทในปี 2564
* **กำไรสุทธิปี 2565 ลดลง 26.0%** อยู่ที่ 5,782.07 ล้านบาท จาก 7,818.80 ล้านบาทในปี 2564
* **กำไรสุทธิก่อนผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน (FX) ลดลง 23.6%** อยู่ที่ 5,812.20 ล้านบาท
* **การลงทุนในธุรกิจ Non-Power:** มีการลงทุนในธุรกิจโรงพยาบาล (โรงพยาบาลพริ้นซ์สกลนคร) และการเข้าซื้อหุ้นในกลุ่ม Nexif Energy Portfolio ซึ่งครอบคลุมโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน โรงไฟฟ้ากังหันก๊าซ โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม และระบบกักเก็บพลังงานในหลายประเทศ
## ภาพรวมผลประกอบการ
ในปี 2565 RATCH มีรายได้รวม 81,788.08 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 84.4% จากปีก่อนหน้า โดยมีปัจจัยหลักมาจากการรับรู้รายได้ค่าพลังงานไฟฟ้าของโรงไฟฟ้า RG ที่เพิ่มขึ้นจากการเดินเครื่องมากกว่าปีก่อน และการรับรู้รายได้ของ SCG และ FRD จากการเข้าซื้อหุ้นเมื่อปลายปี 2564 รวมถึงรายได้ค่าขายไฟฟ้าของ RAC จากโรงไฟฟ้าพลังงานลม Collector ที่เริ่ม COD ในกลางปี 2564 ประกอบกับราคาค่าขายไฟฟ้าที่สูงขึ้นจากการเพิ่มขึ้นของความต้องการใช้ไฟฟ้า
EBITDA ในปี 2565 อยู่ที่ 12,811.71 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.4% จากปีก่อนหน้า แม้ต้นทุนขายจะเพิ่มขึ้นจากราคาเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น แต่กลุ่มบริษัทฯ ยังคงมุ่งเน้นการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุนค่าใช้จ่ายเพื่อบรรเทาผลกระทบ
อย่างไรก็ตาม กำไรที่เป็นของผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ ในปี 2565 อยู่ที่ 5,782.07 ล้านบาท ลดลง 26.0% จากปีก่อนหน้า สาเหตุหลักมาจากค่าเสื่อมราคา ต้นทุนทางการเงิน และภาษีเงินได้ที่เพิ่มขึ้น สอดคล้องกับการลงทุนในโครงการต่างๆ ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการรับรู้ต้นทุนทางการเงินของ FRD และ SCG นอกจากนี้ยังมีรายการทางบัญชีที่ไม่มีผลกระทบต่อกระแสเงินสด เช่น การตัดจำหน่ายค่าธรรมเนียมเงินกู้เดิมของ FRD และการบันทึกภาษีเงินได้รอตัดบัญชีของบริษัทย่อยในอินโดนีเซีย
## โอกาส
* **การเติบโตจากโครงการโรงไฟฟ้าที่เริ่มทยอยเดินเครื่องเชิงพาณิชย์:** เช่น โรงไฟฟ้า Riau และโรงไฟฟ้า Nexif Ratch Energy Rayong ที่เริ่ม COD ในปี 2565
* **การขยายการลงทุนในธุรกิจ Non-Power:** เช่น การลงทุนในธุรกิจโรงพยาบาล และการเข้าซื้อหุ้นในกลุ่ม Nexif Energy Portfolio ซึ่งเป็นการกระจายการลงทุนไปยังธุรกิจพลังงานทดแทนและระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
* **การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและบริหารต้นทุน:** เพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาเชื้อเพลิงที่ผันผวนและรักษาอัตรากำไร
* **การมุ่งสู่ Carbon Neutrality:** การเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในพลังงานทดแทนและธุรกิจคาร์บอนต่ำ สอดคล้องกับแนวโน้ม ESG และกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม
## ความเสี่ยง
* **ความผันผวนของราคาเชื้อเพลิง:** โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติและน้ำมันเตา ซึ่งส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตไฟฟ้า
* **ความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน (FX):** โดยเฉพาะการลงทุนในต่างประเทศ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผลประกอบการเมื่อแปลงเป็นเงินบาท
* **ความเสี่ยงด้านกฎระเบียบและนโยบายพลังงาน:** การเปลี่ยนแปลงนโยบายของภาครัฐอาจส่งผลกระทบต่อ PPA และการดำเนินธุรกิจ
* **ความเสี่ยงด้านการก่อสร้างและเดินเครื่องโครงการ:** ความล่าช้าหรือปัญหาทางเทคนิคอาจส่งผลกระทบต่อการรับรู้รายได้และต้นทุน
* **ความเสี่ยงด้านสภาพคล่องทางการเงิน:** แม้ว่าจะมีเงินสดเพิ่มขึ้นจากการเพิ่มทุน แต่การลงทุนขนาดใหญ่ยังคงต้องพึ่งพาเงินกู้ยืม
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **ความคืบหน้าของโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง:** โดยเฉพาะโครงการโรงไฟฟ้าหินกอง (HKP) ที่คาดว่าจะ COD ในปี 2567 และโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู/เหลือง ที่คาดว่าจะ COD ในปี 2566
* **ผลการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าใหม่ที่เริ่ม COD:** เช่น โรงไฟฟ้า Riau, Nexif Ratch Energy Rayong และ Collector
* **การบริหารจัดการต้นทุนทางการเงินและภาษีเงินได้:** เพื่อลดผลกระทบต่อกำไรสุทธิ
* **การขยายการลงทุนในธุรกิจ Non-Power:** โดยเฉพาะในกลุ่ม Nexif Energy Portfolio และธุรกิจโรงพยาบาล
* **แนวโน้มราคาพลังงานและอัตราแลกเปลี่ยน:** ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อรายได้และต้นทุน
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: ทรัพยากร / พลังงาน)
* **ราคา Commodity/ASP:** รายได้ค่าขายไฟฟ้าของ RG เพิ่มขึ้นจากปริมาณการเดินเครื่องที่มากขึ้น และราคาค่าเชื้อเพลิงที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงราคาค่าขายไฟฟ้าที่สูงขึ้นในออสเตรเลียของ RAC จากความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น
* **ปริมาณขาย-ผลิต:** ปริมาณการขายไฟฟ้าของ RG เพิ่มขึ้นจากการเดินเครื่องด้วยก๊าซธรรมชาติ น้ำมันเตา และน้ำมันดีเซลมากกว่าปีก่อน ส่วนโรงไฟฟ้า RCO มีปริมาณการขายไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ปริมาณการขายไอน้ำลดลงเล็กน้อย SCG มีปริมาณการขายไฟฟ้าและไอน้ำลดลง แต่รายได้เพิ่มขึ้นจาก Energy Payment ที่สูงขึ้น
* **ต้นทุนต่อหน่วย:** ต้นทุนขายของ RG เพิ่มขึ้นจากปริมาณการเดินเครื่องและราคาเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น SCG มีต้นทุนก๊าซที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ Margin ลดลง
* **กำลังการผลิต:** มีโครงการโรงไฟฟ้าที่เริ่ม COD ในปี 2565 และโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง เช่น HKP, RCO ส่วนขยาย, ECOWIN, REN ซึ่งจะทยอยเพิ่มกำลังการผลิตในอนาคต
* **โครงการลงทุน:** มีการลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำในอินโดนีเซีย (Sibundong) และการเข้าซื้อหุ้นในกลุ่ม Nexif Energy Portfolio ซึ่งครอบคลุมโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนและโรงไฟฟ้าประเภทอื่นๆ ในหลายประเทศ
* **กฎระเบียบพลังงาน/สิ่งแวดล้อม:** บริษัทฯ มุ่งเน้นการดำเนินงานที่คำนึงถึง ESG โดยมีเป้าหมายเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
* **สินทรัพย์รวม:** เพิ่มขึ้น 46.2% มาอยู่ที่ 157,015.46 ล้านบาท จาก 107,403.27 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหลักจากการเพิ่มขึ้นของเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดจากการเพิ่มทุน, การรับรู้สินทรัพย์ของกลุ่ม NEHBV และเงินลงทุนในบริษัทร่วม/การร่วมค้า
* **หนี้สินรวม:** เพิ่มขึ้น 57.2% มาอยู่ที่ 122,175.01 ล้านบาท จาก 77,736.52 ล้านบาท โดยหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงินเพื่อรองรับการลงทุน
* **ส่วนของผู้ถือหุ้น:** เพิ่มขึ้น 35.5% มาอยู่ที่ 79,277.94 ล้านบาท จาก 57,736.52 ล้านบาท จากการเพิ่มทุนและการรับรู้กำไรสะสม
* **กระแสเงินสด:** เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน 7,504.77 ล้านบาท แต่ใช้ไปในกิจกรรมลงทุนสูงถึง 22,218.99 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นการลงทุนใน NEHBV และ NREI อย่างไรก็ตาม ได้รับเงินสดสุทธิจากกิจกรรมจัดหาเงินจำนวน 43,198.06 ล้านบาท จากการเพิ่มทุนและการกู้ยืมเงิน
## สรุปท้าย
RATCH ในปี 2565 แสดงให้เห็นถึงการเติบโตของรายได้ที่แข็งแกร่งจากการขยายการลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงการเข้าซื้อกิจการใหม่ๆ อย่างไรก็ตาม หัวใจหลักที่กดดันกำไรสุทธิคือการเพิ่มขึ้นของต้นทุนทางการเงินและภาษีเงินได้ ซึ่งเป็นผลมาจากการลงทุนที่เพิ่มขึ้นและการรับรู้ผลประกอบการของบริษัทที่เข้าซื้อมาใหม่ แม้ว่าจะมีรายการทางบัญชีบางส่วนที่ไม่มีผลกระทบต่อกระแสเงินสด แต่ก็ส่งผลต่อตัวเลขกำไรสุทธิ การบริหารจัดการต้นทุนทางการเงินและภาษี รวมถึงการติดตามความคืบหน้าของโครงการลงทุนใหม่ๆ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนควรจับตาต่อไป เพื่อประเมินแนวโน้มการเติบโตของกำไรในอนาคต
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ RATCH ไตรมาส 3/2564
รายได้รวม
9,502.18
ล้านบาท
↑ 51.6% YoY
กำไรขั้นต้น
1,168.65
ล้านบาท
↑ 12.8% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
12.30
%
กำไรสุทธิ
774.98
ล้านบาท
↑ 20.8% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
8.16
%
D/E Ratio
1.21
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
9,502
↑ + 51.6%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
1,169
↑ + 12.8%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
775
↑ + 20.8%
YoY
D/E Ratio
1.21
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — RATCH
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
1.21
ROE (%)
6.52
ROA (%)
5.21
Book Value/หุ้น
46.30
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — RATCH
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
+146
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+8,974
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — RATCH
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
145.52
-103.26%
|
-4,461.80
-27.72%
|
-6,172.70
+95.48%
|
-3,157.70
+8.19%
|
-2,918.69
-140.03%
|
7,291.35
+30.45%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
8,973.55
-61.66%
|
23,404.14
+515.21%
|
3,804.27
-115.50%
|
-24,539.03
-764.29%
|
3,694.00
-133.85%
|
-10,913.20
+129.77%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
-91.30
-99.31%
|
-13,267.78
+75.76%
|
-7,548.60
-350.64%
|
3,011.78
+56.51%
|
1,924.32
-43.82%
|
3,425.12
-146.07%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
8,311.53
+146.24%
|
3,375.32
-127.53%
|
-12,259.98
-51.73%
|
-25,401.16
-1,223.65%
|
2,260.60
-3,832.21%
|
-60.57
-99.11%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
8,929.52
-62.10%
|
23,563.04
-31.39%
|
34,341.17
+393.30%
|
6,961.49
+43.34%
|
4,856.59
-1.23%
|
4,917.16
-57.96%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
14,253.25
+59.62%
|
8,929.52
-62.10%
|
23,563.04
-31.39%
|
34,341.17
+393.30%
|
6,961.49
+43.34%
|
4,856.59
-1.23%
|