บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)
SET · พลังงานและสาธารณูปโภค
37.00
+0.75 (+2.07%)
สรุปสั้น
กำไรลดลงสาเหตุหลักเนื่องจากผลกระทบจาก FX ซึ่งทําให้กําไรลดลง ทั้งนี้หากไม่รวมผลกระทบจาก FX ผลการดําเนินงานของบริษัทฯ และบริษัทย่อย สําหรับไตรมาสที่ 3 ของปี 2554 มีกําไรจํานวน 1,592.76 ล้านบาท คิดเป็นกําไรที่เพิ่มขึ้นจํานวน 7.34 ล้านบาท
ในงวด 9 เดือนของปี 2564 ทั้งนี้หากไม่รวมผลกระทบจาก FX ผลการดําเนินงานของบริษัทฯและบริษัทย่อย สําหรับงวด 9 เดือนของปี 2564 มีกําไรจํานวน 5,602.43 ล้านบาท คิดเป็นกําไรที่เพิ่มขึ้นจํานวน 1,500.72 ล้านบาท
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=11319 out_tok=3423 at=2026-07-26T02:18:35 -->
# RATCH กำไรสุทธิ Q1/2566 ลดลง 8.3% แต่ EBITDA พุ่ง 23.6% รับแรงหนุนจากโรงไฟฟ้าใหม่
## รายได้รวมหดตัว 6.8% จากโรงไฟฟ้า RG ขณะที่กำไรก่อนผลกระทบ FX เติบโต 39.3% จากการรับรู้รายได้โรงไฟฟ้าใหม่
บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ RATCH รายงานผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2566 มีกำไรสุทธิลดลง 8.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน (FX) อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาเฉพาะกำไรก่อนผลกระทบจาก FX พบว่าเติบโตถึง 39.3% ขณะที่ EBITDA ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 23.6% สะท้อนการรับรู้รายได้จากโรงไฟฟ้าใหม่ที่เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจสำคัญที่อธิบายการเปลี่ยนแปลงผลประกอบการของ RATCH ในไตรมาส 1 ปี 2566 คือ **การรับรู้รายได้และ EBITDA จากโรงไฟฟ้าใหม่ที่เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD)** ซึ่งชดเชยรายได้ที่ลดลงจากโรงไฟฟ้าเดิมบางส่วน และ **ผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน (FX)** ที่ส่งผลให้กำไรสุทธิลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน
* **EBITDA เพิ่มขึ้น 23.6%** จาก 2,994.64 ล้านบาท เป็น 3,700.63 ล้านบาท
* **กำไรสุทธิลดลง 8.3%** จาก 1,579.35 ล้านบาท เป็น 1,447.67 ล้านบาท
* **กำไรก่อนผลกระทบ FX เพิ่มขึ้น 39.3%** จาก 1,166.38 ล้านบาท เป็น 1,624.76 ล้านบาท
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
การเพิ่มขึ้นของ EBITDA และกำไรก่อนผลกระทบ FX เป็นผลมาจากการ **เริ่มรับรู้รายได้และ EBITDA จากโรงไฟฟ้าใหม่** ได้แก่ LG1&2, SP, CS และ RER ซึ่งเริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์แล้ว นอกจากนี้ ยังมีการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรที่เพิ่มขึ้นจากโรงไฟฟ้า HPC เนื่องจากมีค่าความพร้อมจ่ายสูงกว่าปีก่อน และ NNEG จากค่า Ft ที่สูงขึ้น รวมถึง BAFS จากปริมาณเที่ยวบินและการเติมน้ามันที่เพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม รายได้รวมของบริษัทฯ ลดลง 6.8% โดยมีสาเหตุหลักมาจาก **รายได้ค่าเชื้อเพลิงของโรงไฟฟ้า RG ลดลง** เนื่องจากการเดินเครื่องลดลงตามแผนการเรียกรับไฟฟ้าของ กฟผ. แม้ว่าราคาเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติจะปรับตัวสูงขึ้นก็ตาม
ส่วนที่ทำให้กำไรสุทธิลดลงคือ **ผลขาดทุนจาก FX จำนวน 177.10 ล้านบาท** ในไตรมาสนี้ เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรจาก FX 412.97 ล้านบาท สาเหตุหลักเกิดจากรายการเงินให้กู้ยืมแก่กิจการในกลุ่มบริษัทฯ ในสกุลเงินเหรียญออสเตรเลีย ซึ่งเมื่อสกุลเงินดังกล่าวอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเหรียญสหรัฐฯ ทำให้มูลค่าสินทรัพย์สกุลเงินเหรียญออสเตรเลียลดลง
นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น เช่น ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายจากโรงไฟฟ้าใหม่, ต้นทุนทางการเงินจากการกู้ยืมเพื่อลงทุน และผลขาดทุนจากการเปลี่ยนแปลงมูลค่ายุติธรรมของอนุพันธ์บางรายการ ก็เป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อกำไรสุทธิเช่นกัน
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
**มีโอกาสต่อเนื่อง** โดยเฉพาะในส่วนของรายได้และ EBITDA จากโรงไฟฟ้าใหม่ที่เริ่มดำเนินการแล้ว ซึ่งจะส่งผลดีต่อผลประกอบการในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจาก FX ยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนอาจส่งผลกระทบต่อกำไรสุทธิได้
ฝ่ายจัดการได้ระบุถึงการลงทุนในโครงการต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เช่น การเข้าซื้อหุ้นในโรงไฟฟ้า PT Paiton Energy และธุรกิจ IPM Asia Pte. Ltd. ในอินโดนีเซีย รวมถึงความคืบหน้าของโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง เช่น โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพูและสีเหลือง, โรงไฟฟ้าหินกอง (HKP), โรงไฟฟ้า R E N โคราช, โรงไฟฟ้า Calabanga และโรงไฟฟ้า Song Giang 1 ซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้และผลกำไรในอนาคต
## Highlight สำคัญ
* **EBITDA เติบโต 23.6%** แตะ 3,700.63 ล้านบาท จากการรับรู้รายได้โรงไฟฟ้าใหม่ LG1&2, SP, CS และ RER
* **กำไรสุทธิลดลง 8.3%** เหลือ 1,447.67 ล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักจากผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน (FX) จำนวน 177.10 ล้านบาท
* **กำไรก่อนผลกระทบ FX เพิ่มขึ้น 39.3%** เป็น 1,624.76 ล้านบาท สะท้อนการดำเนินงานที่แข็งแกร่งของโรงไฟฟ้าใหม่
* **รายได้รวมลดลง 6.8%** เหลือ 17,004.84 ล้านบาท หลักๆ มาจากโรงไฟฟ้า RG ที่มีการเดินเครื่องลดลงตามแผน กฟผ.
* **รับรู้ส่วนแบ่งกำไรเพิ่มขึ้น** จาก HPC (ค่าความพร้อมจ่ายสูงขึ้น) และ NNEG (ค่า Ft สูงขึ้น) รวมถึง BAFS (ปริมาณเที่ยวบิน/เติมน้ำมันเพิ่ม)
* **โครงการลงทุนใหม่มีความคืบหน้า** เช่น การเข้าซื้อหุ้นในโรงไฟฟ้า Paiton Energy อินโดนีเซีย และโครงการก่อสร้างต่างๆ ที่คาดว่าจะ COD ในปี 2566-2567
## ภาพรวมผลประกอบการ
ในไตรมาส 1 ปี 2566 RATCH มีรายได้รวม 17,004.84 ล้านบาท ลดลง 6.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (18,249.67 ล้านบาท) โดยรายได้จากการขายและการให้บริการลดลง 10.4% เป็นผลหลักจากโรงไฟฟ้า RG ที่ปริมาณการขายไฟฟ้าให้ กฟผ. ลดลง 32.9% แม้ว่าราคาเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติจะสูงขึ้น 10.2%
อย่างไรก็ตาม EBITDA เพิ่มขึ้น 23.6% เป็น 3,700.63 ล้านบาท จาก 2,994.64 ล้านบาท ในปีก่อน ซึ่งเป็นผลมาจากการเริ่มรับรู้ EBITDA จากโรงไฟฟ้าใหม่ LG1&2, SP, CS และ RER รวมถึงส่วนแบ่งกำไรที่เพิ่มขึ้นจาก HPC, NNEG และ BAFS
กำไรสุทธิสำหรับงวดอยู่ที่ 1,447.67 ล้านบาท ลดลง 8.3% จาก 1,579.35 ล้านบาท ในปีก่อน โดยมีปัจจัยกดดันจากผลขาดทุนจาก FX 177.10 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น เช่น ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายจากโรงไฟฟ้าใหม่, ต้นทุนทางการเงิน และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงมูลค่ายุติธรรมของอนุพันธ์
แต่หากพิจารณา **กำไรก่อนผลกระทบ FX จะอยู่ที่ 1,624.76 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 39.3%** จาก 1,166.38 ล้านบาท ในปีก่อน
## โอกาส
* **การรับรู้รายได้จากโรงไฟฟ้าใหม่:** การเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ของโรงไฟฟ้า LG1&2, SP, CS และ RER จะเป็นปัจจัยขับเคลื่อนรายได้และกำไรในระยะยาว
* **การลงทุนเชิงกลยุทธ์:** การเข้าซื้อหุ้นในโรงไฟฟ้า Paiton Energy และธุรกิจ IPM Asia Pte. Ltd. ในอินโดนีเซีย เป็นการขยายการลงทุนในธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังความร้อนที่ใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง ซึ่งสอดคล้องกับแผนการลงทุนและอัตราผลตอบแทนที่คาดหวัง
* **โครงการก่อสร้างที่คืบหน้า:** โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพูและสีเหลือง, โรงไฟฟ้าหินกอง (HKP), โรงไฟฟ้า R E N โคราช, โรงไฟฟ้า Calabanga และโรงไฟฟ้า Song Giang 1 ที่คาดว่าจะ COD ในปี 2566-2567 จะเป็นแหล่งรายได้ใหม่ในอนาคต
* **การฟื้นตัวของภาคธุรกิจ:** การรับรู้ส่วนแบ่งกำไรที่เพิ่มขึ้นจาก BAFS สะท้อนการฟื้นตัวของภาคการบินจากการคลี่คลายของสถานการณ์โควิด-19
## ความเสี่ยง
* **ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน (FX):** ผลขาดทุนจาก FX ในไตรมาสนี้แสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการดำเนินงานในสกุลเงินต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการให้กู้ยืมระหว่างบริษัทในกลุ่ม
* **การเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบและนโยบายพลังงาน:** การเปลี่ยนแปลงนโยบายด้านพลังงานของภาครัฐ หรือกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานและต้นทุนของโรงไฟฟ้า
* **ความล่าช้าของโครงการ:** ความล่าช้าในการก่อสร้างหรือการเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ของโครงการใหม่ อาจส่งผลกระทบต่อแผนการรับรู้รายได้และผลกำไร
* **ความเสี่ยงด้านราคาสินค้าโภคภัณฑ์:** แม้ในไตรมาสนี้จะได้รับผลกระทบจากปริมาณการขายที่ลดลง แต่ราคาเชื้อเพลิง เช่น ก๊าซธรรมชาติ ยังคงมีความผันผวน ซึ่งอาจส่งผลต่อต้นทุนการผลิต
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **ความคืบหน้าการก่อสร้างและ COD ของโครงการใหม่:** ติดตามความคืบหน้าของโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง โดยเฉพาะโรงไฟฟ้า HKP, R E N โคราช, Calabanga และ Song Giang 1 รวมถึงโครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลืองและสีชมพู
* **ผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน:** จับตาแนวโน้มค่าเงินบาทเทียบกับสกุลเงินหลักที่บริษัทฯ มีการลงทุนหรือกู้ยืม เพื่อประเมินผลกระทบต่อกำไรสุทธิ
* **การบริหารจัดการต้นทุนเชื้อเพลิง:** ติดตามแนวโน้มราคาเชื้อเพลิง โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติ และกลยุทธ์การบริหารจัดการต้นทุนของ RATCH
* **การรับรู้รายได้และผลกำไรจากโรงไฟฟ้าใหม่:** ประเมินผลการดำเนินงานของโรงไฟฟ้า LG1&2, SP, CS และ RER อย่างต่อเนื่อง
* **การเข้าซื้อกิจการในอินโดนีเซีย:** ติดตามความคืบหน้าของการเข้าลงทุนในโรงไฟฟ้า Paiton Energy และธุรกิจ IPM Asia Pte. Ltd.
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: ทรัพยากร / พลังงาน)
* **ราคา Commodity/ASP:** แม้เอกสารจะไม่ได้ระบุราคาขายไฟฟ้า (ASP) โดยตรง แต่มีการกล่าวถึงราคาค่าเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติที่ปรับตัวสูงขึ้น 10.2% ในโรงไฟฟ้า RG ซึ่งส่งผลต่อต้นทุน แต่รายได้จากการขายไฟฟ้าของ RG กลับลดลงเนื่องจากปริมาณการขายที่ลดลงตามแผน กฟผ.
* **ปริมาณขาย-ผลิต:** ปริมาณการขายไฟฟ้าของ RG ให้ กฟผ. ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (ก๊าซธรรมชาติ -38.1%, น้ำมันดีเซล -95.4%) ขณะที่โรงไฟฟ้าใหม่ LG1&2, SP, CS และ RER เริ่มรับรู้รายได้จากการขายไฟฟ้าแล้ว
* **ต้นทุนต่อหน่วย:** ไม่ได้ระบุต้นทุนต่อหน่วยโดยตรง แต่มีการกล่าวถึงต้นทุนขายที่ลดลง 14.0% โดยหลักมาจากโรงไฟฟ้า RG ที่ปริมาณการขายลดลง
* **กำลังการผลิต:** มีการกล่าวถึงกำลังการผลิตติดตั้งของโรงไฟฟ้าใหม่ที่เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ และโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง เช่น โรงไฟฟ้า HKP (1,540 MW), โรงไฟฟ้า R E N โคราช (31.2 MW), โรงไฟฟ้า Calabanga (74.1 MW) และโรงไฟฟ้า Song Giang 1 (12 MW)
* **โครงการลงทุน:** มีการลงทุนในโรงไฟฟ้าใหม่หลายโครงการ ทั้งที่เริ่ม COD แล้ว และอยู่ระหว่างการก่อสร้าง รวมถึงการเข้าซื้อหุ้นในโรงไฟฟ้า Paiton Energy อินโดนีเซีย
* **กฎระเบียบพลังงาน/สิ่งแวดล้อม:** มีการกล่าวถึงค่า Ft ที่สูงขึ้นส่งผลดีต่อรายได้ของ NNEG และการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรเพิ่มขึ้นจาก HPC ที่มีค่าความพร้อมจ่ายสูงขึ้น
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
* **สินทรัพย์:** ลดลง 5,078.15 ล้านบาท หลักๆ มาจากลูกหนี้การค้า RG ที่ลดลง, ลูกหนี้ตามสัญญาเช่า, ที่ดินอาคารและอุปกรณ์สุทธิ และเงินลงทุนในร่วมค้า/บริษัทร่วม (หลังหักเงินปันผลและปรับปรุง FX)
* **หนี้สิน:** ลดลง 4,139.50 ล้านบาท โดยเจ้าหนี้การค้า RG ลดลงจากการใช้เชื้อเพลิงน้อยลง และเงินกู้ยืมสถาบันการเงินและหุ้นกู้ลดลงจากการอ่อนค่าของสกุลเงินเหรียญสหรัฐฯ
* **ส่วนของผู้ถือหุ้น:** ลดลง 938.65 ล้านบาท แม้จะรับรู้กำไรสำหรับงวด แต่มีองค์ประกอบอื่นของส่วนของผู้ถือหุ้นลดลงจากการสำรองการแปลงค่างบการเงิน, สำรองการป้องกันความเสี่ยง และส่วนแบ่งกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จอื่น
* **กระแสเงินสด:** เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน 5,493.23 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากผลการดำเนินงานและเปลี่ยนแปลงสินทรัพย์/หนี้สินดำเนินงาน เงินสดสุทธิใช้ไปในกิจกรรมลงทุน 2,039.58 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในสินทรัพย์ทางการเงินหมุนเวียนอื่นและอาคารอุปกรณ์ เงินสดสุทธิใช้ไปในกิจกรรมจัดหาเงิน 1,143.58 ล้านบาท หลักๆ จากการจ่ายดอกเบี้ย
## สรุปท้าย
RATCH ในไตรมาส 1 ปี 2566 เผชิญกับแรงกดดันจากรายได้รวมที่ลดลงและผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน ทำให้กำไรสุทธิปรับตัวลดลง อย่างไรก็ตาม หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนผลประกอบการคือการรับรู้รายได้และ EBITDA จากโรงไฟฟ้าใหม่ที่เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ ซึ่งส่งผลให้ EBITDA เติบโตอย่างแข็งแกร่ง และกำไรก่อนผลกระทบ FX ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ การลงทุนในโครงการใหม่ๆ ที่มีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่องเป็นปัจจัยสำคัญที่จะสนับสนุนการเติบโตในอนาคต แต่ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนและกฎระเบียบด้านพลังงานยังคงเป็นความเสี่ยงที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ RATCH ไตรมาส 3/2564
รายได้รวม
9,502.18
ล้านบาท
↑ 51.6% YoY
กำไรขั้นต้น
1,168.65
ล้านบาท
↑ 12.8% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
12.30
%
กำไรสุทธิ
774.98
ล้านบาท
↑ 20.8% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
8.16
%
D/E Ratio
1.21
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
9,502
↑ + 51.6%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
1,169
↑ + 12.8%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
775
↑ + 20.8%
YoY
D/E Ratio
1.21
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — RATCH
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
1.21
ROE (%)
6.52
ROA (%)
5.21
Book Value/หุ้น
46.30
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — RATCH
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
+146
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+8,974
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — RATCH
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
145.52
-103.26%
|
-4,461.80
-27.72%
|
-6,172.70
+95.48%
|
-3,157.70
+8.19%
|
-2,918.69
-140.03%
|
7,291.35
+30.45%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
8,973.55
-61.66%
|
23,404.14
+515.21%
|
3,804.27
-115.50%
|
-24,539.03
-764.29%
|
3,694.00
-133.85%
|
-10,913.20
+129.77%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
-91.30
-99.31%
|
-13,267.78
+75.76%
|
-7,548.60
-350.64%
|
3,011.78
+56.51%
|
1,924.32
-43.82%
|
3,425.12
-146.07%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
8,311.53
+146.24%
|
3,375.32
-127.53%
|
-12,259.98
-51.73%
|
-25,401.16
-1,223.65%
|
2,260.60
-3,832.21%
|
-60.57
-99.11%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
8,929.52
-62.10%
|
23,563.04
-31.39%
|
34,341.17
+393.30%
|
6,961.49
+43.34%
|
4,856.59
-1.23%
|
4,917.16
-57.96%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
14,253.25
+59.62%
|
8,929.52
-62.10%
|
23,563.04
-31.39%
|
34,341.17
+393.30%
|
6,961.49
+43.34%
|
4,856.59
-1.23%
|