บริษัท เจ้าพระยามหานคร จำกัด (มหาชน)
SET · พัฒนาอสังหาริมทรัพย์
0.44
+0.00 (+0.00%)
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=6025 out_tok=3040 at=2026-07-25T13:15:24 -->
CMC กำไรสุทธิปี 2564 ลดลง 25.78% รับแรงกดดันต้นทุนการเงินพุ่ง-รายได้ก่อสร้างหด
ฝ่ายบริหารชี้สถานการณ์โควิดกระทบกำลังซื้อต่อเนื่อง ขณะที่การลงทุนในธุรกิจใหม่ส่งผลต้นทุนทางการเงินเพิ่มสูงขึ้น
บริษัท เจ้าพระยามหานคร จำกัด (มหาชน) หรือ CMC รายงานผลประกอบการปี 2564 สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2564 มีกำไรสุทธิ 44.21 ล้านบาท ลดลง 15.36 ล้านบาท หรือ 25.78% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากการลงทุนในธุรกิจใหม่ ประกอบกับการรับงานก่อสร้างภายในกลุ่มกิจการเป็นหลัก ทำให้รายได้จากการก่อสร้างจากภายนอกลดลง
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
หัวใจสำคัญที่ทำให้ผลประกอบการของ CMC ในปี 2564 ปรับตัวลดลง มาจาก **ต้นทุนทางการเงินที่พุ่งสูงขึ้นอย่างมาก** และ **รายได้จากการก่อสร้างที่ลดลง** ซึ่งส่งผลกระทบต่อกำไรสุทธิโดยรวม
**ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น**
* **ต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้น 278.91%**: ในปี 2564 ต้นทุนทางการเงินอยู่ที่ 90.37 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 23.85 ล้านบาทในปี 2563 การเพิ่มขึ้นนี้มีสาเหตุหลักมาจากการที่บริษัทฯ ได้มีการลงทุนเพิ่มทุนในธุรกิจใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในธุรกิจทางการแพทย์และธุรกิจโรงแรม ซึ่งต้องใช้เม็ดเงินลงทุนจำนวนมาก การลงทุนเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างรายได้ประจำ (recurring income) ในอนาคตและกระจายความเสี่ยง แต่ในระยะสั้นส่งผลให้ภาระต้นทุนทางการเงินสูงขึ้นอย่างชัดเจน
* **รายได้จากการก่อสร้างลดลง 48.24%**: รายได้จากการก่อสร้างลดลงจาก 133.65 ล้านบาทในปี 2563 เหลือ 69.18 ล้านบาทในปี 2564 สาเหตุหลักมาจากการที่บริษัทย่อยในกลุ่มธุรกิจก่อสร้างรับงานก่อสร้างโครงการภายในกลุ่มกิจการเป็นหลัก โดยมีโครงการใหม่ที่เริ่มก่อสร้างในปี 2563-2564 เช่น The Clev Riverline Chaophraya – Wong Sawang, CYBIQ Ramkhamhaeng, Chateau In Town Ratchayothin ทำให้รายได้จากการก่อสร้างจากบุคคลภายนอกลดลง ซึ่งส่งผลกระทบต่ออัตราส่วนกำไรสุทธิของบริษัทฯ
**จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่**
**มีโอกาสต่อเนื่อง (ในส่วนของต้นทุนทางการเงิน) / ยังไม่ชัด ต้องติดตาม (ในส่วนของรายได้ก่อสร้าง)**
* **ต้นทุนทางการเงิน**: ฝ่ายบริหารระบุว่าการลงทุนในธุรกิจใหม่ เช่น ธุรกิจทางการแพทย์และโรงแรม จะส่งผลให้กลุ่มบริษัทฯ มีรายได้ประจำ (recurring income) เพิ่มขึ้นในอนาคต ซึ่งเป็นการลงทุนระยะยาว แม้ต้นทุนทางการเงินจะสูงขึ้นในปีนี้ แต่คาดว่าจะเป็นส่วนหนึ่งของการขยายธุรกิจเพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคงในระยะยาว ดังนั้น ต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นอาจมีแนวโน้มต่อเนื่องไปพร้อมกับการลงทุนใหม่ๆ
* **รายได้จากการก่อสร้าง**: การที่บริษัทฯ เน้นรับงานก่อสร้างภายในกลุ่มกิจการเป็นหลัก อาจส่งผลให้รายได้จากการก่อสร้างจากภายนอกยังคงอยู่ในระดับต่ำ หรือขึ้นอยู่กับแผนการเปิดโครงการใหม่ๆ ของกลุ่มในอนาคต ซึ่งต้องติดตามแผนการดำเนินงานและสถานการณ์ตลาดต่อไป
## Highlight สำคัญ
* **กำไรสุทธิปี 2564 ลดลง 25.78%**: อยู่ที่ 44.21 ล้านบาท จาก 59.57 ล้านบาทในปี 2563
* **รายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์เพิ่มขึ้น 1.83%**: อยู่ที่ 1,049.94 ล้านบาท โดยได้แรงหนุนจากการโอนกรรมสิทธิ์โครงการที่สร้างเสร็จปลายปี 2563
* **ต้นทุนทางการเงินพุ่งสูง 278.91%**: จาก 23.85 ล้านบาท เป็น 90.37 ล้านบาท เนื่องจากการลงทุนในธุรกิจใหม่
* **รายได้จากการก่อสร้างลดลง 48.24%**: เหลือ 69.18 ล้านบาท เนื่องจากเน้นรับงานภายในกลุ่ม
* **Backlog ณ สิ้นปี 2564 สูง 2,129.89 ล้านบาท**: โดยมีโครงการที่คาดว่าจะแล้วเสร็จและโอนกรรมสิทธิ์ในปี 2565 อีก 1 โครงการ
## ภาพรวมผลประกอบการ
สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2564 บริษัทฯ มีรายได้รวม 1,185.79 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อย 0.61% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยมีรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์เพิ่มขึ้น 1.83% เป็น 1,049.94 ล้านบาท ซึ่งเป็นรายได้หลักของบริษัทฯ การเพิ่มขึ้นนี้มาจากโครงการแบงค์คอกฮอไรซอน ไลท์ @สถานีเพชรเกษม 48 และโครงการ เดอะ คิวเว่ ติวานนท์ ที่เริ่มโอนกรรมสิทธิ์ในไตรมาส 2 ปี 2564 และมี Backlog สะสมจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม รายได้จากการก่อสร้างลดลงถึง 48.24% ขณะที่รายได้จากการให้บริการเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด 135.83% จากการขยายธุรกิจให้เช่าและบริการอุปกรณ์รับเหมาก่อสร้าง รวมถึงธุรกิจทำความสะอาด
ต้นทุนขายรวมอยู่ที่ 765.90 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.67% ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นรวมลดลงเล็กน้อยจาก 36.32% เป็น 34.65% โดยอัตรากำไรขั้นต้นจากการขายอสังหาริมทรัพย์เพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 41.88% เนื่องจากมีรายได้หลักจาก 2 โครงการที่มีอัตรากำไรดี
ค่าใช้จ่ายในการขายลดลง 26.54% จากการปรับกลยุทธ์การตลาดไปเน้น Online Marketing มากขึ้น แต่ค่าใช้จ่ายในการบริหารและค่าใช้จ่ายอื่นเพิ่มขึ้น 5.90% เนื่องจากการเปิดบริษัทย่อยใหม่ 5 แห่งเพื่อรองรับการขยายธุรกิจในกลุ่มการแพทย์และโรงแรม
ปัจจัยสำคัญที่กดดันกำไรสุทธิคือต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้นถึง 278.91% ทำให้กำไรก่อนค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้ลดลง 49.2% และเมื่อหักภาษีเงินได้ (ซึ่งกลับรายการจากที่เคยเป็นค่าใช้จ่ายจำนวนมากในปี 2563) กำไรสุทธิปี 2564 อยู่ที่ 44.21 ล้านบาท ลดลง 25.78%
## โอกาส
* **การเปิดประเทศและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ**: การเปิดประเทศตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2564 มีความคาดหวังว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวอย่างช้าๆ จากการกลับมาของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งจะส่งผลดีต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ทั้งจากผู้บริโภคภายในประเทศและนักลงทุนต่างชาติ
* **ปริมาณ Supply ในตลาดที่ลดลง**: คาดการณ์ว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 2565 จะกลับมาเติบโต เนื่องจากปริมาณ Supply ที่มีอยู่ในตลาดซึ่งเคยมีมากกว่าความต้องการซื้อจะค่อยๆ ลดลง จากการชะลอตัวการเปิดโครงการในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา
* **การขยายธุรกิจสู่ธุรกิจใหม่**: การลงทุนในธุรกิจกลุ่มการแพทย์และธุรกิจโรงแรม จะช่วยสร้างรายได้ประจำ (recurring income) เพิ่มขึ้นในอนาคต ซึ่งจะช่วยกระจายความเสี่ยงและสร้างความมั่นคงให้กับกลุ่มบริษัทฯ
* **Backlog ที่มีอยู่**: ณ สิ้นปี 2564 บริษัทฯ มียอดขายรอโอนกรรมสิทธิ์ (Backlog) รวมมูลค่าประมาณ 2,129.89 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้ในปีถัดไป
* **แผนการเปิดโครงการใหม่**: บริษัทฯ มีแผนการเปิดโครงการใหม่อีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งจะเป็นปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตในอนาคต
## ความเสี่ยง
* **ความผันผวนของสถานการณ์ COVID-19**: แม้จะมีการเปิดประเทศ แต่การแพร่ระบาดของโรคยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องเฝ้าระวัง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อและความเชื่อมั่นของผู้บริโภค
* **ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว**: สภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงได้รับผลกระทบจากการระบาดใหญ่ อาจส่งผลต่อการตัดสินใจซื้ออสังหาริมทรัพย์ซึ่งเป็นการลงทุนขนาดใหญ่
* **ต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น**: การลงทุนในธุรกิจใหม่ส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจกดดันผลกำไรในระยะสั้น หากรายได้จากธุรกิจใหม่ยังไม่สามารถชดเชยได้ทันท่วงที
* **การแข่งขันในตลาดอสังหาริมทรัพย์**: แม้ Supply จะลดลง แต่การแข่งขันในตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะในทำเลที่มีศักยภาพ
* **ยอดขายรอการขาย (Backlog) และสินค้าคงค้าง (Inventory)**: แม้จะมี Backlog ที่น่าพอใจ แต่การบริหารจัดการ Inventory ที่มีมูลค่าประมาณ 4,510.89 ล้านบาท ให้สามารถระบายออกได้ตามเป้าหมายเป็นสิ่งสำคัญ
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **ความคืบหน้าการโอนกรรมสิทธิ์จาก Backlog**: การรับรู้รายได้จากยอดขายรอโอนกรรมสิทธิ์ 2,129.89 ล้านบาท
* **แผนการเปิดโครงการใหม่**: จำนวนและมูลค่าโครงการใหม่ที่จะเปิดตัวในปี 2565 และปีถัดไป
* **ผลประกอบการของธุรกิจใหม่**: การเติบโตของรายได้และกำไรจากธุรกิจกลุ่มการแพทย์และโรงแรม
* **การบริหารจัดการ Inventory**: กลยุทธ์การระบายห้องชุดคงค้างมูลค่า 4,510.89 ล้านบาท
* **ต้นทุนทางการเงิน**: แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของต้นทุนทางการเงินหลังจากการลงทุนในธุรกิจใหม่
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง)
* **รายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์**: เพิ่มขึ้น 1.83% เป็น 1,049.94 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหลักมาจากการโอนกรรมสิทธิ์โครงการแบงค์คอกฮอไรซอน ไลท์ @สถานีเพชรเกษม 48 และโครงการ เดอะ คิวเว่ ติวานนท์ ที่มี Backlog สะสมจำนวนมาก
* **อัตรากำไรขั้นต้นจากการขายอสังหาริมทรัพย์**: เพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 41.88% จาก 41.49% ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่ดี โดยมีรายได้หลักมาจาก 2 โครงการที่ให้ผลตอบแทนดี
* **รายได้จากการก่อสร้าง**: ลดลง 48.24% เป็น 69.18 ล้านบาท เนื่องจากเน้นรับงานภายในกลุ่มกิจการเป็นหลัก
* **รายได้จากการให้บริการ**: เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด 135.83% เป็น 66.67 ล้านบาท จากการขยายธุรกิจให้เช่าและบริการอุปกรณ์รับเหมาก่อสร้าง รวมถึงธุรกิจทำความสะอาด
* **Backlog**: ณ สิ้นปี 2564 อยู่ที่ 2,129.89 ล้านบาท ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับการรับรู้รายได้ในปีถัดไป
* **Inventory**: มีมูลค่า 4,510.89 ล้านบาท ซึ่งเป็นจำนวนที่ค่อนข้างสูง และต้องบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพ
* **การเปิดโครงการใหม่**: มีแผนการเปิดโครงการใหม่จำนวนมาก ซึ่งจะเป็นตัวขับเคลื่อนการเติบโตในอนาคต
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
เอกสารที่ให้มาไม่ได้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับฐานะการเงินและกระแสเงินสดโดยตรง เช่น งบดุล หรือ งบกระแสเงินสด อย่างไรก็ตาม มีการกล่าวถึงการลงทุนเพิ่มทุนในธุรกิจใหม่ ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น และมี Backlog รวมถึง Inventory ที่เป็นสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงาน
## สรุปท้าย
ปี 2564 เป็นปีที่บริษัท เจ้าพระยามหานคร จำกัด (มหาชน) หรือ CMC เผชิญกับความท้าทายจากปัจจัยภายนอกอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะผลกระทบจากสถานการณ์ COVID-19 ที่ส่งผลต่อกำลังซื้อและภาวะเศรษฐกิจ แม้รายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์จะยังคงเติบโตได้เล็กน้อยจาก Backlog ที่มีอยู่ แต่กำไรสุทธิกลับลดลงอย่างมีนัยสำคัญถึง 25.78% โดยมีสาเหตุหลักมาจากต้นทุนทางการเงินที่พุ่งสูงขึ้นจากการลงทุนในธุรกิจใหม่เพื่อสร้างการเติบโตและกระจายความเสี่ยงในอนาคต ประกอบกับการที่รายได้จากการก่อสร้างลดลงเนื่องจากการรับงานภายในกลุ่มเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ยังคงมีโอกาสในการฟื้นตัวจากการเปิดประเทศและแนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ดีขึ้นในปี 2565 รวมถึงการขยายธุรกิจใหม่ที่จะสร้างรายได้ประจำในระยะยาว แต่ยังคงต้องจับตาความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจและต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น รวมถึงการบริหารจัดการ Inventory ที่มีอยู่ให้มีประสิทธิภาพ
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ CMC ไตรมาส 4/2564
รายได้รวม
378.44
ล้านบาท
↓ 60.8% YoY
กำไรขั้นต้น
99.44
ล้านบาท
↓ 61.9% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
26.28
%
กำไรสุทธิ
349.46
ล้านบาท
↓ 539.2% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
92.34
%
D/E Ratio
2.19
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
378
↓ -60.8%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
99
↓ -61.9%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
349
↓ -539.2%
YoY
D/E Ratio
2.19
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — CMC
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
2.19
ROE (%)
0.84
ROA (%)
7.47
Book Value/หุ้น
1.94
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — CMC
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-108
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+8
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — CMC
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
-108.31
-125.76%
|
420.40
-84.38%
|
2,690.62
-1,998.14%
|
-141.75
-59.66%
|
-351.42
-440.52%
|
103.20
-232.75%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
8.31
-104.37%
|
-190.13
+787.21%
|
-21.43
-158.06%
|
36.91
-1,185.59%
|
-3.40
-93.97%
|
-56.42
+784.33%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
106.77
-128.66%
|
-372.54
-69.89%
|
-1,237.35
-11,707.41%
|
10.66
-97.75%
|
473.90
-899.16%
|
-59.30
-202.90%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
218.66
-376.30%
|
-79.14
-153.25%
|
148.61
-257.81%
|
-94.17
-179.09%
|
119.07
-1,051.04%
|
-12.52
-52.70%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
189.61
-27.69%
|
262.21
-33.08%
|
391.84
+34.10%
|
292.20
+740.14%
|
34.78
-44.41%
|
62.56
-47.57%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
116.89
-38.35%
|
189.61
-27.69%
|
262.21
-33.08%
|
391.84
+34.10%
|
292.20
+740.14%
|
34.78
-44.41%
|