บริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน)
SET · พัฒนาอสังหาริมทรัพย์
3.98
+0.00 (+0.00%)
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=3566 out_tok=2596 at=2026-07-26T01:20:29 -->
# TMT สตีล กำไรปี 64 พุ่ง 184% รับราคาเหล็กโลกพุ่ง-ดีมานด์ฟื้น
## รายได้-กำไรโตแรงตามราคาเหล็กโลกที่ทรงตัวสูง ขณะที่ต้นทุนการขายและบริหารปรับเพิ่มขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจ
บริษัท ทีเอ็มทีสตีล จำกัด (มหาชน) หรือ TMT รายงานผลประกอบการปี 2564 มีกำไรสุทธิ 1,530.06 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 184.46% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากการปรับตัวสูงขึ้นของราคาเหล็กในตลาดโลกและภายในประเทศ ประกอบกับความต้องการที่ฟื้นตัวจากการคลายตัวของสถานการณ์โควิด-19 อย่างไรก็ตาม บริษัทมีค่าใช้จ่ายในการขาย ค่าใช้จ่ายในการบริหาร และดอกเบี้ยจ่ายที่ปรับเพิ่มขึ้นตามปริมาณธุรกิจและต้นทุนที่สูงขึ้น
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนผลประกอบการของ TMT ในปี 2564 คือ **การเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของรายได้จากการขายและอัตรากำไรขั้นต้น** โดยกำไรสุทธิเติบโตถึง 184.46% เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งเป็นผลโดยตรงมาจากการที่บริษัทสามารถขายสินค้าได้ในราคาเฉลี่ยที่สูงขึ้นอย่างมาก
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
ฝ่ายบริหารระบุว่า การเพิ่มขึ้นของราคาขายเฉลี่ย 57.11% เป็นผลมาจากราคาเหล็กในตลาดโลกและภายในประเทศที่ทรงตัวในระดับสูงอย่างต่อเนื่องตลอดปี 2564 ปัจจัยสนับสนุนคือสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่เริ่มคลี่คลาย ทำให้ภาคการผลิตในอุตสาหกรรมต่างๆ ฟื้นตัว ส่งผลให้ความต้องการวัตถุดิบและสินค้าเพิ่มขึ้น ประกอบกับระดับสินค้าคงคลังในตลาดอยู่ในระดับต่ำกว่าปกติไม่เพียงพอต่อความต้องการ นอกจากนี้ ข้อจำกัดด้านซัพพลายจากการควบคุมการผลิตเพื่อลดการใช้คาร์บอนและนโยบายของประเทศจีน รวมถึงการยกเลิกการอุดหนุนการส่งออกของบางประเทศ ยิ่งส่งผลให้ราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้นจากอุปสงค์ที่มากกว่าอุปทาน ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นของบริษัทเพิ่มขึ้นจาก 8.68% ในปีก่อนมาอยู่ที่ 12.34%
อย่างไรก็ตาม บริษัทมีค่าใช้จ่ายในการขายเพิ่มขึ้น 7.52% จากค่าขนส่งที่สูงขึ้นตามราคาน้ำมัน และค่าใช้จ่ายทางการตลาดที่เพิ่มขึ้น รวมถึงค่าใช้จ่ายในการบริหารที่เพิ่มขึ้น 31.2% โดยหลักมาจากค่าใช้จ่ายพนักงานที่ปรับเพิ่มขึ้นทั้งเงินเดือน โบนัส และสวัสดิการ รวมถึงการปรับปรุงรายการตามมาตรฐานรายงานทางการเงินฉบับที่ 9 และค่าใช้จ่ายในการบริหารงานด้านอื่นๆ นอกจากนี้ ดอกเบี้ยจ่ายยังเพิ่มขึ้น 25.41% จากการใช้สินเชื่อหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้นตามราคาสินค้า และการกู้ยืมระยะยาวเพื่อลงทุนในเครื่องจักรและคลังสินค้า
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
**มีโอกาสต่อเนื่อง แต่ต้องจับตาปัจจัยราคาเหล็กโลก** แม้ว่าฝ่ายบริหารจะระบุถึงปัจจัยบวกด้านอุปสงค์ที่ฟื้นตัวและข้อจำกัดด้านอุปทานที่อาจส่งผลต่อเนื่อง แต่การที่ราคาขายเฉลี่ยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญนั้นผูกติดกับราคาเหล็กในตลาดโลกที่ทรงตัวในระดับสูง ซึ่งเป็นปัจจัยที่มีความผันผวนสูง การเปลี่ยนแปลงของราคาเหล็กในอนาคตจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะส่งผลต่อการดำเนินงานในระยะต่อไป
## Highlight สำคัญ
* **กำไรสุทธิปี 2564 เติบโต 184.46%** แตะระดับ 1,530.06 ล้านบาท
* **รายได้จากการขายเพิ่มขึ้น 47.91%** เป็น 21,559.34 ล้านบาท
* **ราคาขายเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 57.11%** จากราคาเหล็กในตลาดโลกและภายในประเทศที่อยู่ในระดับสูง
* **อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น** จาก 8.68% เป็น 12.34%
* **ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารปรับเพิ่มขึ้น** ตามปริมาณธุรกิจและต้นทุนที่สูงขึ้น
* **ดอกเบี้ยจ่ายเพิ่มขึ้น** จากการใช้สินเชื่อหมุนเวียนและเงินกู้เพื่อการลงทุน
## ภาพรวมผลประกอบการ
ในปี 2564 บริษัท ทีเอ็มทีสตีล จำกัด (มหาชน) มีรายได้จากการขายรวม 21,559.34 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 47.91% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยมีปัจจัยหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของราคาขายเฉลี่ยถึง 57.11% ซึ่งได้รับแรงหนุนจากราคาเหล็กในตลาดโลกและภายในประเทศที่ทรงตัวในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับความต้องการที่ฟื้นตัวจากการคลายตัวของสถานการณ์โควิด-19 และข้อจำกัดด้านอุปทานจากนโยบายของประเทศจีนและประเทศอื่นๆ ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นของบริษัทปรับตัวดีขึ้นจาก 8.68% ในปีก่อน มาอยู่ที่ 12.34% ในปี 2564
ในขณะเดียวกัน ค่าใช้จ่ายในการขายเพิ่มขึ้น 7.52% โดยมีสาเหตุหลักจากค่าขนส่งที่ปรับเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมัน และค่าใช้จ่ายทางการตลาดที่สูงขึ้น ส่วนค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้น 31.2% ซึ่งส่วนใหญ่เป็นค่าใช้จ่ายพนักงานที่ปรับเพิ่มขึ้น รวมถึงค่าใช้จ่ายในการบริหารงานด้านอื่นๆ และการปรับปรุงรายการตามมาตรฐานรายงานทางการเงินฉบับที่ 9 นอกจากนี้ ดอกเบี้ยจ่ายยังเพิ่มขึ้น 25.41% จากการใช้สินเชื่อหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้นตามราคาสินค้า และการกู้ยืมระยะยาวเพื่อใช้สำหรับการลงทุนซื้อเครื่องจักรและสร้างคลังสินค้าเพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจ
แม้จะมีค่าใช้จ่ายที่ปรับเพิ่มขึ้น แต่ด้วยการเพิ่มขึ้นของรายได้และอัตรากำไรขั้นต้นที่สูงกว่า ทำให้บริษัทสามารถทำกำไรสุทธิในปี 2564 ได้ถึง 1,530.06 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญถึง 184.46% เมื่อเทียบกับปีก่อน
## โอกาส
* **การฟื้นตัวของภาคอุตสาหกรรม:** การคลายตัวของสถานการณ์โควิด-19 และการได้รับวัคซีนของประชาชนส่วนใหญ่ ส่งผลให้ภาคการผลิตในอุตสาหกรรมต่างๆ ฟื้นตัวดีขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อความต้องการวัตถุดิบและสินค้าของบริษัท
* **อุปทานเหล็กที่จำกัด:** นโยบายควบคุมการผลิตเพื่อลดการใช้คาร์บอนและยกเลิกการอุดหนุนการส่งออกของประเทศจีนและประเทศอื่นๆ อาจส่งผลให้ปริมาณสินค้าเข้าสู่ตลาดมีจำกัด ซึ่งจะช่วยรักษาระดับราคาสินค้าให้ทรงตัวในระดับสูงได้
* **การลงทุนเพื่อขยายธุรกิจ:** การลงทุนซื้อเครื่องจักรและสร้างคลังสินค้าเพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจ จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการดำเนินงานและรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นในอนาคต
## ความเสี่ยง
* **ความผันผวนของราคาเหล็กโลก:** ราคาเหล็กเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อรายได้และอัตรากำไรของบริษัท ความผันผวนของราคาเหล็กในตลาดโลกอาจส่งผลกระทบต่อผลประกอบการได้
* **ต้นทุนการดำเนินงานที่สูงขึ้น:** ค่าใช้จ่ายในการขาย ค่าใช้จ่ายในการบริหาร และดอกเบี้ยจ่ายที่ปรับเพิ่มขึ้น อาจส่งผลกดดันต่ออัตรากำไรของบริษัทหากไม่สามารถผลักภาระต้นทุนไปยังราคาขายได้ทั้งหมด
* **การเปลี่ยนแปลงนโยบายการผลิตของจีน:** นโยบายการควบคุมการผลิตเพื่อลดการใช้คาร์บอนของจีน อาจส่งผลกระทบต่อปริมาณการผลิตและการส่งออกเหล็ก ซึ่งอาจส่งผลต่ออุปทานและราคาในตลาดโลก
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **แนวโน้มราคาเหล็กในตลาดโลก:** ติดตามการเปลี่ยนแปลงของราคาเหล็ก ซึ่งเป็นปัจจัยขับเคลื่อนรายได้และอัตรากำไรหลัก
* **ปริมาณความต้องการเหล็กจากภาคอุตสาหกรรม:** ประเมินการฟื้นตัวและความต้องการใช้เหล็กในอุตสาหกรรมต่างๆ อย่างต่อเนื่อง
* **ต้นทุนวัตถุดิบและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน:** จับตาการเปลี่ยนแปลงของต้นทุนน้ำมัน ค่าขนส่ง และค่าใช้จ่ายพนักงาน
* **การบริหารจัดการสินค้าคงคลัง:** การบริหารจัดการระดับสินค้าคงคลังให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด
* **ผลกระทบจากนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของจีน:** ติดตามผลกระทบของนโยบายการลดการปล่อยคาร์บอนต่ออุปทานเหล็ก
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: อุตสาหกรรมเหล็ก)
บริษัท ทีเอ็มทีสตีล จำกัด (มหาชน) เป็นผู้จัดจำหน่ายเหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดม้วน (Hot Rolled Coil) และเหล็กแผ่นเคลือบสังกะสีชนิดม้วน (Galvanized Coil) รายใหญ่ของประเทศไทย การดำเนินงานในปี 2564 ได้รับอานิสงส์อย่างมากจากภาวะตลาดเหล็กโลกที่ราคาปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากอุปสงค์ที่ฟื้นตัวหลังสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย และอุปทานที่ถูกจำกัดจากนโยบายการผลิตของประเทศจีน ซึ่งเป็นผู้ผลิตและส่งออกเหล็กรายใหญ่ของโลก การที่บริษัทสามารถปรับราคาขายเฉลี่ยเพิ่มขึ้นได้ถึง 57.11% สะท้อนถึงความสามารถในการบริหารจัดการและปรับตัวให้เข้ากับสภาวะตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
อย่างไรก็ตาม บริษัทมีการลงทุนเพื่อขยายธุรกิจ โดยการซื้อเครื่องจักรและสร้างคลังสินค้า ซึ่งส่งผลให้มีค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น การบริหารต้นทุนการขายและค่าใช้จ่ายในการบริหารที่เพิ่มขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจและต้นทุนที่สูงขึ้นจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม เพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไรในระยะยาว
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
เอกสารที่ให้มาไม่ได้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับฐานะการเงินและกระแสเงินสดโดยตรง แต่มีการกล่าวถึงการเพิ่มขึ้นของดอกเบี้ยจ่ายจากการใช้สินเชื่อหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้นตามราคาสินค้า และการกู้ยืมเงินระยะยาวเพื่อใช้สำหรับการลงทุนซื้อเครื่องจักรและสร้างคลังสินค้า ซึ่งบ่งชี้ว่าบริษัทมีการบริหารจัดการทางการเงินเพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจ
## สรุปท้าย
ปี 2564 ถือเป็นปีที่ผลประกอบการของ TMT เติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยมีหัวใจสำคัญอยู่ที่การปรับตัวขึ้นของราคาเหล็กโลกและอุปสงค์ที่ฟื้นตัว ทำให้บริษัทสามารถเพิ่มรายได้และอัตรากำไรขั้นต้นได้อย่างมีนัยสำคัญ แม้จะมีต้นทุนการดำเนินงานและดอกเบี้ยจ่ายที่ปรับสูงขึ้นตามไปด้วย โอกาสในการเติบโตยังคงมีอยู่จากการฟื้นตัวของภาคอุตสาหกรรมและการจำกัดอุปทาน แต่ความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาเหล็กโลกและการบริหารจัดการต้นทุนจะเป็นสิ่งที่นักลงทุนต้องจับตาอย่างใกล้ชิดในระยะต่อไป
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ PSH ไตรมาส 4/2564
รายได้รวม
4,790.86
ล้านบาท
↓ 11.1% YoY
กำไรขั้นต้น
1,381.36
ล้านบาท
↑ 0.9% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
28.83
%
กำไรสุทธิ
-735.57
ล้านบาท
↑ 148.1% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
-15.35
%
D/E Ratio
0.50
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
4,791
↓ -11.1%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
1,381
↑ + 0.9%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
-736
↑ + 148.1%
YoY
D/E Ratio
0.50
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — PSH
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
0.50
ROE (%)
-1.33
ROA (%)
0.22
Book Value/หุ้น
18.14
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — PSH
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
+4,459
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
-2,570
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — PSH
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
4,458.65
-613.72%
|
-867.91
-85.68%
|
-6,062.17
+471.47%
|
-1,060.80
-77.12%
|
-4,636.91
-143.84%
|
10,576.79
+521.18%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
-2,569.87
-131.30%
|
8,211.02
-25.15%
|
10,970.11
+109.36%
|
5,239.71
+81.81%
|
2,881.97
-348.68%
|
-1,158.93
+12.74%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
1,070.74
-128.46%
|
-3,761.69
-59.06%
|
-9,187.23
-977.26%
|
1,047.26
-71.99%
|
3,738.34
-137.93%
|
-9,855.62
+2,757.03%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
3,071.00
+6.61%
|
2,880.66
-239.94%
|
-2,058.48
-488.83%
|
529.40
-73.31%
|
1,983.41
-553.08%
|
-437.76
-232.76%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
2,452.32
-38.23%
|
3,969.78
+2.38%
|
3,877.38
+15.81%
|
3,347.98
+150.50%
|
1,336.53
-24.67%
|
1,774.29
+22.83%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
2,431.61
-0.84%
|
2,452.32
-38.23%
|
3,969.78
+2.38%
|
3,877.38
+15.81%
|
3,347.98
+150.50%
|
1,336.53
-24.67%
|