บริษัท ปิ่นทอง อินดัสเตรียล ปาร์ค จำกัด (มหาชน)
SET · พัฒนาอสังหาริมทรัพย์
4.30
+0.06 (+1.42%)
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=19581 out_tok=3080 at=2026-07-27T11:26:41 -->
# ไทยยูเนี่ยน Q3/2564 กำไรสุทธิทรงตัวระดับสูง 1,937 ล้านบาท รับยอดขายธุรกิจหลักแกร่ง แม้ต้นทุนขนส่งพุ่ง
## ยอดขายรวมโต 2.2% YoY จากอาหารทะเลแช่แข็ง/แช่เย็น และอาหารสัตว์เลี้ยง ขณะที่กำไรสุทธิลดลง 5.8% YoY เหตุต้นทุนขนส่งสูงขึ้น และส่วนแบ่งขาดทุนจากบริษัทร่วม
บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2564 มีรายได้รวม 35,539 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหนุนจากยอดขายอาหารทะเลแช่แข็งและแช่เย็นที่เติบโต 11.0% และธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงและผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่าที่เพิ่มขึ้น 11.4% อย่างไรก็ตาม กำไรสุทธิอยู่ที่ 1,937 ล้านบาท ลดลง 5.8% YoY โดยมีสาเหตุหลักมาจากต้นทุนค่าขนส่งที่ปรับสูงขึ้น และส่วนแบ่งขาดทุนจากเงินลงทุนในบริษัทร่วม
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
หัวใจสำคัญที่อธิบายผลประกอบการของไทยยูเนี่ยนในไตรมาส 3 ปี 2564 คือ **การเติบโตที่แข็งแกร่งของยอดขายในกลุ่มอาหารทะเลแช่แข็งและแช่เย็น รวมถึงธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงและผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า** ซึ่งช่วยชดเชยยอดขายที่ลดลงในกลุ่มอาหารทะเลแปรรูปให้กลับสู่ระดับปกติได้
**ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น:**
* **ธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็งและแช่เย็น:** มียอดขายเติบโต 11.0% YoY โดยได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวของธุรกิจร้านอาหารที่ได้รับผลกระทบจากการปิดเมือง (Lockdown) ในปีก่อนหน้า นอกจากนี้ กำไรขั้นต้นของกลุ่มนี้ยังปรับสูงขึ้นถึง 30.2% YoY จากการฟื้นตัวของธุรกิจร้านอาหาร
* **ธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงและผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า:** มียอดขายเติบโต 11.4% YoY จากความต้องการสินค้าที่สูง การเปิดตัวสินค้าใหม่ และการขยายฐานลูกค้า แม้จะได้รับผลกระทบระยะสั้นจากการปิดโรงงานชั่วคราวเนื่องจาก COVID-19
* **ปัจจัยบวกจากอัตราแลกเปลี่ยน:** การอ่อนค่าของเงินบาทเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก เช่น ดอลลาร์สหรัฐ ยูโร และปอนด์สเตอร์ลิง ส่งผลดีต่อยอดขายรวม 2.2% YoY หากไม่รวมผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน ยอดขายจะลดลง 1.2% YoY
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่กดดันกำไรสุทธิคือ **ต้นทุนค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ** โดยค่าใช้จ่าย SG&A เพิ่มขึ้น 4.1% YoY ซึ่งส่วนใหญ่มาจากค่าขนส่งที่สูงขึ้นราว 468 ล้านบาท นอกจากนี้ **ส่วนแบ่งขาดทุนจากเงินลงทุนในบริษัทร่วม** โดยเฉพาะจากธุรกิจ Avanti และ Red Lobster ก็เป็นอีกปัจจัยที่กระทบกำไรสุทธิ
**จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่:**
**มีโอกาสต่อเนื่อง** สำหรับการเติบโตของยอดขายในกลุ่มอาหารทะเลแช่แข็ง/แช่เย็น และอาหารสัตว์เลี้ยง เนื่องจากแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและการบริโภค รวมถึงการขยายตลาดและผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม **ต้นทุนค่าขนส่งที่สูงขึ้นคาดว่าจะยังคงเป็นปัจจัยกดดันต่อเนื่องไปจนถึงปี 2565** ตามที่ฝ่ายจัดการระบุไว้ ส่วนผลกระทบจาก COVID-19 ต่อการผลิตคาดว่าจะคลี่คลายในไตรมาส 4/2564
## Highlight สำคัญ
* **ยอดขายรวม Q3/2564 อยู่ที่ 35,539 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.2% YoY** โดยมีปัจจัยหนุนจากอาหารทะเลแช่แข็ง/แช่เย็น (+11.0% YoY) และอาหารสัตว์เลี้ยง/ผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า (+11.4% YoY)
* **กำไรสุทธิ Q3/2564 อยู่ที่ 1,937 ล้านบาท ลดลง 5.8% YoY** แม้รายได้เติบโต แต่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนค่าขนส่งที่สูงขึ้น และส่วนแบ่งขาดทุนจากบริษัทร่วม
* **อัตรากำไรขั้นต้นทรงตัวที่ 18.0%** ใกล้เคียงกับ 18.2% ในปีก่อน แม้มีแรงกดดันจากต้นทุนบางส่วน
* **การอ่อนค่าของเงินบาท** เป็นปัจจัยบวกต่อยอดขายรวม 2.2% YoY
* **การลงทุนใน RBF (Ar & B Food Supply)** มูลค่า 3,000 ล้านบาท เพื่อขยายโอกาสในเอเชีย
* **การบริหารจัดการสถานการณ์ COVID-19** มีความคืบหน้าในการฉีดวัคซีนให้พนักงาน และการควบคุมการแพร่ระบาดในโรงงาน
## ภาพรวมผลประกอบการ
ในไตรมาส 3 ปี 2564 บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) มีรายได้จากการขาย 35,539 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีแรงหนุนหลักจากยอดขายกลุ่มอาหารทะเลแช่แข็งและแช่เย็นที่เติบโต 11.0% และกลุ่มอาหารสัตว์เลี้ยงและผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่าที่เติบโต 11.4% ซึ่งการเติบโตนี้ยังคงแข็งแกร่งเมื่อเทียบกับช่วงก่อนการแพร่ระบาดของ COVID-19 ในไตรมาส 3 ปี 2562 โดยมียอดขายเพิ่มขึ้นถึง 11.6%
อย่างไรก็ตาม กำไรขั้นต้นอยู่ที่ 6,391 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 1.0% YoY โดยอัตรากำไรขั้นต้นโดยรวมอยู่ที่ 18.0% ทรงตัวใกล้เคียงกับ 18.2% ในปีก่อน แม้ว่ากำไรขั้นต้นของธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็งและแช่เย็นจะปรับตัวดีขึ้นมาก แต่กำไรขั้นต้นของธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงและผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่าปรับลดลงเล็กน้อย และธุรกิจอาหารทะเลแปรรูปลดลง 11.3%
ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) เพิ่มขึ้น 4.1% YoY หรือ 177 ล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักมาจากค่าขนส่งที่ปรับสูงขึ้นราว 468 ล้านบาท ทำให้สัดส่วน SG&A ต่อ ยอดขายเพิ่มขึ้นจาก 12.4% เป็น 12.7%
ส่งผลให้กำไรสุทธิในไตรมาส 3 ปี 2564 อยู่ที่ 1,937 ล้านบาท ลดลง 5.8% YoY โดยมีอัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ 5.4% ลดลงจาก 5.9% ในปีก่อน ปัจจัยที่กระทบกำไรสุทธิ ได้แก่ ต้นทุนค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น การปรับมูลค่าทางบัญชีของสัญญาเช่า Red Lobster และส่วนแบ่งขาดทุนจากเงินลงทุนในบริษัทร่วม
หากพิจารณากำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติ (ไม่รวมรายการพิเศษ) อยู่ที่ 1,874 ล้านบาท ลดลง 16.9% YoY โดยมีรายการพิเศษจากการได้รับเงินประกันภัย 63 ล้านบาท
## โอกาส
* **การฟื้นตัวของธุรกิจร้านอาหาร:** ส่งผลดีต่อยอดขายและอัตรากำไรของกลุ่มอาหารทะเลแช่แข็งและแช่เย็น
* **ความต้องการสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยงที่สูง:** หนุนการเติบโตของธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงและผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า
* **การขยายตลาดและผลิตภัณฑ์ใหม่:** โดยเฉพาะกลุ่ม "Healthy Living" และผลิตภัณฑ์นวัตกรรมในกลุ่มอาหารสัตว์เลี้ยง
* **การลงทุนใน RBF:** เปิดโอกาสในการเติบโตในเอเชีย สนับสนุนธุรกิจ Culinary, โปรตีนทางเลือก และอาหารสัตว์เลี้ยง
* **การอ่อนค่าของเงินบาท:** เป็นปัจจัยบวกต่อยอดขายเมื่อแปลงเป็นเงินบาท
## ความเสี่ยง
* **ต้นทุนค่าขนส่งและค่าระวางเรือที่สูงขึ้น:** คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปจนถึงปี 2565
* **ราคาบรรจุภัณฑ์และน้ำมันที่ใช้ในการผลิต:** อาจส่งผลให้ต้นทุนขายปรับเพิ่มขึ้นในปี 2565
* **การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน:** จากสถานการณ์ COVID-19 ที่อาจส่งผลต่อกำลังการผลิตและแรงงานในบางพื้นที่
* **ส่วนแบ่งขาดทุนจากบริษัทร่วม:** โดยเฉพาะ Red Lobster ที่ยังคงต้องดำเนินกลยุทธ์เพื่อสร้างฐานกำไร
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **แนวโน้มต้นทุนค่าขนส่ง:** ว่าจะคลี่คลายลงเมื่อใด และมีผลกระทบต่ออัตรากำไรมากน้อยเพียงใด
* **การบริหารจัดการต้นทุน:** โดยเฉพาะค่าใช้จ่าย SG&A และต้นทุนขาย เพื่อรักษาอัตรากำไร
* **ผลการดำเนินงานของ Red Lobster:** และการปรับกลยุทธ์เพื่อเพิ่มจำนวนลูกค้าและสร้างฐานกำไร
* **ความคืบหน้าในการฉีดวัคซีนให้พนักงาน:** และการบริหารจัดการสถานการณ์ COVID-19 ในโรงงานต่างๆ
* **การเติบโตของธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงและผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า:** และการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ
* **ผลกระทบจากการลงทุนใน RBF:** ต่อการเติบโตในภูมิภาคเอเชีย
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: อาหารและเครื่องดื่ม)
**ธุรกิจผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแปรรูป:** ยอดขายลดลง 8.0% YoY เนื่องจากยอดขายในสหรัฐอเมริกา ยุโรป และเอเชีย กลับสู่ระดับปกติหลังจากการกักตุนสินค้าในปีก่อนหน้า ประกอบกับภาวะขาดแคลนตู้เรือขนส่งสินค้าทั่วโลก อย่างไรก็ตาม อัตรากำไรขั้นต้นยังคงอยู่ในระดับสูงที่ 20.7% จากราคาวัตถุดิบที่ปรับลดลงและการดำเนินงานที่ดีขึ้นของธุรกิจซาร์ดีน แมคเคอเรล และแซลมอน
**ธุรกิจผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแช่แข็ง แช่เย็น และธุรกิจที่เกี่ยวข้อง:** ยอดขายเติบโต 11.0% YoY จากปริมาณขายที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจกุ้งและล็อบสเตอร์ที่ได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของธุรกิจร้านอาหารในเอเชียและสหรัฐอเมริกา อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ที่ 13.1% จาก 11.1% ในปีก่อน
**ธุรกิจผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยง ผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า และอื่นๆ:** ยอดขายเติบโต 11.4% YoY จากความต้องการสินค้าที่สูง การเปิดตัวสินค้าใหม่ และการขยายฐานลูกค้า อย่างไรก็ตาม อัตรากำไรขั้นต้นลดลงมาอยู่ที่ 23.6% จาก 26.2% YoY เนื่องจากผลกระทบจากการปิดโรงงานชั่วคราว ค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น และค่าระวางเรือที่สูงขึ้นสำหรับผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยง
**การบริหารจัดการต้นทุน:** ฝ่ายจัดการได้ดำเนินการเพื่อลดผลกระทบจากต้นทุนที่สูงขึ้น เช่น การทำสัญญา FOB การแบ่งปันต้นทุนกับคู่ค้า และการจัดการสินค้าคงคลัง
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี 2564 สินทรัพย์รวมของบริษัทฯ อยู่ที่ 161,687 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.8% จากสิ้นปี 2563 โดยมีสาเหตุหลักจากมูลค่าสินค้าคงคลังที่เพิ่มขึ้น และการลงทุนเพิ่มในบริษัทย่อยและบริษัทร่วมทุน
หนี้สินรวมปรับสูงขึ้นมาอยู่ที่ 103,174 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.1% จากสิ้นปี 2563 เนื่องจากการเตรียมการจัดหาเงินกู้ล่วงหน้าสำหรับหนี้สินระยะยาวที่กำลังจะครบกำหนด และการออกหุ้นกู้ส่งเสริมความยั่งยืน
ส่วนของผู้ถือหุ้นรวมอยู่ที่ 58,513 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.0% จากสิ้นปี 2563 อันเป็นผลจากกำไรสุทธิระหว่างไตรมาส
อัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E) อยู่ที่ 1.08 เท่า เพิ่มขึ้นจาก 0.97 เท่า ณ สิ้นไตรมาสก่อนหน้า และ 0.94 เท่า ณ สิ้นปี 2563
กระแสเงินสดอิสระในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2564 เป็นบวกที่ 2,117 ล้านบาท แม้จะมีการลงทุนในบริษัท RBF มูลค่า 3,000 ล้านบาท แต่กระแสเงินสดรับจากกิจกรรมดำเนินงานยังคงแข็งแกร่ง
## สรุปท้าย
ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป (TU) ในไตรมาส 3 ปี 2564 สามารถรักษาการเติบโตของยอดขายในกลุ่มธุรกิจหลักได้อย่างแข็งแกร่ง โดยเฉพาะอาหารทะเลแช่แข็ง/แช่เย็น และอาหารสัตว์เลี้ยง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยประคองผลประกอบการ แม้จะเผชิญกับแรงกดดันจากต้นทุนค่าขนส่งที่สูงขึ้นและส่วนแบ่งขาดทุนจากบริษัทร่วม อย่างไรก็ตาม การอ่อนค่าของเงินบาทเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยหนุนยอดขาย การบริหารจัดการต้นทุนและสถานการณ์ COVID-19 อย่างมีประสิทธิภาพจะเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาความสามารถในการทำกำไรในระยะต่อไป ขณะที่ความเสี่ยงด้านต้นทุนค่าขนส่งที่คาดว่าจะต่อเนื่องไปถึงปี 2565 ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ PIN ไตรมาส 2/2564
รายได้รวม
399.65
ล้านบาท
↓ 63.9% YoY
กำไรขั้นต้น
28.94
ล้านบาท
↓ 94.6% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
7.24
%
กำไรสุทธิ
212.15
ล้านบาท
↓ 45% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
53.08
%
D/E Ratio
0.92
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
400
↓ -63.9%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
29
↓ -94.6%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
212
↓ -45%
YoY
D/E Ratio
0.92
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — PIN
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
0.92
ROE (%)
10.95
ROA (%)
7.57
Book Value/หุ้น
3.78
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — PIN
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-552
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+496
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — PIN
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
-552.07
-73.34%
|
-2,070.93
-726.04%
|
330.80
-119.61%
|
-1,686.85
-5,460.18%
|
31.47
-121.47%
|
-146.58
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
495.86
+17.96%
|
420.35
-604.26%
|
-83.36
-242.74%
|
58.40
+387.48%
|
11.98
-86.06%
|
85.93
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
38.16
-98.09%
|
1,997.44
-3,012.57%
|
-68.58
-104.86%
|
1,411.55
+216.98%
|
445.31
+680.01%
|
57.09
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
-18.05
-105.20%
|
346.86
+93.95%
|
178.84
-182.45%
|
-216.90
-146.68%
|
464.67
-13,189.30%
|
-3.55
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
556.39
+11.21%
|
500.32
+285.31%
|
129.85
-73.13%
|
483.33
+217.44%
|
152.26
-2.28%
|
155.81
+59.19%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
303.98
-45.37%
|
556.39
+11.21%
|
500.32
+285.31%
|
129.85
-73.13%
|
0.00
|
0.00
|