บริษัท จักรไพศาล เอสเตท จำกัด (มหาชน)
MAI ·
1.27
+0.03 (+2.42%)
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=7705 out_tok=2581 at=2026-07-25T17:04:16 -->
# JAK กำไรสุทธิ Q3/2566 พุ่งแรง 122,000% รับอานิสงส์ยอดโอนโครงการพัทยา
## รายได้จากการขายโตกว่า 4 เท่า หนุนกำไรสุทธิพุ่งแรง ขณะที่ฝ่ายจัดการเน้นการบริหารต้นทุนและราคาขายอย่างมีประสิทธิภาพ
บริษัท จักรไพศาล เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ JAK รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2566 พลิกกลับมามีกำไรสุทธิ 24.42 ล้านบาท เติบโตอย่างก้าวกระโดดถึง 122,000% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ขาดทุนสุทธิ 1.36 ล้านบาท โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนหลักมาจากรายได้จากการขายที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งสะท้อนถึงการฟื้นตัวของตลาดอสังหาริมทรัพย์และการตอบรับที่ดีจากโครงการที่อยู่อาศัย
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
กลุ่มธุรกิจ: อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง
หัวใจสำคัญที่ผลักดันผลประกอบการของ JAK ในไตรมาส 3 ปี 2566 คือ **การฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งของรายได้จากการขาย โดยเฉพาะโครงการในพื้นที่พัทยา** ซึ่งส่งผลให้กำไรสุทธิพลิกกลับมาเป็นบวกและเติบโตอย่างก้าวกระโดด
**ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น:**
ฝ่ายจัดการระบุว่า รายได้จากการขายที่เพิ่มขึ้นอย่างมากถึง 434.04% ในไตรมาส 3 ปี 2566 (เทียบ YoY) มาจากการรับรู้รายได้ต่อเนื่องจากโครงการแคนน่า พัทยา และโครงการการ์ดิเนีย พัทยา ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากกลุ่มลูกค้า โดยเฉพาะชาวต่างชาติที่เข้ามาลงทุนซื้ออสังหาริมทรัพย์ประเภทคอนโดหลังการเปิดประเทศ นอกจากนี้ ยังมีการรับรู้รายได้จากโครงการใหม่คือ แคนน่า คลองสอง อีกด้วย การที่โครงการการ์ดิเนีย พัทยา ได้รับการตอบรับที่ดีจากกลุ่มลูกค้าชาวต่างชาติเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุนยอดขายและการโอนกรรมสิทธิ์
นอกจากนี้ อัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ยังปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ที่ 43.77% ในงวด 9 เดือนแรกปี 2566 จาก 35.36% ในปีก่อนหน้า ซึ่งฝ่ายจัดการระบุว่าเป็นผลมาจากการบริหารจัดการด้านต้นทุนและราคาขายที่มีประสิทธิภาพ ประกอบกับการที่โครงการการ์ดิเนีย พัทยา มีการรับรู้รายได้เพิ่มขึ้นทั้งจำนวน ทำให้กำไรขั้นต้นปรับสูงขึ้นตามไปด้วย
**จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่:**
**มีโอกาสต่อเนื่อง แต่ต้องจับตาปัจจัยภายนอก**
การที่โครงการการ์ดิเนีย พัทยา ได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าชาวต่างชาติ บ่งชี้ถึงศักยภาพของทำเลและความต้องการในตลาดคอนโดมิเนียมระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของรายได้จากการขายที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในไตรมาสนี้ ส่วนหนึ่งมาจากฐานที่ต่ำในปีก่อนหน้า และการที่เศรษฐกิจโดยรวมและการท่องเที่ยวฟื้นตัว การรับรู้รายได้จากโครงการใหม่ที่กำลังจะเปิดขายในช่วงปลายปี 2566 และเริ่มโอนกรรมสิทธิ์ในปี 2567 จะเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนผลประกอบการในระยะต่อไป
## Highlight สำคัญ
* **กำไรสุทธิพลิกบวก 24.42 ล้านบาท:** เติบโตกว่า 122,000% YoY จากขาดทุนสุทธิในปีก่อนหน้า
* **รายได้จากการขายพุ่ง 434.04% YoY:** แตะ 121.76 ล้านบาทใน Q3/2566 จากการโอนโครงการในพัทยา
* **อัตรากำไรขั้นต้นธุรกิจอสังหาฯ แข็งแกร่ง:** อยู่ที่ 43.77% ใน 9 เดือนแรกปี 2566 เพิ่มขึ้นจาก 35.36% ในปีก่อน
* **ต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น 65.70% YoY:** จากการกู้ยืมเพื่อพัฒนาโครงการใหม่และอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น
* **ส่วนแบ่งขาดทุนจากบริษัทร่วมลดลง:** จากการโอนกรรมสิทธิ์โครงการไอดิลล์น้อยลง
## ภาพรวมผลประกอบการ
ในไตรมาส 3 ปี 2566 JAK มีรายได้จากการขายรวม 121.76 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 434.04% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากการรับรู้รายได้ต่อเนื่องจากโครงการแคนน่า พัทยา และการ์ดิเนีย พัทยา รวมถึงการรับรู้รายได้จากโครงการใหม่ แคนน่า คลองสอง ในช่วงไตรมาสนี้ สำหรับ 9 เดือนแรกปี 2566 รายได้จากการขายอยู่ที่ 182.78 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 188.07% YoY
ในด้านค่าใช้จ่าย ต้นทุนขายเพิ่มขึ้นตามรายได้จากการขายที่สูงขึ้น โดยคิดเป็น 53.57% ของรายได้รวมในไตรมาส 3 ปี 2566 ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการขายเพิ่มขึ้นอย่างมากถึง 1,080.58% YoY เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการโอนกรรมสิทธิ์ ค่าส่งเสริมการขาย และค่าการตลาดที่สอดคล้องกับรายได้ที่เพิ่มขึ้น
ส่งผลให้กำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคา (EBITDA) ในไตรมาส 3 ปี 2566 อยู่ที่ 34.46 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และกำไรสุทธิสำหรับไตรมาส 3 ปี 2566 อยู่ที่ 24.42 ล้านบาท พลิกจากขาดทุนสุทธิในปีก่อนหน้า
## โอกาส
* **การฟื้นตัวของตลาดอสังหาริมทรัพย์:** โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าชาวต่างชาติที่กลับมาลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ประเภทคอนโดมิเนียม
* **การเปิดตัวโครงการใหม่:** โครงการไพน์คอนโด ที่มีแผนเปิดขายในช่วงไตรมาส 4 ปี 2566 และคาดว่าจะเริ่มโอนกรรมสิทธิ์ได้ในช่วงปลายปี 2567 จะเป็นแหล่งรายได้ใหม่ในอนาคต
* **การบริหารต้นทุนและราคาขาย:** ฝ่ายจัดการสามารถบริหารจัดการต้นทุนและราคาขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวสูงขึ้น
## ความเสี่ยง
* **ต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น:** การกู้ยืมเพื่อพัฒนาโครงการใหม่ ประกอบกับอัตราดอกเบี้ยที่ปรับสูงขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
* **ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจมหภาค:** สภาวะเศรษฐกิจโลกและในประเทศที่อาจส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อและความเชื่อมั่นของผู้บริโภค
* **การแข่งขันในตลาดอสังหาริมทรัพย์:** ตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังคงมีการแข่งขันสูง ทั้งในด้านราคาและโปรโมชั่น
* **ผลประกอบการของบริษัทร่วม:** การรับรู้ส่วนแบ่งขาดทุนจากบริษัทร่วม (ไอดิลล์) ซึ่งเกิดจากการโอนกรรมสิทธิ์ที่น้อยลงและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **ยอดขาย (Presale) และยอดโอนกรรมสิทธิ์ (Backlog) ของโครงการใหม่:** โดยเฉพาะโครงการไพน์คอนโด ที่จะเริ่มเปิดขายและโอนกรรมสิทธิ์ในอนาคต
* **การตอบรับของลูกค้าชาวต่างชาติ:** ต่อโครงการที่กำลังจะเปิดขายและโครงการที่มีอยู่
* **แนวโน้มอัตราดอกเบี้ย:** ที่อาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนทางการเงินและกำลังซื้อของผู้บริโภค
* **การบริหารจัดการต้นทุนก่อสร้าง:** เพื่อรักษาอัตรากำไรขั้นต้นให้อยู่ในระดับสูง
* **ผลประกอบการของบริษัทร่วม:** การฟื้นตัวของโครงการไอดิลล์ หรือการพัฒนาโครงการใหม่ของบริษัทร่วม
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง)
* **การโอนกรรมสิทธิ์:** รายได้จากการขายที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในไตรมาส 3 ปี 2566 มาจากการรับรู้รายได้ต่อเนื่องจากโครงการแคนน่า พัทยา และการ์ดิเนีย พัทยา ซึ่งสะท้อนถึงความสามารถในการบริหารจัดการการโอนกรรมสิทธิ์ให้เป็นไปตามแผน
* **Presale และ Backlog:** แม้จะไม่มีการระบุตัวเลข Presale และ Backlog โดยตรง แต่การที่ฝ่ายจัดการระบุถึงแผนการเปิดขายโครงการใหม่ (ไพน์คอนโด) ในไตรมาส 4 ปี 2566 และคาดการณ์การโอนกรรมสิทธิ์ในปี 2567 บ่งชี้ถึงการมี Backlog ที่จะทยอยรับรู้ในอนาคต
* **การเปิดโครงการใหม่:** การเริ่มพัฒนาโครงการไพน์คอนโด และมีแผนเปิดขายในไตรมาส 4 ปี 2566 แสดงให้เห็นถึงการขยายพอร์ตโครงการของบริษัทฯ
* **ต้นทุนก่อสร้าง:** แม้จะไม่มีการระบุถึงต้นทุนก่อสร้างโดยตรง แต่การที่อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น บ่งชี้ว่าบริษัทฯ สามารถบริหารจัดการต้นทุนก่อสร้างได้ดี หรือสามารถปรับราคาขายได้สอดคล้องกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ วันที่ 30 กันยายน 2566 บริษัทฯ มีสินทรัพย์รวม 843.55 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.77% จากสิ้นปี 2565 โดยมีสินค้าคงเหลือเป็นสินทรัพย์หลักที่เพิ่มขึ้นจากการเริ่มโครงการใหม่
หนี้สินรวมอยู่ที่ 392.29 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.09% จากสิ้นปี 2565 โดยมีสาเหตุหลักจากหนี้ที่เกิดจากการลงทุนพัฒนาโครงการใหม่และเงินมัดจำรับจากลูกค้า สัดส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E Ratio) อยู่ที่ 0.87 เท่า ลดลงเล็กน้อยจาก 0.90 เท่า ณ สิ้นปี 2565
ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้น 5.28% มาอยู่ที่ 451.26 ล้านบาท เป็นผลมาจากกำไรสะสมที่เพิ่มขึ้นจากการมีผลประกอบการเป็นกำไรสุทธิในงวด 9 เดือนแรกปี 2566
กระแสเงินสดจากการดำเนินงานในไตรมาส 3 ปี 2566 ไม่ได้มีการระบุตัวเลขโดยตรง แต่จากผลประกอบการที่พลิกกลับมามีกำไรสุทธิ คาดว่ากระแสเงินสดจากการดำเนินงานน่าจะปรับตัวดีขึ้น
## สรุปท้าย
JAK ในไตรมาส 3 ปี 2566 แสดงให้เห็นถึงการฟื้นตัวที่แข็งแกร่ง โดยมีหัวใจสำคัญอยู่ที่การเติบโตของรายได้จากการขายที่พุ่งสูงขึ้นจากการตอบรับที่ดีของโครงการในพัทยา ประกอบกับการบริหารจัดการต้นทุนและราคาขายที่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวดีขึ้นและพลิกกลับมามีกำไรสุทธิได้อย่างน่าประทับใจ อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นของต้นทุนทางการเงินและการพึ่งพาการตอบรับที่ดีจากลูกค้าชาวต่างชาติยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด ขณะที่การเปิดตัวโครงการใหม่จะเป็นโอกาสสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตในระยะต่อไป
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ JAK ไตรมาส 3/2566
รายได้รวม
132.41
ล้านบาท
↑ 41.3% YoY
กำไรขั้นต้น
48.83
ล้านบาท
↑ 39.4% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
36.88
%
กำไรสุทธิ
22.04
ล้านบาท
↑ 118% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
16.65
%
D/E Ratio
0.50
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
132
↑ + 41.3%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
49
↑ + 39.4%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
22
↑ + 118%
YoY
D/E Ratio
0.50
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — JAK
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
0.50
ROE (%)
8.15
ROA (%)
8.04
Book Value/หุ้น
1.66
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — JAK
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-50
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+1
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — JAK
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
-49.51
-139.16%
|
126.43
-16.44%
|
151.30
-3,610.44%
|
-4.31
-103.87%
|
111.51
-442.58%
|
-32.55
-22.07%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
0.93
-127.51%
|
-3.38
-2,700.00%
|
0.13
-55.17%
|
0.29
-106.64%
|
-4.37
+36.99%
|
-3.19
+641.86%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
94.97
-186.60%
|
-109.67
-29.13%
|
-154.75
-1,306.16%
|
12.83
-106.60%
|
-194.43
-707.40%
|
32.01
-34.03%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
46.38
+247.16%
|
13.36
-502.41%
|
-3.32
-307.50%
|
1.60
-101.83%
|
-87.29
+2,233.96%
|
-3.74
-159.27%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
9.73
-33.99%
|
14.74
+97.59%
|
7.46
-53.64%
|
16.09
+374.63%
|
3.39
-52.45%
|
7.13
+769.51%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
54.53
+460.43%
|
9.73
-33.99%
|
14.74
+97.59%
|
7.46
-53.64%
|
16.09
+374.63%
|
3.39
-52.45%
|