บริษัท จักรไพศาล เอสเตท จำกัด (มหาชน)
MAI ·
1.27
+0.03 (+2.42%)
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=6522 out_tok=3364 at=2026-07-25T19:29:21 -->
# JAK กำไรสุทธิ Q3/2564 พุ่ง 70% รับแรงหนุนรายได้งานก่อสร้าง
## รายได้งานก่อสร้างโตกระฉูด 230% ดันกำไร JAK พุ่งแรง ขณะรายได้อสังหาฯ เป็นศูนย์
บริษัท จักรไพศาล เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ JAK รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2564 มีกำไรสุทธิ 9.53 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.92 ล้านบาท หรือ 70% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 3.92 ล้านบาท หรือ 70% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน โดยมีรายได้รวม 102.80 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 230.66% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นผลมาจากการรับรู้รายได้จากงานรับเหมาก่อสร้างที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก ในขณะที่รายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ยังคงเป็นศูนย์
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนผลประกอบการของ JAK ในไตรมาส 3 ปี 2564 คือ **การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของรายได้จากสัญญาก่อสร้าง** ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 101.41 ล้านบาท หรือ 230.66% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 61.10 ล้านบาท หรือ 151.58% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ส่งผลให้กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นถึง 70% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า (YoY) และ 70% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) โดยมีกำไรสุทธิ 9.53 ล้านบาท จากรายได้รวม 102.80 ล้านบาท
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
การเพิ่มขึ้นของรายได้จากสัญญาก่อสร้างนี้ เกิดขึ้นจากการที่บริษัทได้ **เพิ่มรายได้จากช่องทางอื่นในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง** เพื่อชดเชยผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 ที่ส่งผลกระทบต่อการขายอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะโครงการในจังหวัดชลบุรี ทำให้บริษัทไม่มีรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์เลยในไตรมาสนี้ (ลดลง 100% YoY และ QoQ) ในขณะเดียวกัน ต้นทุนตามสัญญาก่อสร้างก็เพิ่มขึ้นตามรายได้ที่รับรู้ โดยอยู่ที่ 84.19 ล้านบาท คิดเป็น 83.02% ของรายได้จากสัญญาก่อสร้าง ซึ่งเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากงานก่อสร้างบางสัญญามีต้นทุนเพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วม (บริษัท เอ็ม.ที.เอสพัฒนาสินทรัพย์ จำกัด) ก็เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 3.15 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนและไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ยูนิตโอนของโครงการไอดิลล์ที (Idyll Thee) ที่อำเภอพานทอง จังหวัดชลบุรี เพิ่มขึ้น
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
**มีโอกาสต่อเนื่อง** โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากแนวโน้มการรับรู้รายได้จากงานก่อสร้างที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นกลยุทธ์ของบริษัทในการปรับตัวรับมือกับสถานการณ์ตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ยังคงได้รับผลกระทบจากโควิด-19 อย่างไรก็ตาม ความต่อเนื่องของรายได้จากงานก่อสร้างนี้ขึ้นอยู่กับความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนและแสวงหางานรับเหมาเพิ่มเติม รวมถึงความคืบหน้าของโครงการที่บริษัทร่วมลงทุน
## Highlight สำคัญ
* **กำไรสุทธิ Q3/2564 เติบโต 70% YoY และ QoQ** อยู่ที่ 9.53 ล้านบาท จาก 5.61 ล้านบาท (YoY) และ 1.60 ล้านบาท (QoQ)
* **รายได้รวมพุ่ง 230.66% YoY** แตะ 102.80 ล้านบาท โดยมีแรงหนุนหลักจากรายได้งานก่อสร้าง
* **รายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นศูนย์** ในไตรมาส 3/2564 เนื่องจากผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19
* **รายได้จากสัญญาก่อสร้างเพิ่มขึ้น 151.58% QoQ** เป็น 101.41 ล้านบาท จากการรับงานเหมาเพิ่ม
* **ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมเพิ่มขึ้น** จากยูนิตโอนที่เพิ่มขึ้นในโครงการไอดิลล์ที
* **อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E Ratio) ลดลง** จาก 0.93 เท่า ณ สิ้นปี 2563 เป็น 0.74 เท่า ณ สิ้นไตรมาส 3/2564 หลังจากการระดมทุน IPO
## ภาพรวมผลประกอบการ
บริษัท จักรไพศาล เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ JAK รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2564 มีรายได้รวม 102.80 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 71.71 ล้านบาท หรือ 230.66% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน (YoY) และเพิ่มขึ้น 58.56 ล้านบาท หรือ 132.96% เมื่อเทียบกับไตรมาส 2 ปี 2564 (QoQ) การเติบโตนี้ขับเคลื่อนโดยรายได้จากสัญญาก่อสร้างที่เพิ่มขึ้นถึง 101.41 ล้านบาท ในขณะที่รายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ลดลง 100% เหลือ 0 ล้านบาท เนื่องจากผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 รายได้จากการขายเครื่องดื่มและเบเกอรี่ลดลงเล็กน้อย
ต้นทุนขายสำหรับงวดไตรมาส 3 ปี 2564 อยู่ที่ 0.45 ล้านบาท คิดเป็น 52.58% ของรายได้จากการขาย ส่วนต้นทุนตามสัญญาก่อสร้างอยู่ที่ 84.19 ล้านบาท คิดเป็น 83.02% ของรายได้จากสัญญาก่อสร้าง กำไรขั้นต้นอยู่ที่ 17.63 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนและไตรมาสก่อนหน้า
ค่าใช้จ่ายในการขายลดลงสอดคล้องกับรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ลดลง ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้น 1.42 ล้านบาท เป็น 8.43 ล้านบาท เนื่องจากมีการจ่ายค่าที่ปรึกษาเพื่อช่วยในการบริหารงาน
ต้นทุนทางการเงินลดลง 0.52 ล้านบาท YoY เป็น 1.70 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทนำเงินจากการระดมทุน IPO ไปลดหนี้สิน แต่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย QoQ เพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในงานก่อสร้าง
ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมเพิ่มขึ้นเป็น 3.15 ล้านบาท จากการที่ยูนิตโอนของโครงการไอดิลล์ทีเพิ่มขึ้น
ส่งผลให้กำไรสุทธิสำหรับงวดไตรมาส 3 ปี 2564 อยู่ที่ 9.53 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.92 ล้านบาท หรือ 70% YoY และเพิ่มขึ้น 7.93 ล้านบาท หรือ 470% QoQ คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิ 9.27% ของรายได้รวม
## โอกาส
* **การเติบโตของธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง:** บริษัทสามารถปรับกลยุทธ์มาเน้นธุรกิจรับเหมาก่อสร้างเพื่อชดเชยรายได้จากอสังหาริมทรัพย์ที่ชะลอตัว ซึ่งมีโอกาสในการสร้างรายได้และกำไรอย่างต่อเนื่องหากสามารถบริหารจัดการต้นทุนและแสวงหางานใหม่ๆ ได้
* **การพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ในอนาคต:** แม้ว่าสถานการณ์ปัจจุบันจะส่งผลกระทบต่อการขายอสังหาริมทรัพย์ แต่บริษัทมีที่ดินรอการพัฒนาและต้นทุนการพัฒนาโครงการที่เพิ่มขึ้น ซึ่งบ่งชี้ถึงแผนการพัฒนาโครงการในอนาคตเมื่อสถานการณ์เอื้ออำนวย
* **การลงทุนในบริษัทร่วม:** การรับรู้ส่วนแบ่งกำไรที่เพิ่มขึ้นจากบริษัทร่วม แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่บริษัทร่วมลงทุน ซึ่งอาจเป็นโอกาสในการเติบโตในอนาคต
## ความเสี่ยง
* **ความผันผวนของสถานการณ์โควิด-19:** การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงหลักที่ส่งผลกระทบต่อยอดขายและการโอนกรรมสิทธิ์โครงการอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงอาจส่งผลต่อการดำเนินงานของธุรกิจรับเหมาก่อสร้างได้
* **ความสามารถในการบริหารต้นทุนงานก่อสร้าง:** แม้ว่ารายได้จากงานก่อสร้างจะเพิ่มขึ้น แต่ต้นทุนงานก่อสร้างบางสัญญาก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรหากไม่สามารถควบคุมต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
* **การพึ่งพารายได้จากงานก่อสร้าง:** การที่รายได้หลักในไตรมาสนี้มาจากงานก่อสร้าง ทำให้บริษัทมีความเสี่ยงหากไม่สามารถหางานรับเหมาใหม่ๆ หรือหากโครงการที่ดำเนินการอยู่ประสบปัญหา
* **ความเสี่ยงด้านการเงิน:** แม้ D/E Ratio จะลดลง แต่บริษัทมีการใช้แหล่งเงินทุนจากการเงินเบิกเกินบัญชีและเงินกู้ยืมระยะยาวเป็นหลัก ซึ่งยังคงมีความเสี่ยงจากภาระดอกเบี้ยจ่าย
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **แนวโน้มการรับรู้รายได้จากงานก่อสร้างในไตรมาสถัดไป:** จะสามารถรักษาโมเมนตัมการเติบโตได้ต่อเนื่องหรือไม่ และมีงานใหม่เข้ามาเสริมหรือไม่
* **การบริหารจัดการต้นทุนงานก่อสร้าง:** บริษัทจะมีมาตรการอย่างไรในการควบคุมต้นทุนที่เพิ่มขึ้น เพื่อรักษาระดับอัตรากำไร
* **ความคืบหน้าและผลประกอบการของโครงการที่บริษัทร่วมลงทุน:** การรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมจะยังคงเติบโตได้ต่อเนื่องหรือไม่
* **แผนการเปิดตัวโครงการอสังหาริมทรัพย์ใหม่:** เมื่อใดที่บริษัทจะกลับมาเปิดตัวโครงการใหม่ และจะสามารถกระตุ้นยอดขายได้มากน้อยเพียงใด
* **การบริหารจัดการกระแสเงินสด:** โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้เงินทุนหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้นสำหรับงานก่อสร้าง
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง)
**การโอนกรรมสิทธิ์ (Transfer of Ownership):** ในไตรมาส 3/2564 บริษัทไม่มีรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์เลย (0.86 ล้านบาท จากเดิม 30.24 ล้านบาท YoY) ซึ่งเป็นผลกระทบโดยตรงจากสถานการณ์โควิด-19 ที่ส่งผลต่อกำลังซื้อและความสามารถในการโอนกรรมสิทธิ์ของผู้บริโภค โดยเฉพาะโครงการในจังหวัดชลบุรีที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก
**Presale & Backlog:** เอกสารไม่ได้ระบุข้อมูลเกี่ยวกับยอดขายรอการโอน (Backlog) หรือยอดขายใหม่ (Presale) โดยตรง แต่การที่รายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นศูนย์ บ่งชี้ว่าไม่มีการรับรู้รายได้จากการโอนโครงการที่พัฒนาโดยบริษัทเองในไตรมาสนี้
**การเปิดโครงการใหม่:** เอกสารไม่ได้ระบุถึงการเปิดโครงการใหม่ในไตรมาสนี้ แต่มีการกล่าวถึงการลงทุนซื้อที่ดินเพิ่ม 14.15 ล้านบาท และต้นทุนการพัฒนาโครงการเฟิร์นและโครงการแคนน่าที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจบ่งชี้ถึงการเตรียมการสำหรับโครงการในอนาคต
**Occupancy/Rental Yield:** ไม่ปรากฏข้อมูลในเอกสาร
**ต้นทุนก่อสร้าง:** ต้นทุนตามสัญญาก่อสร้างเพิ่มขึ้นตามรายได้ที่รับรู้ โดยอยู่ที่ 84.19 ล้านบาท คิดเป็น 83.02% ของรายได้จากสัญญาก่อสร้าง ซึ่งเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากไตรมาสก่อนหน้าเนื่องจากต้นทุนงานก่อสร้างบางสัญญามีการปรับเพิ่มขึ้น
**D/E Ratio:** อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นลดลงอย่างมีนัยสำคัญจาก 0.93 เท่า ณ สิ้นปี 2563 เป็น 0.74 เท่า ณ สิ้นไตรมาส 3/2564 ซึ่งเป็นผลดีต่อฐานะทางการเงินของบริษัท หลังจากการระดมทุน IPO
**กระแสเงินสดจากโครงการ:** เอกสารไม่ได้ระบุข้อมูลกระแสเงินสดจากโครงการโดยตรง แต่มีการกล่าวถึงการใช้เงินทุนหมุนเวียนเพิ่มขึ้นเพื่อใช้ในงานก่อสร้าง ซึ่งอาจส่งผลต่อกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ วันที่ 30 กันยายน 2564 บริษัทมีสินทรัพย์รวม 735.79 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 136.59 ล้านบาท จากสิ้นปี 2563 โดยมีสาเหตุหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของลูกหนี้การค้าสำหรับงานก่อสร้าง 78.88 ล้านบาท และการลงทุนซื้อที่ดินเพิ่ม 14.15 ล้านบาท รวมถึงต้นทุนการพัฒนาโครงการเฟิร์นและโครงการแคนน่าที่เพิ่มขึ้น
หนี้สินรวมอยู่ที่ 312.11 ล้านบาท โดยบริษัทใช้แหล่งเงินทุนหลักจากการเงินเบิกเกินบัญชีและเงินกู้ยืมระยะยาวจากสถาบันการเงินเพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนและลงทุนพัฒนาโครงการ
ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้น 113.52 ล้านบาท จากการขายหุ้น IPO 119.93 ล้านบาท หักลบด้วยการจ่ายเงินปันผล 12.79 ล้านบาท และกำไรสุทธิสำหรับงวดเก้าเดือน 11.28 ล้านบาท
อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E Ratio) ลดลงจาก 0.93 เท่า ณ สิ้นปี 2563 เป็น 0.74 เท่า ณ สิ้นไตรมาส 3/2564 ซึ่งแสดงถึงการปรับปรุงโครงสร้างทางการเงินให้แข็งแกร่งขึ้น
## สรุปท้าย
หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนผลประกอบการของ JAK ในไตรมาส 3 ปี 2564 คือการพลิกตัวของรายได้จากธุรกิจรับเหมาก่อสร้างที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด ชดเชยรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ที่หายไปทั้งหมดจากผลกระทบโควิด-19 แม้ว่าฐานะทางการเงินจะแข็งแกร่งขึ้นจากการระดมทุน IPO และ D/E Ratio ที่ลดลง แต่ความเสี่ยงยังคงอยู่ที่ความผันผวนของสถานการณ์โควิด-19 และความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนงานก่อสร้าง รวมถึงการแสวงหางานใหม่ๆ เพื่อรักษาโมเมนตัมการเติบโตในระยะต่อไป
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ JAK ไตรมาส 3/2564
รายได้รวม
132.41
ล้านบาท
↑ 41.3% YoY
กำไรขั้นต้น
48.83
ล้านบาท
↑ 39.4% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
36.88
%
กำไรสุทธิ
22.04
ล้านบาท
↑ 118% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
16.65
%
D/E Ratio
0.50
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
132
↑ + 41.3%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
49
↑ + 39.4%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
22
↑ + 118%
YoY
D/E Ratio
0.50
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — JAK
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
0.50
ROE (%)
8.15
ROA (%)
8.04
Book Value/หุ้น
1.66
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — JAK
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-50
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+1
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — JAK
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
-49.51
-139.16%
|
126.43
-16.44%
|
151.30
-3,610.44%
|
-4.31
-103.87%
|
111.51
-442.58%
|
-32.55
-22.07%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
0.93
-127.51%
|
-3.38
-2,700.00%
|
0.13
-55.17%
|
0.29
-106.64%
|
-4.37
+36.99%
|
-3.19
+641.86%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
94.97
-186.60%
|
-109.67
-29.13%
|
-154.75
-1,306.16%
|
12.83
-106.60%
|
-194.43
-707.40%
|
32.01
-34.03%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
46.38
+247.16%
|
13.36
-502.41%
|
-3.32
-307.50%
|
1.60
-101.83%
|
-87.29
+2,233.96%
|
-3.74
-159.27%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
9.73
-33.99%
|
14.74
+97.59%
|
7.46
-53.64%
|
16.09
+374.63%
|
3.39
-52.45%
|
7.13
+769.51%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
54.53
+460.43%
|
9.73
-33.99%
|
14.74
+97.59%
|
7.46
-53.64%
|
16.09
+374.63%
|
3.39
-52.45%
|