บริษัท ทางยกระดับดอนเมือง จำกัด (มหาชน)
SET · ขนส่งและโลจิสติกส์
12.20
0.10 (0.81%)
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=14273 out_tok=2447 at=2026-07-25T15:30:35 -->
# DMT กำไรสุทธิ Q3/64 ดิ่ง 81% รับพิษโควิด-19 ฉุดปริมาณจราจรต่ำสุด
## รายได้-กำไรทรุดหนักตามมาตรการล็อกดาวน์ ฝ่ายบริหารเร่งคุมต้นทุน-ลดหนี้สู้
บริษัท ทางยกระดับดอนเมือง จำกัด (มหาชน) หรือ DMT รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2564 มีกำไรสุทธิ 42.27 ล้านบาท ลดลงถึง 81% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักมาจากมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อปริมาณจราจรบนทางยกระดับดอนเมืองจนแตะจุดต่ำสุดในรอบปี ขณะที่บริษัทฯ ได้เร่งบริหารจัดการต้นทุนทางการเงินและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเพื่อบรรเทาผลกระทบ
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
หัวใจสำคัญที่ทำให้ผลประกอบการของ DMT ในไตรมาส 3 ปี 2564 ปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ คือ **ปริมาณจราจรที่ลดลงอย่างรุนแรงจากการบังคับใช้มาตรการล็อกดาวน์และข้อจำกัดในการเดินทางของภาครัฐ เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19** ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อรายได้ค่าผ่านทางที่ลดลงอย่างมาก
**ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น:**
สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในระลอกที่ 3 โดยเฉพาะสายพันธุ์ Delta ที่มีการแพร่กระจายสูง ได้นำไปสู่การยกระดับมาตรการควบคุมที่เข้มข้นขึ้นตั้งแต่เดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม 2564 โดยมีการประกาศควบคุมกิจกรรมในพื้นที่สีแดงสูงสุด ห้ามเดินทางข้ามจังหวัด และประกาศเคอร์ฟิว ส่งผลให้ปริมาณจราจรบนทางยกระดับดอนเมืองลดลงอย่างต่อเนื่องจนแตะจุดต่ำสุดในไตรมาสนี้ โดยรายได้ค่าผ่านทางลดลงถึง 67% เมื่อเทียบกับไตรมาส 3 ปี 2563 และลดลง 27% เมื่อเทียบกับไตรมาส 2 ปี 2564
**จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่:**
**มีโอกาสต่อเนื่องในระยะสั้น แต่มีแนวโน้มฟื้นตัวในไตรมาส 4** เอกสารระบุว่าไตรมาส 3 เป็นจุดต่ำสุดของปริมาณจราจรที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการล็อกดาวน์ อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่เดือนกันยายนเป็นต้นมา ปริมาณจราจรเริ่มปรับเพิ่มขึ้นตามการผ่อนคลายมาตรการของภาครัฐ และคาดการณ์ว่าไตรมาส 4 จะมีผลประกอบการที่ดีขึ้น เนื่องจากภาครัฐได้ผ่อนคลายมาตรการต่างๆ มากขึ้น รวมถึงการเปิดประเทศและการเปิดภาคเรียน ซึ่งจะสนับสนุนการเดินทางและปริมาณจราจรให้สูงขึ้นกว่าไตรมาส 3
## Highlight สำคัญ
* **กำไรสุทธิลดลง 81% YoY:** อยู่ที่ 42.27 ล้านบาท จาก 224.49 ล้านบาทในปีก่อน
* **รายได้ค่าผ่านทางลดลง 67% YoY:** อยู่ที่ 182.88 ล้านบาท จาก 562.02 ล้านบาท
* **EBITDA ลดลง 77% YoY:** อยู่ที่ 90.56 ล้านบาท จาก 393.02 ล้านบาท
* **ต้นทุนการให้บริการลดลง 55% YoY:** อยู่ที่ 93.33 ล้านบาท จาก 206.02 ล้านบาท
* **ภาระหนี้สินลดลงอย่างมีนัยสำคัญ:** หนี้สินรวมลดลง 70% จาก 3,052.98 ล้านบาท เหลือ 930.76 ล้านบาท หลังการจ่ายคืนเงินกู้ด้วยกระแสเงินสดจากการเพิ่มทุน
* **อัตราส่วนสภาพคล่องดีขึ้น:** อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) ลดลงจาก 0.40 เหลือ 0.10 และอัตราส่วนสภาพคล่องเพิ่มขึ้นจาก 0.27 เป็น 0.76
## ภาพรวมผลประกอบการ
ในไตรมาส 3 ปี 2564 บริษัทฯ มีรายได้ค่าผ่านทาง 182.88 ล้านบาท ลดลง 27% เมื่อเทียบกับไตรมาส 2 ปี 2564 และลดลง 67% เมื่อเทียบกับไตรมาส 3 ปี 2563 EBITDA อยู่ที่ 90.56 ล้านบาท ลดลง 24% QoQ และ 77% YoY กำไรสุทธิอยู่ที่ 42.27 ล้านบาท ลดลง 33% QoQ และ 81% YoY สำหรับ 9 เดือนแรกของปี 2564 รายได้ค่าผ่านทางอยู่ที่ 817.59 ล้านบาท ลดลง 45% YoY EBITDA อยู่ที่ 465.29 ล้านบาท ลดลง 53% YoY และกำไรสุทธิอยู่ที่ 248.51 ล้านบาท ลดลง 54% YoY
## โอกาส
* **การผ่อนคลายมาตรการภาครัฐ:** การประกาศยกเลิกเคอร์ฟิว การเปิดประเทศ และการเปิดภาคเรียนบางส่วน ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2564 เป็นต้นไป คาดว่าจะส่งผลบวกต่อปริมาณจราจรและรายได้ในไตรมาส 4
* **การพัฒนาระบบ M-Flow:** อยู่ระหว่างทดสอบและติดตั้งระบบจัดเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางอัตโนมัติแบบไม่มีไม้กั้น (M-Flow) ที่ด่านดินแดง ซึ่งจะเริ่มดำเนินการในเดือนพฤศจิกายน 2564 และมีแผนขยายผลในปี 2565-2566
* **การเข้าร่วมประมูลงาน PPP:** บริษัทฯ มีแผนเข้าร่วมประมูลงานที่ภาครัฐเปิดให้เอกชนเข้าร่วมลงทุน (Public Private Partnership) ในช่วงปลายปี 2564 - 2565
* **การศึกษาโครงการ Feeder System:** ร่วมกับ สจล. ศึกษาและพัฒนาโครงข่ายระบบขนส่งรอง (Feeder) เชื่อมโยงการเดินทางสู่ระบบขนส่งมวลชนขนาดใหญ่ เช่น รถไฟฟ้าสายสีแดง
## ความเสี่ยง
* **การแพร่ระบาดของโควิด-19:** แม้สถานการณ์จะเริ่มคลี่คลาย แต่การระบาดระลอกใหม่หรือการกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัสยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อปริมาณจราจรได้
* **ความไม่แน่นอนของมาตรการภาครัฐ:** การเปลี่ยนแปลงมาตรการควบคุมการเดินทางและกิจกรรมทางเศรษฐกิจของภาครัฐ อาจส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของปริมาณจราจร
* **การแข่งขันจากระบบขนส่งอื่น:** การแข่งขันจากระบบขนส่งสาธารณะประเภทอื่น หรือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเดินทางของผู้บริโภค
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **แนวโน้มปริมาณจราจรในไตรมาส 4/2564:** การฟื้นตัวของปริมาณจราจรหลังการผ่อนคลายมาตรการ
* **ความคืบหน้าการติดตั้งระบบ M-Flow:** การทดสอบและเริ่มใช้งานจริง
* **การเข้าร่วมประมูลโครงการ PPP:** โอกาสในการขยายธุรกิจใหม่
* **การศึกษาโครงการ Feeder System:** ศักยภาพในการสร้างรายได้ในอนาคต
* **การบริหารจัดการต้นทุน:** ความสามารถในการควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างต่อเนื่อง
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: บริการ)
**รายได้ค่าผ่านทาง:** ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทั้ง QoQ และ YoY เนื่องจากมาตรการล็อกดาวน์ที่เข้มงวดในไตรมาส 3 ส่งผลกระทบโดยตรงต่อปริมาณรถที่ใช้บริการ โดยปริมาณจราจรในส่วนสัมปทานเดิมลดลงเหลือ 19,886 คันต่อวัน และตอนต่อขยายด้านทิศเหนือลดลงเหลือ 14,983 คันต่อวัน ซึ่งต่ำกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนถึง 68.66% และ 63.28% ตามลำดับ
**ต้นทุนการให้บริการทางยกระดับ:** ลดลง 29% QoQ และ 55% YoY สอดคล้องกับรายได้ที่ลดลง โดยมีปัจจัยหลักจากการลดลงของค่าใช้จ่ายตัดจำหน่ายตามปริมาณจราจรจริง ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพนักงาน และค่าซ่อมบำรุงรักษา รวมถึงมาตรการลดค่าใช้จ่ายและเลื่อนแผนงานบางโครงการ
**ต้นทุนทางการเงิน:** ลดลงอย่างมาก 69% QoQ และ 92% YoY เนื่องจากบริษัทฯ ได้มีการจ่ายคืนเงินกู้ระยะสั้นและระยะยาวไปเป็นจำนวนมากในไตรมาส 2 ด้วยกระแสเงินสดจากการ IPO และการดำเนินงาน ทำให้ภาระดอกเบี้ยลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ วันที่ 30 กันยายน 2564 บริษัทฯ มีสินทรัพย์รวม 10,349.74 ล้านบาท ลดลง 3% จากสิ้นปี 2563 หนี้สินรวมลดลงอย่างมีนัยสำคัญ 70% มาอยู่ที่ 930.76 ล้านบาท จาก 3,052.98 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากการจ่ายคืนเงินกู้จำนวนมาก ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้น 24% เป็น 9,418.98 ล้านบาท จากการเพิ่มทุน
กระแสเงินสดสุทธิจากการดำเนินงานอยู่ที่ 172.10 ล้านบาท ลดลงจาก 748.52 ล้านบาทในปีก่อน ขณะที่กระแสเงินสดใช้ไปในกิจกรรมจัดหาเงินสุทธิ 313.83 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการรับเงินจากการออกหุ้นทุนหลังหักค่าใช้จ่าย และการจ่ายชำระคืนเงินกู้และเงินปันผล
## สรุปท้าย
ผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2564 ของ DMT ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากสถานการณ์โควิด-19 ที่ทำให้ปริมาณจราจรและรายได้ค่าผ่านทางลดลงแตะจุดต่ำสุด อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ได้แสดงความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนทางการเงินและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบกับการลดภาระหนี้สินลงอย่างมีนัยสำคัญหลังการเพิ่มทุน ทำให้บริษัทฯ มีสภาพคล่องที่แข็งแกร่งขึ้นเพื่อรองรับสถานการณ์ในระยะยาว ขณะที่แนวโน้มในไตรมาส 4 คาดว่าจะเห็นการฟื้นตัวของปริมาณจราจรจากการผ่อนคลายมาตรการของภาครัฐ ซึ่งเป็นปัจจัยบวกสำคัญต่อผลประกอบการในอนาคต ควบคู่ไปกับการเดินหน้าโครงการพัฒนาระบบ M-Flow และการมองหาโอกาสในการขยายธุรกิจใหม่ๆ
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ DMT ไตรมาส 3/2024
รายได้รวม
632.91
ล้านบาท
↑ 3.8% YoY
กำไรขั้นต้น
225.28
ล้านบาท
↓ 39.5% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
35.59
%
กำไรสุทธิ
126.57
ล้านบาท
↓ 48.6% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
20.00
%
D/E Ratio
0.09
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
633
↑ + 3.8%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
225
↓ -39.5%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
127
↓ -48.6%
YoY
D/E Ratio
0.09
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — DMT
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
0.09
ROE (%)
12.65
ROA (%)
14.36
Book Value/หุ้น
7.44
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — DMT
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-790
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+215
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — DMT
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
-789.59
+71.30%
|
-460.94
|
— |
-248.38
+104.80%
|
-121.28
-110.20%
|
1,188.67
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
214.81
-1,940.70%
|
-11.67
|
— |
-338.40
+350.12%
|
-75.18
-139.06%
|
192.47
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
621.38
-13.59%
|
719.13
|
— |
91.71
-73.92%
|
351.61
-125.91%
|
-1,356.80
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
5.12
-142.21%
|
-12.13
|
— |
-495.08
-419.12%
|
155.14
+537.39%
|
24.34
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
315.74
+24.86%
|
252.87
-17.61%
|
— |
321.75
-22.88%
|
417.20
+6.20%
|
392.85
+31.80%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
672.45
+112.98%
|
315.74
+24.86%
|
— |
306.94
-4.60%
|
321.75
-22.88%
|
417.20
+6.20%
|