บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน)
SET · พัฒนาอสังหาริมทรัพย์
2.96
0.08 (2.63%)
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=27768 out_tok=2740 at=2026-07-25T07:19:24 -->
# AWC Q3/2566 กำไรสุทธิโต 3.4% รับอานิสงส์ท่องเที่ยวฟื้น-ธุรกิจค้าปลีกคึกคัก
## รายได้-กำไรเติบโตต่อเนื่องในไตรมาส 3/2566 แม้เป็นช่วงนอกฤดูท่องเที่ยว ฝ่ายบริหารเน้นย้ำกลยุทธ์ Growth-Led Strategy ขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน
บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2566 มีกำไรสุทธิ 1,136 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้จะเป็นช่วงนอกฤดูท่องเที่ยว โดยมีปัจจัยหนุนหลักจากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวและการกลับมาใช้จ่ายของผู้บริโภคในธุรกิจค้าปลีก ฝ่ายบริหารยังคงเดินหน้าตามกลยุทธ์ Growth-Led Strategy เพื่อสร้างการเติบโตของกระแสเงินสดและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนผลประกอบการของ AWC ในไตรมาส 3/2566 คือ **การฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งของธุรกิจโรงแรมและการบริการ** ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจหลัก คิดเป็นสัดส่วนรายได้ 52% ของบริษัท โดยเฉพาะในกลุ่มรีสอร์ทระดับลักซ์ชูรีและโรงแรมอื่นๆ นอกกรุงเทพฯ ที่มีอัตราการเข้าพักและรายได้เฉลี่ยต่อห้องพัก (RevPAR) ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ **ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการค้า** ก็มีส่วนสำคัญในการผลักดันรายได้ให้เติบโตกว่า 103.4% เมื่อเทียบกับปีก่อน จากการที่ประชาชนกลับมาใช้บริการและจับจ่ายใช้สอยในศูนย์การค้ามากขึ้น
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
การฟื้นตัวของธุรกิจโรงแรมและการบริการเป็นผลมาจากการกลับมาของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากตลาดหลักอย่างมาเลเซีย จีน เกาหลีใต้ อินเดีย และรัสเซีย ประกอบกับการออกมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวของภาครัฐ เช่น "ฟรีวีซ่า" สำหรับนักท่องเที่ยวจีนและคาซัคสถาน ส่งผลให้อัตราการเข้าพักโรงแรมโดยรวมอยู่ที่ 62.7% เพิ่มขึ้นจากปีก่อน และมีรายได้เฉลี่ยต่อห้องพัก (RevPAR) เติบโตถึง 29.0% YoY สำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการค้า การเติบโตมาจากกลยุทธ์การปรับปรุงพัฒนาศูนย์การค้าให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป และการกลับมาใช้ชีวิตนอกบ้านของผู้คน ทำให้ศูนย์การค้าต่างๆ มีผู้เข้าใช้บริการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
**มีโอกาสต่อเนื่อง** โดยเฉพาะในภาคการท่องเที่ยวที่คาดว่าจะยังคงเติบโตต่อเนื่องในไตรมาส 4 ซึ่งเป็นช่วงฤดูท่องเที่ยว และมีแนวโน้มที่นักท่องเที่ยวต่างชาติจะเข้าไทยเฉลี่ยเดือนละ 3 ล้านคน นอกจากนี้ นโยบายภาครัฐในการกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว รวมถึงการเปิดตัวโครงการใหม่ๆ ของบริษัท จะเป็นปัจจัยสนับสนุนการเติบโตในระยะต่อไป อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ อาจส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวได้บ้าง แต่โดยรวมแล้ว แนวโน้มยังคงเป็นบวก
# Highlight สำคัญ
* **กำไรสุทธิไตรมาส 3/2566 เติบโต 3.4% YoY อยู่ที่ 1,136 ล้านบาท**
* **รายได้รวมไตรมาส 3/2566 อยู่ที่ 4,666 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนและสูงกว่าช่วงก่อนโควิด-19** โดยธุรกิจโรงแรมและการบริการคิดเป็น 52% ของรายได้รวม
* **อัตราการเข้าพักโรงแรมเฉลี่ย 62.7%** เพิ่มขึ้นจากปีก่อน โดยเฉพาะกลุ่มรีสอร์ทลักซ์ชูรีและโรงแรมอื่นๆ นอกกรุงเทพฯ
* **รายได้เฉลี่ยต่อห้องพัก (RevPAR) เติบโต 29.0% YoY** อยู่ที่ 3,367 บาท
* **ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการค้าเติบโตกว่า 103.4%** จากการกลับมาใช้บริการของประชาชน
* **EBITDA ของบริษัทฯ เติบโต 6.0% YoY** อยู่ที่ 2,270 ล้านบาท
* **อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E Ratio) อยู่ที่ 0.98 เท่า** เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากการขยายพอร์ตลงทุน
## ภาพรวมผลประกอบการ
บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2566 มีรายได้รวม 4,666 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และสูงกว่าช่วงก่อนโควิด-19 ปี 2562 โดยมีปัจจัยหลักจากการเติบโตของกลุ่มธุรกิจโรงแรมและการบริการ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 52% ของรายได้รวม จากการที่จำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มรีสอร์ทระดับลักซ์ชูรีและโรงแรมอื่นๆ นอกกรุงเทพฯ ขณะที่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการค้าเติบโตกว่า 103.4% จากการที่ประชาชนกลับมาใช้บริการและจับจ่ายใช้สอยในศูนย์การค้ามากขึ้น ส่วนธุรกิจอาคารสำนักงานยังคงสร้างกระแสเงินสดได้อย่างต่อเนื่อง
เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า รายได้รวมเพิ่มขึ้น 3.3% โดยส่วนใหญ่มาจากการเติบโตของกลุ่มอสังหาริมทรัพย์เพื่อการค้า และกลุ่มโรงแรมและการบริการที่เติบโตแม้จะเป็นช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยว
สำหรับ 9 เดือนแรกปี 2566 บริษัทมีรายได้รวม 14,076 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 38.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเป็นการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญในกลุ่มธุรกิจโรงแรมและการบริการ และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์เพื่อการค้า
## โอกาส
* **การฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของภาคการท่องเที่ยว:** คาดการณ์นักท่องเที่ยวต่างชาติจะเข้าไทยเฉลี่ย 3 ล้านคนต่อเดือนในไตรมาส 4 และคาดการณ์ทั้งปี 2566 จะมีนักท่องเที่ยว 25-30 ล้านคน และ 40 ล้านคนในปี 2567 ซึ่งจะส่งผลดีต่อธุรกิจโรงแรมและการบริการ
* **มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวของภาครัฐ:** เช่น มาตรการ "ฟรีวีซ่า" สำหรับนักท่องเที่ยวจีนและคาซัคสถาน จะช่วยเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลสำคัญ
* **การพัฒนาโครงการใหม่ๆ:** บริษัทมีแผนพัฒนาโครงการระยะสั้น กลาง และยาว เพื่อเพิ่มศักยภาพในการสร้างรายได้และกระแสเงินสดในอนาคต
* **การปรับปรุงและพัฒนาศูนย์การค้า:** กลยุทธ์การตลาดที่มุ่งเน้นการสร้างประสบการณ์และไลฟ์สไตล์ให้กับลูกค้า จะช่วยดึงดูดผู้บริโภคให้เข้ามาใช้บริการเพิ่มขึ้น
* **การให้ความสำคัญกับ ESG:** การดำเนินธุรกิจตามแนวทางความยั่งยืนจะช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีและตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่
## ความเสี่ยง
* **ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก:** อาจส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อและการเดินทางของนักท่องเที่ยว
* **การแข่งขันในอุตสาหกรรม:** การแข่งขันที่สูงในธุรกิจโรงแรมและอสังหาริมทรัพย์เพื่อการค้า อาจส่งผลต่ออัตราการเข้าพักและค่าเช่า
* **ต้นทุนการดำเนินงาน:** ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น เช่น ค่าสาธารณูปโภค อาจส่งผลกระทบต่ออัตรากำไร
* **สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์:** ความขัดแย้งระหว่างประเทศอาจส่งผลกระทบต่อการเดินทางของนักท่องเที่ยวบางกลุ่ม
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **แนวโน้มการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวจีน:** ซึ่งเป็นตลาดสำคัญของไทย
* **ผลกระทบจากอัตราดอกเบี้ยนโยบาย:** การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอาจส่งผลต่อต้นทุนทางการเงินและกำลังซื้อของผู้บริโภค
* **ความคืบหน้าในการพัฒนาโครงการใหม่ๆ:** โดยเฉพาะโครงการระยะยาวที่จะสร้างการเติบโตในอนาคต
* **การบริหารจัดการต้นทุน:** เพื่อรักษาอัตรากำไรท่ามกลางแรงกดดันด้านต้นทุนที่เพิ่มขึ้น
* **ผลกระทบจากสถานการณ์สู้รบระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาส:** แม้คาดว่าเป็นผลกระทบระยะสั้น แต่ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง)
**ธุรกิจโรงแรมและการบริการ:** ในไตรมาส 3/2566 กลุ่มนี้มีรายได้ 2,390 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33.3% YoY โดยมีอัตราการเข้าพักเฉลี่ย 62.7% และ RevPAR เติบโต 29.0% YoY ซึ่งสูงกว่าช่วงก่อนโควิด-19 ในปี 2562 การเติบโตนี้มาจากทุกกลุ่มโรงแรม โดยเฉพาะรีสอร์ทลักซ์ชูรีและโรงแรมอื่นๆ นอกกรุงเทพฯ สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของแบรนด์และทำเลที่ตั้ง นอกจากนี้ บริษัทยังมีการเปิดตัวโรงแรมและห้องอาหารใหม่ๆ มูลค่ากว่า 10,000 ล้านบาท เพื่อตอบรับกลยุทธ์การเติบโต
**ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์:** มีรายได้ 2,183 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.8% YoY โดยธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการค้าเติบโตจากการปรับปรุงศูนย์การค้าให้เข้ากับกลยุทธ์การตลาดและประชาชนกลับมาใช้บริการมากขึ้น โดยเฉพาะศูนย์การค้าเพื่อการท่องเที่ยวอย่างเอเชียทีคฯ ที่มีจำนวนลูกค้าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ธุรกิจอาคารสำนักงานยังคงรักษาเสถียรภาพได้ดีจากความต้องการพื้นที่สำนักงานเกรด A ที่เพิ่มขึ้นตามเทรนด์การทำงานแบบไฮบริด
**การบริหารต้นทุน:** บริษัทมีการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยสัดส่วน Flow Through ของรายได้ไปยัง EBITDA ในกลุ่มโรงแรมอยู่ที่ 52% และในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการค้าอยู่ที่ 88% ซึ่งสะท้อนถึงความสามารถในการควบคุมค่าใช้จ่ายได้ดี
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ วันที่ 30 กันยายน 2566 บริษัทมีทรัพย์สินรวม 169,675 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นทรัพย์สินดำเนินงานมูลค่า 163,936 ล้านบาท หนี้สินรวมอยู่ที่ 83,821 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.8% จากสิ้นปี 2565 ส่วนใหญ่มาจากการกู้ยืมเพื่อเข้าซื้อทรัพย์สินใหม่และพัฒนาโครงการ ส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 85,854 ล้านบาท อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E Ratio) อยู่ที่ 0.98 เท่า เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากการขยายพอร์ตลงทุน แต่บริษัทยังคงมีความสามารถในการกู้ยืมเพื่อรองรับแผนการลงทุนในอนาคต
## สรุปท้าย
AWC ในไตรมาส 3/2566 แสดงให้เห็นถึงการฟื้นตัวที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะในธุรกิจโรงแรมและการบริการที่ได้รับอานิสงส์จากการกลับมาของนักท่องเที่ยว ประกอบกับการเติบโตของธุรกิจค้าปลีกที่ได้รับแรงหนุนจากการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภค กลยุทธ์ Growth-Led Strategy และการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันผลประกอบการให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง แม้จะเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจโลก แต่แนวโน้มการท่องเที่ยวที่สดใสและแผนการลงทุนในอนาคต ทำให้ AWC ยังคงมีโอกาสในการเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ AWC ไตรมาส 3/2566
รายได้รวม
6,471.18
ล้านบาท
↑ 9.8% YoY
กำไรขั้นต้น
746.09
ล้านบาท
↑ 24.6% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
11.53
%
กำไรสุทธิ
1,866.09
ล้านบาท
↑ 0.3% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
28.84
%
D/E Ratio
1.13
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
6,471
↑ + 9.8%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
746
↑ + 24.6%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
1,866
↑ + 0.3%
YoY
D/E Ratio
1.13
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — AWC
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
1.13
ROE (%)
6.81
ROA (%)
5.03
Book Value/หุ้น
3.05
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — AWC
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-2,212
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+17,310
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — AWC
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
-2,212.26
+19.26%
|
-1,854.94
+52.53%
|
-1,216.10
-398.90%
|
406.86
-58.39%
|
977.78
+44.40%
|
677.14
-87.37%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
17,310.31
+387.93%
|
3,547.69
+115.08%
|
1,649.48
-115.08%
|
-10,937.78
-773.70%
|
1,623.55
-105.67%
|
-28,658.55
+1,115.56%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
-15,043.31
+1,058.77%
|
-1,298.21
+326.59%
|
-304.32
-103.42%
|
8,896.70
-461.27%
|
-2,462.64
-118.19%
|
13,539.64
+33.49%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
139.35
-68.28%
|
439.33
+240.41%
|
129.06
+78.09%
|
72.47
+994.71%
|
6.62
-99.98%
|
28,267.17
+97.98%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
464.41
-8.80%
|
509.20
+79.55%
|
283.59
+112.87%
|
133.22
-42.01%
|
229.71
-98.43%
|
14,671.49
+1,107.04%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
378.80
-18.43%
|
464.41
-8.79%
|
509.17
+82.29%
|
279.32
+117.78%
|
128.26
-44.16%
|
229.71
-98.40%
|