บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน)
SET · พลังงานและสาธารณูปโภค
65.50
+1.25 (+1.95%)
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=33450 out_tok=2890 at=2026-07-26T09:24:43 -->
# TOP กำไรสุทธิ Q4/65 พลิกบวก 147 ล้านบาท รับผลบวกจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม
## รายได้จากการขายทรงตัว แต่กำไรขั้นต้นจากการผลิตปรับดีขึ้น ขณะที่ขาดทุนจากสต็อกน้ำมันลดลง
บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP รายงานผลประกอบการไตรมาส 4 ปี 2565 มีกำไรสุทธิ 147 ล้านบาท พลิกจากขาดทุน 4,886 ล้านบาทในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน โดยมีรายได้จากการขาย 123,132 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปีก่อนหน้า แม้ปริมาณวัตถุดิบที่ป้อนเข้าสู่กระบวนการผลิตจะลดลงจากการปิดซ่อมบำรุงตามแผน แต่กำไรขั้นต้นจากการผลิตของกลุ่ม (Gross Integrated Margin) ไม่รวมผลกระทบจากสต็อกน้ำมันปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจสำคัญที่ทำให้ผลประกอบการของ TOP ในไตรมาส 4 ปี 2565 พลิกกลับมามีกำไรสุทธิ 147 ล้านบาท มาจาก **การฟื้นตัวของกำไรขั้นต้นจากการผลิตของกลุ่ม (Gross Integrated Margin) โดยไม่รวมผลกระทบจากสต็อกน้ำมัน** ซึ่งปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ประกอบกับการ **ขาดทุนจากสต็อกน้ำมันที่ลดลง** แม้ว่าปริมาณวัตถุดิบที่ป้อนเข้าสู่กระบวนการผลิตจะลดลงจากการปิดซ่อมบำรุงตามแผน
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
* **กำไรขั้นต้นจากการผลิต (ไม่รวมสต็อกน้ำมัน) ที่เพิ่มขึ้น:** ปัจจัยหลักมาจากส่วนต่างราคาน้ำมันดีเซลที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น และส่วนต่างราคาของน้ำมันดิบ Murban และ Arab Light ที่เป็นต้นทุนสำคัญปรับตัวลดลง นอกจากนี้ ส่วนต่างราคาพาราไซลีนกับน้ำมันเบนซิน 95 ในตลาดอะโรเมติกส์ก็ปรับตัวดีขึ้นจากอุปสงค์ที่ฟื้นตัวในกลุ่มเครื่องนุ่งห่มและบรรจุภัณฑ์
* **ขาดทุนจากสต็อกน้ำมันที่ลดลง:** แม้ราคาน้ำมันดิบในไตรมาส 4/65 จะปรับตัวลดลงจากไตรมาสก่อนหน้า แต่เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ราคาน้ำมันดิบยังคงปรับเพิ่มขึ้น ทำให้ผลกระทบจากการลดลงของราคาน้ำมันดิบส่งผลให้เกิดขาดทุนจากสต็อกน้ำมันน้อยลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
* **กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนสุทธิ:** มีผลกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนสุทธิ 2,652 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งช่วยหนุนผลประกอบการโดยรวม
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
**ยังไม่ชัดเจน ต้องติดตาม** ปัจจัยด้านส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมและอะโรเมติกส์มีแนวโน้มผันผวนตามสภาวะเศรษฐกิจโลกและอุปทานในตลาด ขณะที่ผลกระทบจากสต็อกน้ำมันจะขึ้นอยู่กับความผันผวนของราคาน้ำมันดิบในอนาคต ส่วนกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเป็นปัจจัยที่คาดการณ์ได้ยาก อย่างไรก็ตาม แนวโน้มอุตสาหกรรมในไตรมาส 1 ปี 2566 คาดว่าราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูง และธุรกิจโรงกลั่นมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น ซึ่งอาจเป็นปัจจัยบวกต่อผลประกอบการในระยะสั้น
## Highlight สำคัญ
* **กำไรสุทธิ Q4/65 พลิกเป็น 147 ล้านบาท** จากขาดทุน 4,886 ล้านบาทใน Q4/64
* **รายได้จากการขาย 123,132 ล้านบาท** เพิ่มขึ้น 18,834 ล้านบาท YoY
* **กำไรขั้นต้นจากการผลิต (ไม่รวมสต็อกน้ำมัน) เพิ่มขึ้น 4.1 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล** YoY เป็น 11.1 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล
* **ขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน 9,178 ล้านบาท** เทียบกับกำไร 2,709 ล้านบาทใน Q4/64
* **EBITDA รวม 2,398 ล้านบาท** เพิ่มขึ้นจากขาดทุน 568 ล้านบาทใน Q3/65 แต่ลดลงจาก 6,082 ล้านบาทใน Q4/64
* **ปี 2565 กำไรสุทธิรวม 32,668 ล้านบาท** เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 12,578 ล้านบาทในปี 2564 โดยมีปัจจัยหนุนจากกำไรพิเศษจากการขายหุ้น GPSC
## ภาพรวมผลประกอบการ
สำหรับไตรมาส 4 ปี 2565 กลุ่มไทยออยล์มีรายได้จากการขาย 123,132 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อย 1,042 ล้านบาทเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า แต่เพิ่มขึ้น 18,834 ล้านบาทเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีกำไรขั้นต้นจากการผลิต (ไม่รวมผลกระทบจากสต็อกน้ำมัน) อยู่ที่ 11.1 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 2.3 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลจากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 4.1 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม กลุ่มไทยออยล์มีขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน 9,178 ล้านบาทในไตรมาสนี้ ส่งผลให้ EBITDA รวมอยู่ที่ 2,398 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า แต่ลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ทั้งนี้ กลุ่มไทยออยล์มีกำไรสุทธิ 147 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากไตรมาสก่อนหน้า
สำหรับผลประกอบการทั้งปี 2565 กลุ่มไทยออยล์มีรายได้จากการขาย 505,703 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 169,876 ล้านบาท โดยมีกำไรขั้นต้นจากการผลิต (ไม่รวมสต็อกน้ำมัน) เพิ่มขึ้น 7.9 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ 13.4 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ประกอบกับมีกำไรจากการขายหุ้น GPSC ส่งผลให้กำไรสุทธิทั้งปี 2565 อยู่ที่ 32,668 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมากจาก 12,578 ล้านบาทในปี 2564
## โอกาส
* **การฟื้นตัวของอุปสงค์น้ำมันในจีน:** การผ่อนคลายมาตรการโควิด-19 และการเปิดประเทศของจีนคาดว่าจะช่วยกระตุ้นการเดินทางและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะส่งผลดีต่อความต้องการใช้น้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม
* **อุปทานน้ำมันสำเร็จรูปที่ตึงตัว:** การหยุดซ่อมบำรุงโรงกลั่นในสหรัฐฯ และความไม่แน่นอนของการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปของรัสเซีย อาจส่งผลดีต่อส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์โรงกลั่น
* **โครงการ CFP:** โครงการ Clean Fuel Project (CFP) มีความคืบหน้ากว่า 89.6% และคาดว่าจะเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ในปี 2567 ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและมูลค่าผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ
## ความเสี่ยง
* **ความผันผวนของราคาน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์:** สภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวและความกังวลเรื่องภาวะเศรษฐกิจถดถอย อาจกดดันอุปสงค์และราคาน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม
* **อุปทานส่วนเกินในตลาดอะโรเมติกส์และโอเลฟินส์:** การเปิดดำเนินการโรงงานใหม่ในจีนและภูมิภาค อาจส่งผลให้เกิดอุปทานส่วนเกินและกดดันส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์
* **ความล่าช้าและต้นทุนที่เพิ่มขึ้นของโครงการ CFP:** แม้จะมีความพยายามในการเร่งรัดโครงการ แต่การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในช่วงที่ผ่านมาส่งผลกระทบต่อโครงการก่อสร้าง ทำให้มีความล่าช้าและคาดว่าต้นทุนรวมจะเพิ่มขึ้น
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **แนวโน้มราคาน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม:** ติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจโลก นโยบายการผลิตของ OPEC+ และผลกระทบจากความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน
* **การฟื้นตัวของอุปสงค์ในจีน:** ประเมินผลกระทบจากการเปิดประเทศต่อความต้องการใช้น้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม
* **ความคืบหน้าและต้นทุนของโครงการ CFP:** ติดตามการบริหารจัดการโครงการให้เป็นไปตามแผนและงบประมาณที่ตั้งไว้
* **ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์อะโรเมติกส์และโอเลฟินส์:** จับตาอุปทานใหม่และการปรับตัวของอุปสงค์ในตลาดเหล่านี้
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: ทรัพยากร / พลังงาน)
* **ธุรกิจโรงกลั่น:** ในไตรมาส 4 ปี 2565 โรงกลั่นไทยออยล์มีอัตราการใช้กำลังการกลั่น 103% มีกำไรขั้นต้นจากการกลั่น (ไม่รวมสต็อกน้ำมัน) 9.3 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล เพิ่มขึ้น 2.6 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรลจากไตรมาสก่อนหน้า แม้จะมีขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน 9,178 ล้านบาท แต่ EBITDA รวมอยู่ที่ 846 ล้านบาท พลิกจากขาดทุนในไตรมาสก่อนหน้า
* **ธุรกิจอะโรเมติกส์:** TPX มีอัตราการผลิต 67% มี Product-to-feed Margin เพิ่มขึ้น 38 เหรียญสหรัฐฯ/ตัน จากส่วนต่างราคาพาราไซลีนและโทลูอีนที่ปรับตัวดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังคงมีผลขาดทุนสุทธิ 650 ล้านบาท
* **ธุรกิจ LAB:** LABIX มีอัตราการผลิต 117% แต่มี EBITDA ลดลง 77 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 274 ล้านบาท ลดลง 87 ล้านบาทจากไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากอุปสงค์ภายในประเทศปรับตัวลดลง
* **ธุรกิจน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐาน:** TLB มีอัตราการผลิต Base oil 43% และ Product-to-feed Margin 184 เหรียญสหรัฐฯ/ตัน ลดลงจากไตรมาสก่อนหน้า ส่งผลให้ EBITDA และกำไรสุทธิลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
* **ธุรกิจผลิตไฟฟ้า:** TOP SPP มีรายได้เพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ EBITDA ลดลง 54 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 359 ล้านบาท ลดลง 61 ล้านบาทจากไตรมาสก่อนหน้า
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ สิ้นปี 2565 กลุ่มไทยออยล์มีสินทรัพย์รวม 444,581 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23% จากปีก่อน โดยมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น 13,895 ล้านบาท เป็น 43,919 ล้านบาท หนี้สินรวมอยู่ที่ 285,923 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20% ส่วนของผู้ถือหุ้นรวม 158,657 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 29% จากปีก่อนหน้า กลุ่มไทยออยล์มีกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน 43,251 ล้านบาท แต่มีกระแสเงินสดใช้ไปในกิจกรรมลงทุน 9,049 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในโครงการต่างๆ เช่น โครงการ CFP
## สรุปท้าย
หัวใจสำคัญที่ทำให้ TOP พลิกกลับมามีกำไรในไตรมาส 4 ปี 2565 คือการฟื้นตัวของกำไรขั้นต้นจากการผลิตที่ไม่รวมผลกระทบจากสต็อกน้ำมัน ประกอบกับการขาดทุนจากสต็อกน้ำมันที่ลดลง แม้ว่าแนวโน้มในระยะสั้นจะยังมีความไม่แน่นอนจากความผันผวนของราคาพลังงานและสภาวะเศรษฐกิจโลก แต่การเปิดประเทศของจีนและแนวโน้มที่ดีขึ้นของธุรกิจโรงกลั่นอาจเป็นปัจจัยหนุนในระยะสั้น ขณะที่การเดินหน้าโครงการ CFP จะเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในระยะยาว ซึ่งนักลงทุนควรติดตามปัจจัยเสี่ยงด้านความผันผวนของราคาและความล่าช้าของโครงการอย่างใกล้ชิด
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ TOP ไตรมาส 4/2565
รายได้รวม
109,356.75
ล้านบาท
↓ 2.8% YoY
กำไรขั้นต้น
6,207.59
ล้านบาท
↓ 153.2% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
5.68
%
กำไรสุทธิ
2,458.08
ล้านบาท
↓ 11.2% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
2.25
%
D/E Ratio
1.21
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
109,357
↓ -2.8%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
6,208
↓ -153.2%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
2,458
↓ -11.2%
YoY
D/E Ratio
1.21
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — TOP
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
1.21
ROE (%)
8.70
ROA (%)
4.85
Book Value/หุ้น
87.05
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — TOP
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
+8,990
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
-17,958
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — TOP
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
8,990.33
-154.74%
|
-16,423.33
-36.47%
|
-25,850.74
+184.66%
|
-9,081.41
-208.58%
|
8,363.47
+243.50%
|
2,434.75
-81.40%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
-17,957.59
-440.38%
|
5,275.79
-35.01%
|
8,117.36
-439.88%
|
-2,388.33
-127.93%
|
8,550.78
-118.01%
|
-47,490.25
-303.44%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
42,420.06
+240.27%
|
12,466.45
-52.13%
|
26,040.70
+32.91%
|
19,593.22
-49.14%
|
38,525.76
+87.24%
|
20,575.47
+153.10%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
33,452.81
+2,436.42%
|
1,318.90
-84.12%
|
8,307.32
+2.26%
|
8,123.48
-85.40%
|
55,650.76
-327.33%
|
-24,480.03
-154.94%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
29,042.41
+2.15%
|
28,431.62
-34.75%
|
43,576.14
+46.74%
|
29,695.94
-44.23%
|
53,243.90
-28.87%
|
74,854.23
+121.85%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
62,568.20
+115.44%
|
29,042.41
+2.15%
|
28,431.62
-34.75%
|
43,576.14
+46.74%
|
29,695.94
-44.23%
|
53,243.90
-28.87%
|