บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน)
SET · พลังงานและสาธารณูปโภค
65.50
+1.25 (+1.95%)
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=31728 out_tok=3599 at=2026-07-26T10:03:52 -->
# TOP กำไรสุทธิ Q3/66 พุ่ง 9,711 ล้านบาท รับแรงหนุนจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม
## รายได้-กำไรโตเด่นจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์พลังงานที่สูงขึ้น ขณะที่ฝ่ายจัดการเน้นการบริหารจัดการต้นทุนและสภาพตลาดที่ผันผวน
บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2566 มีกำไรสุทธิ 10,828 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 9,711 ล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า โดยปัจจัยหลักมาจากผลการดำเนินงานของธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันที่ฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง ประกอบกับการบริหารจัดการสต็อกน้ำมันที่ดีขึ้น ขณะที่ภาพรวม 9 เดือนแรกของปี 2566 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 16,499 ล้านบาท ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ซึ่งได้รับผลกระทบจากการบันทึกกำไรพิเศษจากการขายเงินลงทุนในปีก่อน
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนผลประกอบการของ TOP ในไตรมาส 3 ปี 2566 คือ **การฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งของธุรกิจโรงกลั่นน้ำมัน** โดยเฉพาะการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของ **กำไรขั้นต้นจากการกลั่น (Gross Integrated Margin) ที่ไม่รวมผลกระทบจากสต็อกน้ำมัน** ซึ่งปรับตัวสูงขึ้นถึง 7.9 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และ **กำไรจากสต็อกน้ำมัน** ที่พลิกจากขาดทุน 1,929 ล้านบาทในไตรมาส 2 มาเป็นกำไร 9,638 ล้านบาทในไตรมาส 3 ส่งผลให้ EBITDA ของกลุ่มเพิ่มขึ้นถึง 14,355 ล้านบาท และกำไรสุทธิรวมเพิ่มขึ้น 9,711 ล้านบาท
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
การปรับตัวเพิ่มขึ้นของกำไรขั้นต้นจากการกลั่นฯ เป็นผลมาจาก **ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมที่ปรับตัวสูงขึ้น** โดยเฉพาะส่วนต่างราคาน้ำมันอากาศยาน/น้ำมันก๊าด และส่วนต่างราคาน้ำมันดีเซลกับราคาน้ำมันดิบดูไบที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากอุปทานผลิตภัณฑ์ที่ตึงตัวจากการปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่นในสหรัฐฯ และยุโรป รวมถึงการส่งออกของรัสเซียที่ลดลง นอกจากนี้ ราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นในไตรมาส 3 จากอุปทานที่ตึงตัวจากการลดกำลังการผลิตของซาอุดิอาระเบียและรัสเซีย ส่งผลให้บริษัทฯ สามารถบันทึก **กำไรจากสต็อกน้ำมัน** ได้เป็นจำนวนมาก ซึ่งแตกต่างจากไตรมาสก่อนหน้าที่ประสบกับผลขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
**มีโอกาสต่อเนื่องในระดับหนึ่ง แต่ต้องจับตาปัจจัยผันผวน** ฝ่ายจัดการระบุว่าแนวโน้มราคาน้ำมันดิบในไตรมาส 4 ปี 2566 และปี 2567 มีแนวโน้มอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง จากการปรับลดกำลังการผลิตของกลุ่ม OPEC+ และการขยายมาตรการลดกำลังการผลิตของซาอุดิอาระเบียและรัสเซีย ซึ่งจะส่งผลดีต่อส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม อย่างไรก็ตาม ความต้องการใช้น้ำมันที่คาดว่าจะเติบโตในอัตราที่ชะลอตัวลงตามเศรษฐกิจโลกที่ได้รับแรงกดดันจากอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูง อาจเป็นปัจจัยกดดันค่าการกลั่นในระดับหนึ่ง นอกจากนี้ การส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปของจีนที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นก็อาจส่งผลกดดันค่าการกลั่นให้ปรับเพิ่มขึ้นในระดับจำกัด
## Highlight สำคัญ
* **กำไรสุทธิ Q3/66 พุ่ง 10,828 ล้านบาท:** เพิ่มขึ้น 9,711 ล้านบาท จากไตรมาสก่อนหน้า โดยมีปัจจัยหลักจากธุรกิจโรงกลั่นน้ำมัน
* **รายได้จากการขาย Q3/66 แตะ 119,656 ล้านบาท:** เพิ่มขึ้น 11,189 ล้านบาท จากไตรมาสก่อนหน้า ตามราคาขายผลิตภัณฑ์ที่ปรับสูงขึ้น
* **กำไรขั้นต้นจากการกลั่น (ไม่รวมสต็อก) สูงถึง 12.4 US$/bbl:** เพิ่มขึ้น 7.9 US$/bbl จากไตรมาสก่อนหน้า จากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมที่สูงขึ้น
* **พลิกมีกำไรจากสต็อกน้ำมัน 9,638 ล้านบาท:** เทียบกับขาดทุน 1,929 ล้านบาทในไตรมาสก่อนหน้า
* **EBITDA รวม Q3/66 อยู่ที่ 18,973 ล้านบาท:** เพิ่มขึ้น 14,355 ล้านบาท จากไตรมาสก่อนหน้า
* **9M/66 กำไรสุทธิ 16,499 ล้านบาท:** ลดลงจาก 9M/65 ที่มีกำไรพิเศษจากการขายหุ้น GPSC
## ภาพรวมผลประกอบการ
ในไตรมาส 3 ปี 2566 กลุ่มไทยออยล์มีรายได้จากการขายรวม 119,656 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11,189 ล้านบาท หรือ 10% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า โดยมีปัจจัยหลักจากการปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาขายผลิตภัณฑ์ตามอุปทานที่ตึงตัวของหลายผลิตภัณฑ์ ประกอบกับมีกำไรขั้นต้นจากการผลิตของกลุ่ม (ไม่รวมผลกระทบจากสต็อกน้ำมัน) อยู่ที่ 13.6 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 7.5 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล จากไตรมาสก่อนหน้า โดยมีสาเหตุหลักจากส่วนต่างราคาน้ำมันอากาศยาน/น้ำมันก๊าด และส่วนต่างราคาน้ำมันดีเซลกับราคาน้ำมันดิบดูไบที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น
เมื่อเทียบกับไตรมาส 3 ปี 2565 รายได้จากการขายลดลง 4,518 ล้านบาท เนื่องจากราคาจำหน่ายผลิตภัณฑ์ลดลงตามราคาน้ำมันดิบ อย่างไรก็ตาม กำไรขั้นต้นจากการผลิตของกลุ่ม (ไม่รวมผลกระทบจากสต็อกน้ำมัน) เพิ่มขึ้น 4.8 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล จากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะส่วนต่างราคาน้ำมันเบนซินกับราคาน้ำมันดิบดูไบที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น
สำหรับงวด 9 เดือนแรกของปี 2566 กลุ่มไทยออยล์มีรายได้จากการขายรวม 344,066 ล้านบาท ลดลง 38,505 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า สาเหตุหลักจากราคาขายผลิตภัณฑ์ที่ปรับลดลงตามราคาน้ำมันดิบ และส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ที่ลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
## โอกาส
* **แนวโน้มราคาน้ำมันดิบอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง:** จากการปรับลดกำลังการผลิตของกลุ่ม OPEC+ และการขยายมาตรการลดกำลังการผลิตของซาอุดิอาระเบียและรัสเซีย จะช่วยหนุนส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม
* **ความต้องการใช้น้ำมันในฤดูหนาวและภาคการท่องเที่ยว:** คาดว่าจะส่งผลดีต่อตลาดน้ำมันอากาศยาน และอุปสงค์น้ำมันสำเร็จรูปที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น
* **ค่าการกลั่นได้รับแรงหนุนจากสต็อกน้ำมันสำเร็จรูปที่ต่ำ:** แม้จะมีปัจจัยกดดันจากการส่งออกของจีน แต่โดยรวมยังคงเป็นปัจจัยบวก
* **ตลาดสารพาราไซลีนคาดการณ์ดีขึ้น:** จากความต้องการเสื้อผ้าและสิ่งทอสำหรับฤดูหนาว และความต้องการใช้บรรจุภัณฑ์เครื่องดื่มที่สูงขึ้นในช่วงเทศกาล
* **ตลาดสาร LAB คาดการณ์ปรับตัวดีขึ้น:** จากอุปสงค์ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นหลังสิ้นสุดฤดูมรสุม และการปิดซ่อมบำรุงโรงผลิตสาร LAB ในภูมิภาค
* **โครงการ Clean Fuel Project (CFP):** ความคืบหน้าโครงการกว่า 93.7% และคาดว่าจะเริ่มทยอยดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ในปี 2567 จะช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันและประสิทธิภาพการผลิต
## ความเสี่ยง
* **ความผันผวนของราคาน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม:** แม้แนวโน้มราคาน้ำมันดิบจะสูง แต่ความต้องการใช้น้ำมันที่อาจชะลอตัวจากเศรษฐกิจโลกที่อ่อนแอ อาจกดดันค่าการกลั่น
* **การส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปของจีน:** อาจส่งผลกดดันค่าการกลั่นให้ปรับเพิ่มขึ้นในระดับจำกัด
* **การเติบโตของเศรษฐกิจจีนที่ยังเปราะบาง:** ส่งผลกระทบต่ออุปสงค์ผลิตภัณฑ์อะโรเมติกส์และน้ำมันหล่อลื่น
* **อุปทานผลิตภัณฑ์โอเลฟินส์ที่เพิ่มขึ้น:** จากประเทศฟิลิปปินส์ และความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์ปลายทางที่ลดลงในช่วงฤดูฝน กดดันส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์โอเลฟินส์
* **ต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น:** ส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจเอทานอล
* **ความล่าช้าของโครงการ CFP:** แม้จะมีความคืบหน้า แต่การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในอดีตส่งผลให้โครงการล่าช้ากว่าแผน และอาจมีงบประมาณเพิ่มขึ้น
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **แนวโน้มส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม:** โดยเฉพาะน้ำมันอากาศยาน/น้ำมันก๊าด และน้ำมันดีเซล
* **ผลกระทบจากอุปทานน้ำมันดิบที่ตึงตัว:** ต่อราคาขายผลิตภัณฑ์และการบริหารจัดการสต็อก
* **การฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน:** ต่ออุปสงค์ผลิตภัณฑ์อะโรเมติกส์และน้ำมันหล่อลื่น
* **ความคืบหน้าโครงการ CFP:** โดยเฉพาะการเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ในปี 2567 และผลกระทบต่องบประมาณโครงการ
* **การเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม:** ที่อาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตและการดำเนินงาน
* **การบริหารจัดการความเสี่ยงจากเครื่องมือทางการเงิน:** เพื่อรองรับความผันผวนของราคา
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: ทรัพยากร / พลังงาน)
**ธุรกิจโรงกลั่นน้ำมัน:** เป็นหัวใจหลักของผลประกอบการในไตรมาสนี้ โดยมีกำไรขั้นต้นจากการกลั่น (ไม่รวมสต็อก) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมที่สูงขึ้น เช่น น้ำมันอากาศยาน/น้ำมันก๊าด และน้ำมันดีเซล ขณะที่กำไรจากสต็อกน้ำมันพลิกกลับมาเป็นบวก จากราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม อัตราการใช้กำลังการกลั่นลดลงเล็กน้อยจากเหตุการณ์น้ำมันดิบรั่วไหล
**ธุรกิจสารอะโรเมติกส์:** TPX มีผลการดำเนินงานขาดทุนสุทธิในไตรมาสนี้ แม้จะมี Product-to-feed Margin เพิ่มขึ้นจากปีก่อน แต่ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์อะโรเมติกส์กับน้ำมันเบนซิน 95 ปรับตัวลดลง โดยเฉพาะสารเบนซีน ซึ่งได้รับแรงกดดันจากอุปสงค์ที่ถูกจำกัด และการเติบโตของเศรษฐกิจจีนที่ไม่เป็นไปตามคาด
**ธุรกิจผลิตสารตั้งต้นสำหรับผลิตภัณฑ์สารทำความสะอาด (LAB):** LABIX มีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากไตรมาสก่อนหน้า แม้ราคาสาร LAB จะปรับตัวลดลง แต่ได้แรงหนุนจากอัตรากำไรขั้นต้นที่ปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อย และการปิดซ่อมบำรุงโรงผลิตในภูมิภาค
**ธุรกิจผลิตน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐาน:** TLB มีรายได้และกำไรสุทธิลดลงจากไตรมาสก่อนและปีก่อนหน้า เนื่องจากอัตราการผลิตลดลง ประกอบกับส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ (Spread) ปรับตัวลดลง จากแรงกดดันของกิจกรรมทางเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัว และอุปทานที่ปรับสูงขึ้น
**ธุรกิจผลิตไฟฟ้า:** TOP SPP มีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า แม้รายได้จากการขายลดลงตามราคาก๊าซธรรมชาติ แต่มีค่าใช้จ่ายในการรีไฟแนนซ์เงินกู้ยืมลดลง และได้รับเงินปันผลจาก GPSC
**ธุรกิจสารทำละลายและเคมีภัณฑ์:** มีรายได้และกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า จากอัตราการผลิตและปริมาณจำหน่ายที่เพิ่มขึ้นตามอุปสงค์ในตลาด
**ธุรกิจผลิตสารโอเลฟินส์:** TII ยังคงรับรู้ส่วนแบ่งขาดทุน จากราคาผลิตภัณฑ์โอเลฟินส์ที่ปรับลดลง และอุปทานที่เพิ่มขึ้นในตลาด แม้ผลการดำเนินงานจะดีขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน จากต้นทุนการผลิตที่ลดลง และการฟื้นตัวของอุปสงค์ในจีน
**ธุรกิจเอทานอล:** TET มีรายได้จากการขายเพิ่มขึ้นจากปริมาณและราคาขายเอทานอลของทรัพย์ทิพย์ที่เพิ่มขึ้น แต่กำไรสุทธิลดลง เนื่องจากไม่ได้รับรู้เงินปันผลรับจาก UBE ในไตรมาสนี้
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ วันที่ 30 กันยายน 2566 กลุ่มไทยออยล์มีสินทรัพย์รวม 422,207 ล้านบาท ลดลง 5% จากสิ้นปี 2565 โดยหลักจากเงินสดและเงินลงทุนระยะสั้นลดลงจากการจ่ายปันผลและลงทุนในโครงการต่างๆ ขณะที่หนี้สินรวมลดลง 9% จากเจ้าหนี้การค้าและเงินกู้ยืมระยะยาวที่ลดลง ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้น 3% จากผลกำไรสุทธิหักล้างกับเงินปันผลจ่าย
กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน 9 เดือนแรกของปี 2566 อยู่ที่ 19,985 ล้านบาท แต่มีกระแสเงินสดใช้ไปในกิจกรรมลงทุน 15,467 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในโครงการ CFP และใช้ไปในกิจกรรมจัดหาเงิน 19,698 ล้านบาท จากการจ่ายคืนเงินกู้ยืมและหุ้นกู้ ทำให้เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดลดลงสุทธิ 15,180 ล้านบาท
อัตราส่วนหนี้สินรวมต่อส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 1.6 เท่า ซึ่งทรงตัวจากไตรมาสก่อนหน้า และอัตราส่วนความสามารถในการชำระดอกเบี้ย (EBITDA/ต้นทุนทางการเงิน) อยู่ที่ 18.4 เท่า เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากไตรมาสก่อน
## สรุปท้าย
ผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2566 ของ TOP สะท้อนการฟื้นตัวที่แข็งแกร่งของธุรกิจโรงกลั่นน้ำมัน ซึ่งเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลักของกำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด จากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมที่สูงขึ้นและการบริหารจัดการสต็อกน้ำมันที่มีประสิทธิภาพ แม้ภาพรวม 9 เดือนแรกของปีจะลดลงจากปีก่อนหน้าเนื่องจากปัจจัยพิเศษ แต่แนวโน้มธุรกิจในระยะสั้นถึงกลางยังคงได้รับปัจจัยหนุนจากราคาน้ำมันดิบที่คาดว่าจะทรงตัวในระดับสูง และการเดินหน้าของโครงการ CFP ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรจับตาความผันผวนของราคาพลังงาน และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่ออุปสงค์และส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ในอนาคต
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ TOP ไตรมาส 3/2566
รายได้รวม
109,356.75
ล้านบาท
↓ 2.8% YoY
กำไรขั้นต้น
6,207.59
ล้านบาท
↓ 153.2% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
5.68
%
กำไรสุทธิ
2,458.08
ล้านบาท
↓ 11.2% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
2.25
%
D/E Ratio
1.21
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
109,357
↓ -2.8%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
6,208
↓ -153.2%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
2,458
↓ -11.2%
YoY
D/E Ratio
1.21
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — TOP
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
1.21
ROE (%)
8.70
ROA (%)
4.85
Book Value/หุ้น
87.05
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — TOP
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
+8,990
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
-17,958
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — TOP
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
8,990.33
-154.74%
|
-16,423.33
-36.47%
|
-25,850.74
+184.66%
|
-9,081.41
-208.58%
|
8,363.47
+243.50%
|
2,434.75
-81.40%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
-17,957.59
-440.38%
|
5,275.79
-35.01%
|
8,117.36
-439.88%
|
-2,388.33
-127.93%
|
8,550.78
-118.01%
|
-47,490.25
-303.44%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
42,420.06
+240.27%
|
12,466.45
-52.13%
|
26,040.70
+32.91%
|
19,593.22
-49.14%
|
38,525.76
+87.24%
|
20,575.47
+153.10%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
33,452.81
+2,436.42%
|
1,318.90
-84.12%
|
8,307.32
+2.26%
|
8,123.48
-85.40%
|
55,650.76
-327.33%
|
-24,480.03
-154.94%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
29,042.41
+2.15%
|
28,431.62
-34.75%
|
43,576.14
+46.74%
|
29,695.94
-44.23%
|
53,243.90
-28.87%
|
74,854.23
+121.85%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
62,568.20
+115.44%
|
29,042.41
+2.15%
|
28,431.62
-34.75%
|
43,576.14
+46.74%
|
29,695.94
-44.23%
|
53,243.90
-28.87%
|