บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน)
SET · พลังงานและสาธารณูปโภค
65.50
+1.25 (+1.95%)
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=33190 out_tok=3266 at=2026-07-26T10:09:31 -->
# TOP กำไรสุทธิ Q3/65 พลิกขาดทุน 12 ล้านบาท รับผลกระทบสต็อกน้ำมัน-ส่วนต่างปิโตรเคมีหดตัว
## รายได้รวมหดตัว 19% YoY แต่กำไรขั้นต้นจากการผลิตดีขึ้นเล็กน้อย ฝ่ายจัดการชี้ปัจจัยกดดันจากราคาพลังงานผันผวนและเศรษฐกิจชะลอตัว
บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2565 พลิกกลับมาขาดทุนสุทธิ 12 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไร 2,063 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหลักมาจากผลกระทบจากสต็อกน้ำมันที่ขาดทุนจำนวนมาก และส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีที่ปรับลดลง แม้ว่ารายได้จากการขายจะเติบโต 52% YoY แต่กำไรขั้นต้นจากการผลิตโดยรวมยังคงเผชิญแรงกดดันจากราคาพลังงานที่ผันผวนและภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
**หัวใจหลักของผลประกอบการในไตรมาส 3 ปี 2565 คือ การขาดทุนจากสต็อกน้ำมันจำนวนมหาศาล ประกอบกับการหดตัวของส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีที่สำคัญ**
**ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น:**
ในไตรมาส 3 ปี 2565 ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า จากระดับ 108.1 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลใน Q2/65 เหลือ 96.9 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลใน Q3/65 ซึ่งส่งผลให้กลุ่มไทยออยล์บันทึก **ขาดทุนจากสต็อกน้ำมันถึง 9,238 ล้านบาท** เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่บันทึกกำไรจากสต็อกน้ำมัน 3,915 ล้านบาท ปัจจัยนี้เป็นแรงกดดันหลักที่ทำให้กำไรขั้นต้นจากการผลิตรวม (รวมผลกระทบจากสต็อกน้ำมัน) พลิกจากกำไร 33.4 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลใน Q2/65 เป็นขาดทุน 0.7 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลใน Q3/65
นอกจากนี้ ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีหลายรายการก็ปรับตัวลดลงเช่นกัน โดยเฉพาะส่วนต่างราคาพาราไซลีน (PX) กับน้ำมันเบนซิน 95 ที่ลดลงอย่างมากจาก 44 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตันใน Q2/65 เหลือเพียง 152 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตันใน Q3/65 ซึ่งส่งผลกระทบต่อผลประกอบการของธุรกิจผลิตสารอะโรเมติกส์ (TPX) ที่ขาดทุนสุทธิเพิ่มขึ้นจาก 487 ล้านบาทใน Q2/65 เป็น 584 ล้านบาทใน Q3/65
**จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่:**
**ลักษณะครั้งคราว** โดยมีแนวโน้มดีขึ้นในไตรมาสถัดไป
ฝ่ายจัดการระบุว่าราคาน้ำมันดิบใน Q4/65 มีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่องจาก Q3/65 เนื่องจากความต้องการใช้น้ำมันมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วงหน้าหนาว ประกอบกับกลุ่ม OPEC+ ปรับลดกำลังการผลิต ซึ่งปัจจัยเหล่านี้จะช่วยลดแรงกดดันจากการขาดทุนสต็อกน้ำมันลงได้ อย่างไรก็ตาม ตลาดสารอะโรเมติกส์ยังคงเผชิญแรงกดดันจากกำลังการผลิตใหม่ในจีน แต่คาดว่าส่วนต่างราคาจะดีขึ้นจากความต้องการใช้ที่เพิ่มขึ้นในช่วงฤดูหนาวและเทศกาล
## Highlight สำคัญ
* **ขาดทุนสุทธิ 12 ล้านบาทใน Q3/65:** พลิกจากกำไร 2,063 ล้านบาทใน Q3/64 เนื่องจากผลกระทบขาดทุนสต็อกน้ำมันและส่วนต่างปิโตรเคมีที่ลดลง
* **รายได้จากการขาย 124,174 ล้านบาท:** เพิ่มขึ้น 52% YoY แต่ลดลง 13% QoQ จากราคาขายเฉลี่ยที่ปรับลดลง
* **กำไรขั้นต้นจากการผลิต (ไม่รวมสต็อก) 8.8 USD/bbl:** ลดลงจาก 25.6 USD/bbl ใน Q2/65 แต่เพิ่มขึ้นจาก 5.5 USD/bbl ใน Q3/64
* **ขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน 9,238 ล้านบาท:** เทียบกับกำไร 7,557 ล้านบาทใน Q2/65 และกำไร 3,915 ล้านบาทใน Q3/64
* **EBITDA รวม 568 ล้านบาท:** ลดลงอย่างมีนัยสำคัญจาก 22,322 ล้านบาทใน Q2/65 และ 6,784 ล้านบาทใน Q3/64
## ภาพรวมผลประกอบการ
ในไตรมาส 3 ปี 2565 กลุ่มไทยออยล์มีรายได้จากการขายรวม 124,174 ล้านบาท ลดลง 19,718 ล้านบาท (13%) เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (Q2/65) ซึ่งเป็นผลมาจากราคาขายเฉลี่ยที่ปรับลดลงตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวและอุปสงค์ที่ลดลง อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (Q3/64) รายได้จากการขายเพิ่มขึ้น 44,214 ล้านบาท (52%) จากราคาขายเฉลี่ยที่ปรับเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้น
กำไรขั้นต้นจากการผลิตของกลุ่ม (Gross Integrated Margin) ไม่รวมผลกระทบจากสต็อกน้ำมัน อยู่ที่ 8.8 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ลดลงอย่างมากจาก 25.6 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลใน Q2/65 เนื่องจากส่วนต่างราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่ปรับตัวลดลง และส่วนต่างราคาต้นทุนน้ำมันดิบที่สูงขึ้น แต่ยังคงดีกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 5.5 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล
ผลกระทบที่สำคัญคือการขาดทุนจากสต็อกน้ำมันจำนวน 9,238 ล้านบาทใน Q3/65 เทียบกับกำไรจากสต็อกน้ำมัน 7,557 ล้านบาทใน Q2/65 และกำไร 3,915 ล้านบาทใน Q3/64 ทำให้ EBITDA รวมของกลุ่มลดลงอย่างมากจาก 22,322 ล้านบาทใน Q2/65 เหลือเพียง 568 ล้านบาทใน Q3/65
เมื่อรวมรายการอื่นๆ เช่น กำไรจากการวัดมูลค่ายุติธรรมเครื่องมือทางการเงิน 5,090 ล้านบาท และขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนสุทธิ 1,710 ล้านบาท ทำให้กลุ่มไทยออยล์มีผลขาดทุนสุทธิ 12 ล้านบาทใน Q3/65 เทียบกับกำไรสุทธิ 2,063 ล้านบาทใน Q3/64
สำหรับงวด 9 เดือนแรกของปี 2565 กลุ่มไทยออยล์มีกำไรสุทธิ 32,521 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 7,545 ล้านบาทในงวดเดียวกันของปีก่อน โดยได้รับปัจจัยหนุนจากราคาขายผลิตภัณฑ์ที่ปรับเพิ่มขึ้น และกำไรพิเศษจากการขายเงินลงทุนใน GPSC
## โอกาส
* **การฟื้นตัวของอุปสงค์พลังงาน:** ความต้องการใช้น้ำมันมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วงฤดูหนาว และการหันมาใช้น้ำมันแทนก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้า
* **การผ่อนคลายมาตรการเดินทาง:** หลายประเทศทั่วโลกเริ่มเปิดประเทศและผ่อนคลายมาตรการจำกัดการเดินทาง ส่งผลดีต่อความต้องการใช้น้ำมันเพื่อการเดินทาง
* **การปรับปรุงประสิทธิภาพโครงการ CFP:** โครงการ Clean Fuel Project (CFP) มีความคืบหน้ากว่า 87.5% และคาดว่าจะเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ในปี 2567 ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันและลดต้นทุนในระยะยาว
* **การบริหารจัดการต้นทุน:** การปรับแผนการผลิตและการบริหารจัดการต้นทุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อรับมือกับความผันผวนของราคาพลังงานและสภาวะตลาด
## ความเสี่ยง
* **ความผันผวนของราคาน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม:** ความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอยจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางทั่วโลก อาจส่งผลกดดันต่อราคาน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์
* **อุปทานผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีที่เพิ่มขึ้น:** การเปิดดำเนินการโรงผลิตใหม่ในจีนและภูมิภาคอื่นๆ อาจส่งผลให้เกิดภาวะอุปทานล้นตลาดและกดดันส่วนต่างราคา
* **ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์:** สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน รวมถึงมาตรการล็อกดาวน์ในจีน ยังคงเป็นปัจจัยกดดันต่ออุปสงค์และเสถียรภาพของตลาดพลังงาน
* **การเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม:** การเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้นอาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนการดำเนินงานและการลงทุนในอนาคต
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **แนวโน้มราคาน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี:** ติดตามการเปลี่ยนแปลงของราคาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะผลกระทบจากนโยบายการเงินของธนาคารกลางทั่วโลก และสถานการณ์อุปทานจาก OPEC+
* **ความคืบหน้าโครงการ CFP:** การบริหารจัดการโครงการให้เป็นไปตามแผนและงบประมาณที่ปรับปรุงใหม่ รวมถึงการทยอยเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ในปี 2567
* **ผลกระทบจากกำลังการผลิตใหม่ในตลาดอะโรเมติกส์และโอเลฟินส์:** ประเมินผลกระทบต่อส่วนต่างราคาและอัตรากำไรของธุรกิจที่เกี่ยวข้อง
* **การบริหารจัดการสต็อกน้ำมัน:** กลยุทธ์การบริหารจัดการสต็อกเพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนของราคาน้ำมัน
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: ทรัพยากร / พลังงาน)
**ธุรกิจโรงกลั่นน้ำมัน:** ใน Q3/65 โรงกลั่นไทยออยล์มีอัตราการใช้กำลังการกลั่น 104% ลดลงจาก Q2/65 เนื่องจากมีการปิดซ่อมบำรุงตามแผน ส่งผลให้ปริมาณวัตถุดิบที่ป้อนเข้าสู่กระบวนการผลิตลดลง กำไรขั้นต้นจากการกลั่น (ไม่รวมสต็อก) อยู่ที่ 6.7 USD/bbl ลดลงอย่างมากจาก 25.1 USD/bbl ใน Q2/65 และขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน 9.6 USD/bbl ทำให้โรงกลั่นมีผลขาดทุนสุทธิ 1,261 ล้านบาท เทียบกับกำไร 25,543 ล้านบาทใน Q2/65
**ธุรกิจผลิตสารอะโรเมติกส์:** TPX มีอัตราการผลิตสารอะโรเมติกส์ 70% ลดลงจาก Q2/65 โดยมี Product-to-feed Margin เพิ่มขึ้น 34 USD/ton จากส่วนต่างราคาที่ปรับตัวดีขึ้น แต่ยังคงมีผลขาดทุนสุทธิ 584 ล้านบาท เทียบกับขาดทุน 487 ล้านบาทใน Q2/65
**ธุรกิจผลิตน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐาน:** TLB มีอัตราการผลิต Base oil 86% และมี Product-to-feed Margin ที่ 209 USD/ton เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 133 USD/ton ใน Q2/65 ซึ่งเป็นผลจากส่วนต่างราคายางมะตอยกับน้ำมันเตาที่ปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ TLB มีกำไรสุทธิ 1,302 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 753 ล้านบาทจาก Q2/65
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี 2565 กลุ่มไทยออยล์มีสินทรัพย์รวม 440,553 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22% จากสิ้นปี 2564 โดยมีสินทรัพย์หมุนเวียนอื่นเพิ่มขึ้น 72% จากลูกหนี้การค้าและสินค้าคงเหลือที่เพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมัน และสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนเพิ่มขึ้น 12% จากการลงทุนในโครงการต่างๆ เช่น โครงการ CFP
หนี้สินรวมอยู่ที่ 282,837 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18% จากสิ้นปี 2564 โดยมีหนี้สินหมุนเวียนเพิ่มขึ้น 126% จากเจ้าหนี้การค้าที่เพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันดิบและ Extended Trade Credit
ส่วนของผู้ถือหุ้นรวมอยู่ที่ 157,715 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28% จากสิ้นปี 2564 จากผลกำไรสุทธิและผลกำไรพิเศษจากการขายหุ้น GPSC รวมถึงการเพิ่มทุน
กลุ่มไทยออยล์มีกระแสเงินสดสุทธิใช้ไปในกิจกรรมดำเนินงาน 22,778 ล้านบาท แต่มีกระแสเงินสดใช้ไปในกิจกรรมลงทุน 7,213 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์สำหรับโครงการ CFP และ TOP SPP รวมถึงการขายหุ้น GPSC ทำให้เงินสดสุทธิลดลง 7,824 ล้านบาท
## สรุปท้าย
ผลประกอบการของ TOP ในไตรมาส 3 ปี 2565 ได้รับแรงกดดันอย่างหนักจากการขาดทุนสต็อกน้ำมันจำนวนมาก และส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีที่ลดลง แม้ว่ารายได้จากการขายจะเติบโต YoY แต่ก็ไม่สามารถชดเชยผลกระทบดังกล่าวได้ ทำให้บริษัทพลิกกลับมาขาดทุนสุทธิ อย่างไรก็ตาม แนวโน้มในไตรมาส 4 คาดว่าจะดีขึ้นจากการฟื้นตัวของราคาน้ำมันดิบและอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับการบริหารจัดการต้นทุนและโครงการลงทุนระยะยาวอย่าง CFP ที่จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งในอนาคต นักลงทุนควรจับตาแนวโน้มราคาสินค้าโภคภัณฑ์และผลกระทบจากกำลังการผลิตใหม่ในตลาดปิโตรเคมีอย่างใกล้ชิด
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ TOP ไตรมาส 3/2565
รายได้รวม
109,356.75
ล้านบาท
↓ 2.8% YoY
กำไรขั้นต้น
6,207.59
ล้านบาท
↓ 153.2% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
5.68
%
กำไรสุทธิ
2,458.08
ล้านบาท
↓ 11.2% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
2.25
%
D/E Ratio
1.21
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
109,357
↓ -2.8%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
6,208
↓ -153.2%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
2,458
↓ -11.2%
YoY
D/E Ratio
1.21
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — TOP
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
1.21
ROE (%)
8.70
ROA (%)
4.85
Book Value/หุ้น
87.05
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — TOP
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
+8,990
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
-17,958
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — TOP
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
8,990.33
-154.74%
|
-16,423.33
-36.47%
|
-25,850.74
+184.66%
|
-9,081.41
-208.58%
|
8,363.47
+243.50%
|
2,434.75
-81.40%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
-17,957.59
-440.38%
|
5,275.79
-35.01%
|
8,117.36
-439.88%
|
-2,388.33
-127.93%
|
8,550.78
-118.01%
|
-47,490.25
-303.44%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
42,420.06
+240.27%
|
12,466.45
-52.13%
|
26,040.70
+32.91%
|
19,593.22
-49.14%
|
38,525.76
+87.24%
|
20,575.47
+153.10%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
33,452.81
+2,436.42%
|
1,318.90
-84.12%
|
8,307.32
+2.26%
|
8,123.48
-85.40%
|
55,650.76
-327.33%
|
-24,480.03
-154.94%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
29,042.41
+2.15%
|
28,431.62
-34.75%
|
43,576.14
+46.74%
|
29,695.94
-44.23%
|
53,243.90
-28.87%
|
74,854.23
+121.85%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
62,568.20
+115.44%
|
29,042.41
+2.15%
|
28,431.62
-34.75%
|
43,576.14
+46.74%
|
29,695.94
-44.23%
|
53,243.90
-28.87%
|