บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน)
SET · พลังงานและสาธารณูปโภค
65.50
+1.25 (+1.95%)
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=48272 out_tok=3738 at=2026-07-26T09:39:31 -->
# TOP กำไรสุทธิ Q2/66 พลิกบวก 1,117 ล้านบาท รับผลบวกจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ แต่กำไรลดลง QoQ
## รายได้-กำไร Q2/66 ปรับตัวตามราคาพลังงานโลก ขณะที่ฝ่ายจัดการเน้นปัจจัยกดดันจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ที่ลดลง และขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน
บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 พลิกกลับมามีกำไรสุทธิ 1,117 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ขาดทุนสุทธิ 24,210 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหลักมาจากการบันทึกกำไรจากการขายเงินลงทุนในบริษัทร่วม อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า กำไรสุทธิปรับลดลง 3,437 ล้านบาท โดยฝ่ายจัดการระบุว่าได้รับผลกระทบจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ที่ลดลง และขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
**หัวใจกำไรในไตรมาส 2/2566 ของ TOP คือ การพลิกกลับมามีกำไรสุทธิจากการบันทึกกำไรจากการขายเงินลงทุนในบริษัทร่วม แต่หากพิจารณาผลการดำเนินงานจากการดำเนินธุรกิจหลัก พบว่ากำไรขั้นต้นจากการผลิตของกลุ่ม (Gross Integrated Margin) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า**
**1) หัวใจคืออะไร**
หัวใจหลักที่ทำให้ TOP พลิกกลับมามีกำไรสุทธิในไตรมาส 2/2566 คือ **กำไรจากการขายเงินลงทุนในบริษัทร่วม** ซึ่งมีมูลค่า 17,334 ล้านบาท (ก่อนภาษี) หรือ 12,880 ล้านบาท (หลังภาษี) ใน Q2/65 อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาผลการดำเนินงานจากการดำเนินธุรกิจหลัก พบว่า **กำไรขั้นต้นจากการผลิตของกลุ่ม (Gross Integrated Margin) ไม่รวมผลกระทบจากสต็อกน้ำมัน ปรับตัวลดลงอย่างมากถึง 19.5 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล เมื่อเทียบกับ Q2/65** โดยใน Q2/66 อยู่ที่ 4.2 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล (รวมผลกระทบจากสต็อกน้ำมัน) ลดลงจาก 9.0 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลใน Q1/66
**2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น**
* **กำไรจากการขายเงินลงทุน:** การบันทึกกำไรจากการขายเงินลงทุนในบริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC ใน Q2/65 เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้บริษัทฯ มีกำไรสุทธิสูงในปีก่อนหน้า
* **กำไรขั้นต้นจากการผลิตลดลง:** สาเหตุหลักมาจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ที่ลดลงอย่างมาก โดยเฉพาะส่วนต่างราคาน้ำมันอากาศยาน/น้ำมันก๊าด และน้ำมันดีเซลหลังอุปทานน้ำมันรัสเซียยังคงซื้อขายในตลาดได้อย่างต่อเนื่อง ประกอบกับธุรกิจผลิตสารตั้งต้นสำหรับผลิตภัณฑ์สารทำความสะอาดมีอัตรากำไรขั้นต้นที่ลดลงจากอุปสงค์ภายในประเทศที่ลดลง
* **ขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน:** ราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลดลงส่งผลให้มีขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน 1,929 ล้านบาทใน Q2/66 เทียบกับกำไรจากสต็อกน้ำมัน 7,557 ล้านบาทใน Q2/65
**3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่**
**ลักษณะครั้งคราว**
ผลกำไรจากการขายเงินลงทุนในบริษัทร่วมเป็นรายการพิเศษครั้งเดียว (Non-recurring item) ซึ่งจะไม่เกิดขึ้นต่อเนื่องในไตรมาสถัดไป ส่วนผลการดำเนินงานจากการกลั่นน้ำมันและธุรกิจปิโตรเคมีนั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยด้านราคา commodity และส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ ซึ่งมีความผันผวนสูงตามสภาวะตลาดโลก โดยแนวโน้มในไตรมาส 3 และ 4 ปี 2566 ฝ่ายจัดการคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นจากอุปทานที่ตึงตัว แต่ความต้องการใช้น้ำมันอาจถูกกดดันจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ส่วนค่าการกลั่นมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นตามฤดูกาล แต่ถูกกดดันจากอุปทานที่เพิ่มขึ้น
## Highlight สำคัญ
* **กำไรสุทธิ Q2/66 พลิกบวก 1,117 ล้านบาท** เทียบกับขาดทุนสุทธิ 24,210 ล้านบาทใน Q2/65 โดยมีปัจจัยหลักจากการบันทึกกำไรจากการขายเงินลงทุนในบริษัทร่วม
* **กำไรสุทธิลดลง 3,437 ล้านบาท QoQ** จาก 4,554 ล้านบาทใน Q1/66 เนื่องจากกำไรขั้นต้นจากการผลิตของกลุ่มลดลง และขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน
* **รายได้จากการขาย Q2/66 อยู่ที่ 108,467 ล้านบาท** ลดลง 7,476 ล้านบาท QoQ และลดลง 35,425 ล้านบาท YoY โดยมีสาเหตุหลักจากราคาขายเฉลี่ยที่ปรับลดลง
* **กำไรขั้นต้นจากการผลิตของกลุ่ม (Gross Integrated Margin) ไม่รวมผลกระทบจากสต็อกน้ำมัน ลดลง 5.5 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล QoQ** อยู่ที่ 4.5 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล เนื่องจากส่วนต่างราคาน้ำมันอากาศยาน/น้ำมันก๊าด และน้ำมันดีเซลกับราคาน้ำมันดิบดูไบปรับลดลง
* **ขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน 1,929 ล้านบาทใน Q2/66** ลดลง 1,410 ล้านบาท QoQ แต่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับ Q2/65 ที่มีกำไรจากสต็อกน้ำมัน 7,557 ล้านบาท
* **EBITDA Q2/66 อยู่ที่ 4,618 ล้านบาท** ลดลง 3,564 ล้านบาท QoQ และลดลง 17,704 ล้านบาท YoY
## ภาพรวมผลประกอบการ
ในไตรมาส 2 ปี 2566 บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP มีรายได้จากการขายรวม 108,467 ล้านบาท ลดลง 7.48% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (Q1/66) และลดลง 24.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (Q2/65) โดยสาเหตุหลักมาจากราคาขายเฉลี่ยผลิตภัณฑ์ที่ปรับลดลงตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก
สำหรับกำไรสุทธิในไตรมาส 2/2566 อยู่ที่ 1,117 ล้านบาท หรือ 0.50 บาทต่อหุ้น ซึ่งพลิกกลับมามีกำไรจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ขาดทุนสุทธิ 24,210 ล้านบาท แต่หากเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า กำไรสุทธิลดลง 3,437 ล้านบาท โดยมีปัจจัยกดดันหลักจากกำไรขั้นต้นจากการผลิตของกลุ่มที่ลดลง และการขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน
เมื่อพิจารณาผลการดำเนินงาน 6 เดือนแรกของปี 2566 บริษัทฯ มีรายได้จากการขายรวม 224,410 ล้านบาท ลดลง 13.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 5,671 ล้านบาท ลดลง 77.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งได้รับผลกระทบอย่างมากจากการบันทึกกำไรจากการขายเงินลงทุนใน GPSC ในช่วง 6 เดือนแรกของปีก่อน
## โอกาส
* **แนวโน้มค่าการกลั่นปรับตัวดีขึ้น:** ฝ่ายจัดการคาดการณ์ว่าค่าการกลั่นในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2566 มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น เนื่องจากความต้องการใช้น้ำมันมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามฤดูกาลในช่วงเทศกาลขับขี่และฤดูหนาว รวมถึงปริมาณน้ำมันสำเร็จรูปคงคลังที่ยังอยู่ในระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี
* **การเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ของโครงการ TOP SPP Expansion:** โครงการนี้เริ่มรับรู้รายได้ตั้งแต่ 1 เมษายน 2566 ส่งผลให้รายได้และ EBITDA ของธุรกิจผลิตไฟฟ้าปรับตัวเพิ่มขึ้น
* **การฟื้นตัวของตลาดอะโรเมติกส์บางส่วน:** แม้ตลาดโดยรวมยังมีความผันผวน แต่ส่วนต่างราคาพาราไซลีนกับน้ำมันเบนซิน 95 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากอุปสงค์ที่สนับสนุนในช่วงปลายฤดูร้อนในเอเชีย และอุปทานที่ลดลงจากการปิดซ่อมบำรุง
## ความเสี่ยง
* **ความผันผวนของราคาน้ำมันดิบและส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์:** เป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบต่อผลประกอบการของธุรกิจโรงกลั่นและปิโตรเคมี โดยเฉพาะความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนที่ยังไม่แน่นอน
* **ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ที่ลดลง:** โดยเฉพาะส่วนต่างราคาน้ำมันอากาศยาน/น้ำมันก๊าด และน้ำมันดีเซลกับราคาน้ำมันดิบดูไบ รวมถึงส่วนต่างราคาสารเบนซีนกับน้ำมันเบนซิน 95 ที่ปรับลดลง กดดันต่อกำไรขั้นต้น
* **การขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน:** ราคาน้ำมันดิบที่ผันผวนอาจส่งผลให้เกิดการขาดทุนจากสต็อกน้ำมันได้
* **ความล่าช้าและต้นทุนที่เพิ่มขึ้นของโครงการ CFP:** การแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงาน ทำให้โครงการมีความล่าช้ากว่าแผน และคาดว่าจะมีผลทำให้งบประมาณรวมของโครงการเพิ่มขึ้น
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **แนวโน้มราคา Crude Oil และ Gross Integrated Margin:** ติดตามทิศทางราคาพลังงานและส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลักของผลประกอบการ
* **ความคืบหน้าโครงการ Clean Fuel Project (CFP):** จับตาการปรับเปลี่ยนแผนงานและมาตรการเร่งรัดต่างๆ รวมถึงผลกระทบต่องบประมาณและกำหนดการเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ในปี 2567
* **ผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลก:** ประเมินผลกระทบต่อความต้องการใช้น้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี
* **การบริหารจัดการสต็อกน้ำมัน:** ติดตามการบริหารจัดการสต็อกเพื่อลดความเสี่ยงจากการขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน
* **ผลการดำเนินงานของธุรกิจผลิตไฟฟ้า:** การรับรู้รายได้เต็มที่จากโครงการ TOP SPP Expansion จะเป็นปัจจัยหนุนผลประกอบการ
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: ทรัพยากร / พลังงาน)
**ธุรกิจการกลั่นน้ำมัน:** ในไตรมาส 2/2566 โรงกลั่นไทยออยล์มีอัตราการใช้กำลังการกลั่น 113% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากไตรมาสก่อนหน้า แต่กำไรขั้นต้นจากการกลั่น (ไม่รวมผลกระทบจากสต็อกน้ำมัน) ลดลง 5.5 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล QoQ อยู่ที่ 4.5 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล สาเหตุหลักจากส่วนต่างราคาน้ำมันอากาศยาน/น้ำมันก๊าด และน้ำมันดีเซลกับราคาน้ำมันดิบดูไบที่ปรับลดลง ประกอบกับการขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน 1,929 ล้านบาท ส่งผลให้ EBITDA ของโรงกลั่นลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
**ธุรกิจผลิตสารอะโรเมติกส์:** บริษัท ไทยพาราไซลีน จำกัด (TPX) มีอัตราการผลิตสารอะโรเมติกส์ 71% เพิ่มขึ้น 4% QoQ โดย Product-to-feed Margin ลดลง 16 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน QoQ เนื่องจากส่วนต่างราคาสารเบนซีนกับน้ำมันเบนซิน 95 ปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม TPX มีกำไรสุทธิ 225 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 143 ล้านบาท QoQ จากการบันทึกกำไรจากการวัดมูลค่ายุติธรรมเครื่องมือทางการเงิน
**ธุรกิจผลิตสารตั้งต้นสำหรับผลิตภัณฑ์สารทำความสะอาด (LAB):** บริษัท ลาบิกซ์ จำกัด (LABIX) มีอัตราการผลิตสาร LAB 125% และปริมาณการขายใกล้เคียงกับไตรมาสก่อนหน้า แต่รายได้จากการขายลดลง 571 ล้านบาท QoQ เนื่องจากระดับราคาสาร LAB ปรับลดลงตามราคาสารตั้งต้น แม้ว่าอัตรากำไรขั้นต้นจะปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ EBITDA ปรับตัวเพิ่มขึ้น 43 ล้านบาท QoQ และมีกำไรสุทธิ 181 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 49 ล้านบาท QoQ
**ธุรกิจผลิตน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐาน:** บริษัท ไทยลู้บเบส จำกัด (มหาชน) (TLB) มีอัตราการผลิต Base oil 83% และรายได้จากการขายเพิ่มขึ้น 304 ล้านบาท QoQ จากการวางแผนการผลิตแบบกลุ่ม แต่ Product-to-feed Margin ลดลง 36 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน QoQ ส่งผลให้ EBITDA และกำไรสุทธิลดลง QoQ
**ธุรกิจผลิตไฟฟ้า:** บริษัท ท็อป เอสพีพี จำกัด (TOP SPP) มีรายได้จากการขายเพิ่มขึ้น 799 ล้านบาท QoQ และ EBITDA เพิ่มขึ้น 257 ล้านบาท QoQ จากการรับรู้รายได้เต็มที่ของโครงการขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าและไอน้ำ (TOP SPP Expansion) ที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2566
**ธุรกิจเอทานอล:** บริษัท ไทยออยล์ เอทานอล จำกัด (TET) มีรายได้จากการขายลดลง 62 ล้านบาท QoQ เนื่องจากปริมาณการขายลดลงจากการหยุดซ่อมบำรุงตามแผน แม้ราคาจำหน่ายสูงขึ้น แต่ต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้นมาก ส่งผลให้ EBITDA ลดลง และมีผลขาดทุนสุทธิ 6 ล้านบาท
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2566 กลุ่มไทยออยล์มีสินทรัพย์รวม 406,956 ล้านบาท ลดลง 8% จากสิ้นปี 2565 โดยมีสาเหตุหลักจากเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดลดลงจากการจ่ายเงินปันผลและลงทุนในโครงการต่างๆ รวมถึงลูกหนี้การค้าและสินค้าคงเหลือที่ลดลงตามราคาน้ำมัน
หนี้สินรวมอยู่ที่ 251,111 ล้านบาท ลดลง 12% จากสิ้นปี 2565 โดยมีสาเหตุหลักจากหนี้สินหมุนเวียนและเงินกู้ยืมระยะยาวที่ลดลง
ส่วนของผู้ถือหุ้นรวมอยู่ที่ 155,845 ล้านบาท ลดลง 2% จากสิ้นปี 2565 เนื่องจากผลกำไรสุทธิหักล้างกับเงินปันผลจ่าย
ใน 6 เดือนแรกของปี 2566 กลุ่มไทยออยล์มีกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน 13,818 ล้านบาท แต่มีกระแสเงินสดใช้ไปในกิจกรรมลงทุน 8,274 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในโครงการพลังงานสะอาด (Clean Fuel Project) และมีกระแสเงินสดใช้ไปในกิจกรรมจัดหาเงิน 16,870 ล้านบาท จากการชำระคืนหุ้นกู้และเงินกู้ยืม ทำให้เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดลดลงสุทธิ 11,326 ล้านบาท
## สรุปท้าย
ผลประกอบการไตรมาส 2/2566 ของ TOP พลิกกลับมามีกำไรสุทธิจากการบันทึกรายการพิเศษ แต่ผลการดำเนินงานจากธุรกิจหลักยังคงเผชิญแรงกดดันจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ที่ลดลงและขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน แม้ว่าแนวโน้มค่าการกลั่นในช่วงครึ่งปีหลังจะดีขึ้น แต่ความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาน้ำมันดิบและภาวะเศรษฐกิจโลกยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ขณะที่โครงการ CFP มีความคืบหน้าแต่ก็เผชิญความล่าช้าและต้นทุนที่อาจเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการลงทุนในอนาคต
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ TOP ไตรมาส 2/2566
รายได้รวม
109,356.75
ล้านบาท
↓ 2.8% YoY
กำไรขั้นต้น
6,207.59
ล้านบาท
↓ 153.2% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
5.68
%
กำไรสุทธิ
2,458.08
ล้านบาท
↓ 11.2% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
2.25
%
D/E Ratio
1.21
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
109,357
↓ -2.8%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
6,208
↓ -153.2%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
2,458
↓ -11.2%
YoY
D/E Ratio
1.21
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — TOP
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
1.21
ROE (%)
8.70
ROA (%)
4.85
Book Value/หุ้น
87.05
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — TOP
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
+8,990
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
-17,958
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — TOP
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
8,990.33
-154.74%
|
-16,423.33
-36.47%
|
-25,850.74
+184.66%
|
-9,081.41
-208.58%
|
8,363.47
+243.50%
|
2,434.75
-81.40%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
-17,957.59
-440.38%
|
5,275.79
-35.01%
|
8,117.36
-439.88%
|
-2,388.33
-127.93%
|
8,550.78
-118.01%
|
-47,490.25
-303.44%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
42,420.06
+240.27%
|
12,466.45
-52.13%
|
26,040.70
+32.91%
|
19,593.22
-49.14%
|
38,525.76
+87.24%
|
20,575.47
+153.10%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
33,452.81
+2,436.42%
|
1,318.90
-84.12%
|
8,307.32
+2.26%
|
8,123.48
-85.40%
|
55,650.76
-327.33%
|
-24,480.03
-154.94%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
29,042.41
+2.15%
|
28,431.62
-34.75%
|
43,576.14
+46.74%
|
29,695.94
-44.23%
|
53,243.90
-28.87%
|
74,854.23
+121.85%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
62,568.20
+115.44%
|
29,042.41
+2.15%
|
28,431.62
-34.75%
|
43,576.14
+46.74%
|
29,695.94
-44.23%
|
53,243.90
-28.87%
|