บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน)
SET · พลังงานและสาธารณูปโภค
65.50
+1.25 (+1.95%)
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=33888 out_tok=3711 at=2026-07-26T10:19:48 -->
# TOP กำไรสุทธิ Q2/65 พุ่ง 18,144 ล้านบาท รับแรงหนุนราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมพุ่งสูง
## รายได้-กำไรโตแรงตามราคาพลังงานโลก ขณะที่กำไรพิเศษจากการขายหุ้น GPSC หนุนผลประกอบการก้าวกระโดด
บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2565 มีกำไรสุทธิ 25,327 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 18,144 ล้านบาท หรือ 253% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (Q1/65) โดยมีปัจจัยหลักมาจากรายได้จากการขายที่เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ ประกอบกับกำไรขั้นต้นจากการผลิตที่สูงขึ้นอย่างมาก รวมถึงการรับรู้กำไรพิเศษจากการขายเงินลงทุนในบริษัท โกลบอล เพาเวอร์ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC ซึ่งส่งผลให้ภาพรวมผลประกอบการของกลุ่มไทยออยล์ในไตรมาสนี้โดดเด่นอย่างยิ่ง
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนผลประกอบการของ TOP ในไตรมาส 2 ปี 2565 คือ **การปรับตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมและส่วนต่างราคาการกลั่น (Refining Margin)** ประกอบกับ **กำไรพิเศษจากการขายเงินลงทุนใน GPSC** ซึ่งส่งผลให้กำไรสุทธิรวมอยู่ที่ 25,327 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18,144 ล้านบาทเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า โดยหากพิจารณาเฉพาะผลการดำเนินงานจากการกลั่นและธุรกิจต่อเนื่องอื่นๆ จะเห็นว่ากำไรขั้นต้นจากการผลิต (Gross Integrated Margin) ไม่รวมผลกระทบจากสต็อกน้ำมัน ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมากจาก 7.6 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล ใน Q1/65 เป็น 25.6 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล ใน Q2/65
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
การปรับตัวขึ้นของราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมและส่วนต่างราคาการกลั่นมีสาเหตุหลักมาจากปัจจัยด้านอุปสงค์และอุปทานที่สนับสนุนราคา ได้แก่:
* **การฟื้นตัวของเศรษฐกิจและการผ่อนคลายมาตรการควบคุมโควิด-19 ทั่วโลก:** ส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมันสำเร็จรูป เช่น น้ำมันเบนซิน น้ำมันอากาศยาน/น้ำมันก๊าด และน้ำมันดีเซล ปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนของสหรัฐฯ และการเดินทางระหว่างประเทศที่เริ่มกลับมาคึกคัก
* **สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน:** ส่งผลกระทบต่ออุปทานน้ำมันดิบโลก เกิดความกังวลเรื่องภาวะขาดแคลน และนำไปสู่การคว่ำบาตรต่อการส่งออกน้ำมันของรัสเซีย ทำให้ผู้ซื้อหันไปหาแหล่งน้ำมันอื่น และส่งผลให้ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ต่างๆ กับน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้น
* **อุปทานที่ตึงตัว:** กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (OPEC+) ไม่สามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้ตามนโยบาย และปัญหาความไม่สงบในบางประเทศ ส่งผลให้อุปทานน้ำมันดิบโลกตึงตัว
สำหรับ **กำไรพิเศษจากการขายหุ้น GPSC** เกิดจากการที่ TOP ได้ดำเนินการจำหน่ายหุ้น GPSC บางส่วน คิดเป็นมูลค่าก่อนภาษี 17,334 ล้านบาท (หลังหักภาษี 12,880 ล้านบาท) ซึ่งเป็นรายการที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว (Non-recurring item)
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
**ลักษณะครั้งคราว** สำหรับกำไรพิเศษจากการขายหุ้น GPSC เป็นรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียวและไม่สามารถคาดการณ์ว่าจะเกิดขึ้นอีกในอนาคต ส่วนปัจจัยที่ส่งผลต่อ **ราคา commodity และส่วนต่างราคาการกลั่น** มีแนวโน้มที่จะ **ยังไม่ชัดเจน ต้องติดตาม** เนื่องจากแม้ว่าอุปสงค์จะฟื้นตัว แต่ก็ยังมีความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจโลกที่อาจชะลอตัวจากภาวะเงินเฟ้อและการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งอาจกดดันความต้องการใช้น้ำมันในระยะต่อไป นอกจากนี้ การเพิ่มกำลังการผลิตของโรงกลั่นใหม่ๆ และการกลับมาดำเนินการผลิตหลังการซ่อมบำรุงของโรงกลั่นเดิม อาจส่งผลให้ส่วนต่างราคาการกลั่นปรับตัวลดลงได้ในอนาคต
## Highlight สำคัญ
* **กำไรสุทธิ Q2/65 พุ่ง 25,327 ล้านบาท:** เพิ่มขึ้น 18,144 ล้านบาท (+253%) จาก Q1/65 และเพิ่มขึ้น 23,204 ล้านบาท (+1,093%) จาก Q2/64
* **รายได้จากการขาย 143,892 ล้านบาท:** เพิ่มขึ้น 29,386 ล้านบาท (+26%) จาก Q1/65 และเพิ่มขึ้น 65,772 ล้านบาท (+84%) จาก Q2/64
* **กำไรขั้นต้นจากการผลิต (ไม่รวมสต็อก) สูงถึง 25.6 USD/bbl:** เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 7.6 USD/bbl ใน Q1/65 และ 5.2 USD/bbl ใน Q2/64
* **รับรู้กำไรพิเศษจากการขายหุ้น GPSC 17,334 ล้านบาท (ก่อนภาษี):** เป็นปัจจัยสำคัญที่หนุนกำไรสุทธิในไตรมาสนี้
* **ธุรกิจโรงกลั่นทำผลงานโดดเด่น:** มีกำไรสุทธิ 25,543 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19,217 ล้านบาทจาก Q1/65
* **อัตราการใช้กำลังการกลั่นสูงถึง 112%:** สะท้อนการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ
* **ธุรกิจอะโรเมติกส์และน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานยังคงเผชิญแรงกดดัน:** โดยเฉพาะธุรกิจอะโรเมติกส์มีผลขาดทุนสุทธิ 487 ล้านบาทใน Q2/65
## ภาพรวมผลประกอบการ
ในไตรมาส 2 ปี 2565 กลุ่มไทยออยล์มีรายได้จากการขายรวม 143,892 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 29,386 ล้านบาท (+26%) เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 65,772 ล้านบาท (+84%) เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ปัจจัยหลักมาจากการปรับตัวสูงขึ้นของราคาผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปตามราคาขายเฉลี่ยที่ปรับเพิ่มขึ้นตามเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวและความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน
EBITDA รวมอยู่ที่ 22,322 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9,288 ล้านบาท (+71%) จาก Q1/65 และเพิ่มขึ้น 15,319 ล้านบาท (+219%) จาก Q2/64 โดยได้รับแรงหนุนจากกำไรขั้นต้นจากการผลิตที่สูงขึ้น และกำไรพิเศษจากการขายหุ้น GPSC
กำไรสุทธิรวมอยู่ที่ 25,327 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 7,183 ล้านบาทใน Q1/65 และ 2,123 ล้านบาทใน Q2/64 โดยมีกำไรต่อหุ้น 12.41 บาท
สำหรับผลการดำเนินงาน 6 เดือนแรกของปี 2565 กลุ่มไทยออยล์มีรายได้จากการขาย 258,397 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 106,827 ล้านบาท (+71%) และมีกำไรสุทธิ 32,510 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27,027 ล้านบาท (+493%) เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
## โอกาส
* **การฟื้นตัวของอุปสงค์พลังงาน:** การผ่อนคลายมาตรการควบคุมโควิด-19 ทั่วโลก และการกลับมาของกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการเดินทาง จะยังคงสนับสนุนอุปสงค์ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม
* **ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ที่ยังอยู่ในระดับสูง:** แม้จะมีความกังวลเรื่องเศรษฐกิจถดถอย แต่ปัจจัยด้านอุปทานที่ตึงตัวยังคงเป็นแรงหนุนต่อราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมและส่วนต่างราคาการกลั่น
* **การลงทุนในโครงการ Clean Fuel Project (CFP):** โครงการนี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเพิ่มความยืดหยุ่นในการกลั่นน้ำมันดิบ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
* **การขยายธุรกิจในกลุ่มผลิตภัณฑ์เคมีภัณฑ์:** การลงทุนในธุรกิจโอเลฟินส์ผ่านการเข้าซื้อหุ้นใน PT Chandra Asri Petrochemical Tbk จะช่วยกระจายความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสในการเติบโต
## ความเสี่ยง
* **ความผันผวนของราคาน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม:** ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ สถานการณ์เศรษฐกิจโลก และการเปลี่ยนแปลงนโยบายของกลุ่ม OPEC+ อาจส่งผลกระทบต่อราคาและความต้องการใช้น้ำมัน
* **ภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว:** ความกังวลเรื่องภาวะเงินเฟ้อ การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย และนโยบายการเงินที่เข้มงวด อาจส่งผลกระทบต่อความต้องการใช้น้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม
* **การเพิ่มกำลังการผลิตของโรงกลั่น:** การกลับมาดำเนินการผลิตของโรงกลั่นที่ปิดซ่อมบำรุง และการเปิดโรงกลั่นใหม่ อาจส่งผลให้เกิดภาวะอุปทานส่วนเกินและกดดันส่วนต่างราคาการกลั่น
* **ความล่าช้าของโครงการ CFP:** การแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อความคืบหน้าของโครงการ CFP ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อแผนการลงทุนและต้นทุนที่เพิ่มขึ้น
* **ความเสี่ยงด้านกฎระเบียบและสิ่งแวดล้อม:** การเปลี่ยนแปลงกฎหมายและข้อบังคับด้านสิ่งแวดล้อมอาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนการดำเนินงานและการลงทุนในอนาคต
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **แนวโน้มราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมและส่วนต่างราคาการกลั่น:** ติดตามสถานการณ์อุปสงค์-อุปทานทั่วโลก และผลกระทบจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์
* **ความคืบหน้าของโครงการ Clean Fuel Project (CFP):** ติดตามแผนการดำเนินงาน การบริหารจัดการต้นทุน และกำหนดการเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์
* **การบริหารจัดการสต็อกน้ำมัน:** ผลกระทบจากความผันผวนของราคาน้ำมันดิบต่อมูลค่าสต็อก
* **ผลการดำเนินงานของธุรกิจอะโรเมติกส์:** จับตาแนวโน้มส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์อะโรเมติกส์ที่ยังคงถูกกดดัน
* **การลงทุนในธุรกิจโอเลฟินส์:** ติดตามผลการดำเนินงานและการบูรณาการธุรกิจหลังการเข้าซื้อหุ้นใน PT Chandra Asri Petrochemical Tbk
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: ทรัพยากร / พลังงาน)
**ธุรกิจการกลั่นน้ำมัน:** เป็นหัวใจหลักของผลประกอบการในไตรมาสนี้ โดยมีอัตราการใช้กำลังการกลั่นสูงถึง 112% และกำไรขั้นต้นจากการกลั่น (ไม่รวมสต็อก) พุ่งสูงถึง 25.1 USD/bbl สะท้อนถึงสภาวะตลาดที่เอื้ออำนวยต่อผู้ผลิตน้ำมันสำเร็จรูป ปัจจัยหนุนหลักมาจากอุปสงค์ที่ฟื้นตัวและการคว่ำบาตรต่อรัสเซียที่ส่งผลต่ออุปทาน อย่างไรก็ตาม การกลับมาดำเนินการผลิตของโรงกลั่นอื่นๆ และการเปิดโรงกลั่นใหม่ อาจเป็นปัจจัยกดดันส่วนต่างราคาในระยะต่อไป
**ธุรกิจอะโรเมติกส์:** ยังคงเผชิญความท้าทาย โดยมี Product-to-feed Margin ติดลบ (-27 USD/Ton) และขาดทุนสุทธิในไตรมาสนี้ สาเหตุหลักมาจากส่วนต่างราคาอะโรเมติกส์กับน้ำมันเบนซิน 95 ที่ลดลง ประกอบกับอุปสงค์ที่ถูกกดดันจากสถานการณ์โควิด-19 และภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวอย่างจำกัด
**ธุรกิจผลิตสารตั้งต้นสำหรับผลิตภัณฑ์ซักฟอก (LAB):** ยังคงรักษาอัตรากำไรขั้นต้นที่ดีได้ แม้ว่าส่วนต่างราคา LAB กับน้ำมันก๊าดและเบนซีนจะปรับลดลง เนื่องจากราคาวัตถุดิบที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม อุปสงค์ผลิตภัณฑ์ซักฟอกในภูมิภาคเอเชียยังคงเติบโตได้ดี ประกอบกับการปิดซ่อมบำรุงของโรงผลิต LAB ในภูมิภาค ช่วยหนุนผลประกอบการของ LABIX
**ธุรกิจผลิตน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐาน:** มีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นในไตรมาสนี้ โดย Product-to-feed Margin เพิ่มขึ้น 35 USD/Ton จากความต้องการน้ำมันหล่อลื่นที่สูงขึ้นหลังการผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับปีก่อน ส่วนต่างราคาและกำไรสุทธิยังคงลดลง เนื่องจากอุปสงค์ที่ตึงตัวกว่าในช่วงปีก่อน
**ธุรกิจผลิตไฟฟ้า:** TOP SPP มีรายได้และกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นจากการกลับมาดำเนินการผลิตหลังการซ่อมบำรุงใหญ่ และราคาขายก๊าซธรรมชาติที่สูงขึ้น
**ธุรกิจผลิตและจำหน่ายสารทำละลาย:** มีรายได้จากการขายเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากปริมาณจำหน่ายและราคาขายเฉลี่ยที่สูงขึ้นตามราคาน้ำมันดิบ
**ธุรกิจผลิตโอเลฟินส์:** ยังคงขาดทุนสุทธิ เนื่องจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์โอเลฟินส์ถูกกดดันจากอุปสงค์ที่ชะลอตัว และการลดกำลังการผลิตของโรงโอเลฟินส์ส่วนใหญ่
**ธุรกิจเอทานอล:** มีผลขาดทุนสุทธิในไตรมาสนี้ เนื่องจากปริมาณการขายลดลงจากการหยุดซ่อมบำรุง และต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น แม้ว่าราคาขายเอทานอลจะปรับตัวสูงขึ้น
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2565 กลุ่มไทยออยล์มีสินทรัพย์รวม 443,278 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22% จากสิ้นปี 2564 โดยมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 49% เป็น 44,651 ล้านบาท ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง และการรับรู้กำไรพิเศษจากการขายหุ้น GPSC
หนี้สินรวมอยู่ที่ 292,665 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22% โดยหนี้สินหมุนเวียนเพิ่มขึ้นมากถึง 163% ส่วนใหญ่มาจากการเพิ่มขึ้นของเจ้าหนี้การค้าตามราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้น และการทำ Extended Trade Credit กับ ปตท. อย่างไรก็ตาม หนี้เงินกู้ระยะยาวและหุ้นกู้ลดลงเล็กน้อย
ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้น 22% เป็น 150,613 ล้านบาท โดยมีอัตราส่วนหนี้สินรวมต่อส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 1.9 เท่า ซึ่งอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้
กระแสเงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน 23,295 ล้านบาท สะท้อนถึงความสามารถในการสร้างเงินสดจากการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง แม้ว่าจะมีการจ่ายเงินภาษีและเงินปันผลออกไป
## สรุปท้าย
ผลประกอบการของ TOP ในไตรมาส 2 ปี 2565 ถือว่าโดดเด่นอย่างยิ่ง โดยมีกำไรสุทธิพุ่งสูงถึง 25,327 ล้านบาท ได้รับแรงหนุนหลักจากราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก และกำไรพิเศษจากการขายหุ้น GPSC แม้ว่าธุรกิจอะโรเมติกส์และโอเลฟินส์จะยังคงเผชิญความท้าทาย แต่ธุรกิจโรงกลั่นที่แข็งแกร่งได้เข้ามาช่วยชดเชยได้อย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรจับตาแนวโน้มราคาพลังงานโลกที่อาจผันผวน และความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจถดถอย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผลประกอบการในระยะต่อไป ขณะที่โครงการ CFP ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตในระยะยาว
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ TOP ไตรมาส 2/2565
รายได้รวม
109,356.75
ล้านบาท
↓ 2.8% YoY
กำไรขั้นต้น
6,207.59
ล้านบาท
↓ 153.2% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
5.68
%
กำไรสุทธิ
2,458.08
ล้านบาท
↓ 11.2% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
2.25
%
D/E Ratio
1.21
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
109,357
↓ -2.8%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
6,208
↓ -153.2%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
2,458
↓ -11.2%
YoY
D/E Ratio
1.21
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — TOP
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
1.21
ROE (%)
8.70
ROA (%)
4.85
Book Value/หุ้น
87.05
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — TOP
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
+8,990
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
-17,958
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — TOP
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
8,990.33
-154.74%
|
-16,423.33
-36.47%
|
-25,850.74
+184.66%
|
-9,081.41
-208.58%
|
8,363.47
+243.50%
|
2,434.75
-81.40%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
-17,957.59
-440.38%
|
5,275.79
-35.01%
|
8,117.36
-439.88%
|
-2,388.33
-127.93%
|
8,550.78
-118.01%
|
-47,490.25
-303.44%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
42,420.06
+240.27%
|
12,466.45
-52.13%
|
26,040.70
+32.91%
|
19,593.22
-49.14%
|
38,525.76
+87.24%
|
20,575.47
+153.10%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
33,452.81
+2,436.42%
|
1,318.90
-84.12%
|
8,307.32
+2.26%
|
8,123.48
-85.40%
|
55,650.76
-327.33%
|
-24,480.03
-154.94%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
29,042.41
+2.15%
|
28,431.62
-34.75%
|
43,576.14
+46.74%
|
29,695.94
-44.23%
|
53,243.90
-28.87%
|
74,854.23
+121.85%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
62,568.20
+115.44%
|
29,042.41
+2.15%
|
28,431.62
-34.75%
|
43,576.14
+46.74%
|
29,695.94
-44.23%
|
53,243.90
-28.87%
|