บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน)
SET · พัฒนาอสังหาริมทรัพย์
15.90
+0.00 (+0.00%)
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=9193 out_tok=2628 at=2026-07-26T06:21:15 -->
SPALI กำไร Q2/66 หดตัว 18% รับแรงกดดันต้นทุน-ดอกเบี้ยพุ่ง
**รายได้-กำไรปรับตามสัดส่วนโอนแนวราบที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ฝ่ายจัดการชี้ต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นเป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันผลประกอบการ**
บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) หรือ SPALI รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 มีกำไรสุทธิ 1,700.73 ล้านบาท ลดลง 18% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีรายได้รวม 8,444.00 ล้านบาท ลดลง 1% แม้ว่ารายได้จากการโอนกรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์จะทรงตัว แต่การเปลี่ยนแปลงสัดส่วนการโอนจากอาคารชุดมาเป็นแนวราบมากขึ้น ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลง ประกอบกับต้นทุนทางการเงินที่ปรับตัวสูงขึ้นจากการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย เป็นปัจจัยหลักที่กดดันผลกำไรสุทธิ
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
หัวใจหลักที่ส่งผลให้กำไรสุทธิของ SPALI ในไตรมาส 2 ปี 2566 ปรับตัวลดลง 18% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มาจากปัจจัยหลัก 2 ประการ คือ การเปลี่ยนแปลงสัดส่วนการโอนกรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์ และต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น
ประการแรก รายได้จากการโอนกรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์รวมอยู่ที่ 8,089.19 ล้านบาท ลดลง 1% โดยมีสัดส่วนการโอนกรรมสิทธิ์โครงการแนวราบเพิ่มขึ้นจาก 55% ในไตรมาส 2 ปี 2565 เป็น 62% ในไตรมาส 2 ปี 2566 ขณะที่สัดส่วนการโอนอาคารชุดลดลง การเปลี่ยนแปลงสัดส่วนนี้ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นในไตรมาส 2 ปี 2566 ลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน
ประการที่สอง ต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 68% จาก 61.25 ล้านบาท เป็น 103.09 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทยตั้งแต่กลางปี 2565 เป็นต้นมา นอกจากนี้ ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมในประเทศออสเตรเลียเพิ่มขึ้น 54% เป็น 127.44 ล้านบาท ซึ่งเป็นปัจจัยบวก แต่ไม่สามารถชดเชยแรงกดดันจากปัจจัยลบข้างต้นได้ทั้งหมด
**จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่:** ปัจจัยด้านต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นมีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบต่อเนื่อง เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยนโยบายยังคงอยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงสัดส่วนการโอนกรรมสิทธิ์อาจเป็นลักษณะครั้งคราว ขึ้นอยู่กับกำหนดการแล้วเสร็จและโอนของโครงการอาคารชุดใหม่ๆ ที่จะทยอยรับรู้รายได้ในอนาคต
## Highlight สำคัญ
* **กำไรสุทธิ Q2/66 ลดลง 18% YoY:** อยู่ที่ 1,700.73 ล้านบาท จาก 2,075.08 ล้านบาท ในปีก่อน
* **รายได้รวมทรงตัว แต่รายได้จากการขายอสังหาฯ ลดลง 1%:** อยู่ที่ 8,444.00 ล้านบาท และ 8,089.19 ล้านบาท ตามลำดับ
* **อัตรากำไรขั้นต้นลดลง:** เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนการโอนกรรมสิทธิ์ โดยโครงการแนวราบมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น
* **ต้นทุนทางการเงินพุ่ง 68%:** จาก 61.25 ล้านบาท เป็น 103.09 ล้านบาท จากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย
* **ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมเพิ่มขึ้น 54%:** จาก 82.51 ล้านบาท เป็น 127.44 ล้านบาท จากโครงการในออสเตรเลีย
* **Net Gearing Ratio เพิ่มขึ้นเล็กน้อย:** อยู่ที่ 50% ณ สิ้นไตรมาส 2/66 จาก 49% ณ สิ้นปี 2565
## ภาพรวมผลประกอบการ
สำหรับไตรมาส 2 ปี 2566 บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) มีรายได้รวม 8,444.00 ล้านบาท ลดลง 1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์อยู่ที่ 8,089.19 ล้านบาท ลดลง 1% เช่นกัน กำไรก่อนหักภาษีเงินได้ลดลง 17% มาอยู่ที่ 2,205.81 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 1,700.73 ล้านบาท ลดลง 18% ส่งผลให้อัตรากำไรสุทธิต่อรายได้รวมอยู่ที่ 20.1% ลดลงจาก 24.3% ในปีก่อน
สำหรับงวดหกเดือนแรกปี 2566 บริษัทฯ มีรายได้รวม 14,345.71 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์เพิ่มขึ้น 2% มาอยู่ที่ 13,730.61 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม กำไรสุทธิสำหรับงวดหกเดือนแรกปี 2566 อยู่ที่ 2,781.14 ล้านบาท ลดลง 15% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งอยู่ที่ 3,252.90 ล้านบาท โดยมีอัตรากำไรสุทธิต่อรายได้รวมอยู่ที่ 19.4% ลดลงจาก 23.1% ในปีก่อน
## โอกาส
* **ยอดรอโอน (Backlog) ที่แข็งแกร่ง:** ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2566 บริษัทฯ มียอดสัญญารอโอนกรรมสิทธิ์ 19,804 ล้านบาท โดยคาดว่าจะสามารถทยอยรับรู้รายได้ในอีก 6 เดือนข้างหน้า (ปี 2566) จำนวน 11,606 ล้านบาท และส่วนที่เหลืออีก 8,198 ล้านบาท ในอีก 3 ปีถัดไป ซึ่งจะช่วยสนับสนุนรายได้ในอนาคต
* **การโอนกรรมสิทธิ์โครงการอาคารชุดใหม่:** บริษัทฯ มีโครงการอาคารชุด 2 โครงการที่สร้างเสร็จและครบกำหนดโอนกรรมสิทธิ์ในปี 2566 โดยเริ่มทยอยโอนกรรมสิทธิ์ตั้งแต่ไตรมาส 2 ปี 2566 เป็นต้นไป ซึ่งจะช่วยเพิ่มสัดส่วนการโอนอาคารชุดและอาจส่งผลดีต่ออัตรากำไรในอนาคต
* **การเติบโตของบริษัทร่วมในออสเตรเลีย:** ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมในประเทศออสเตรเลียที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นถึงศักยภาพการเติบโตของธุรกิจในต่างประเทศ
## ความเสี่ยง
* **ต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น:** การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างต่อเนื่องส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินของบริษัทฯ เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งกระทบต่ออัตรากำไรสุทธิ
* **การเปลี่ยนแปลงสัดส่วนการโอน:** การที่สัดส่วนการโอนกรรมสิทธิ์โครงการแนวราบเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับอาคารชุด ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลง
* **ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่เพิ่มขึ้น:** แม้จะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่หากรายได้ไม่เติบโตตาม อาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการทำกำไร
* **อัตราหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Net Gearing Ratio):** ปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย สะท้อนถึงการลงทุนที่เพิ่มขึ้น ซึ่งต้องบริหารจัดการอย่างใกล้ชิด
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **การรับรู้รายได้จาก Backlog:** ความสามารถในการทยอยโอนกรรมสิทธิ์โครงการที่รออยู่ให้เป็นไปตามเป้าหมาย
* **การเปิดตัวโครงการใหม่:** แผนการเปิดโครงการใหม่ในปี 2566 และ 2567 รวมถึงการตอบรับของตลาดต่อโครงการใหม่
* **ทิศทางอัตราดอกเบี้ย:** การเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนทางการเงิน
* **ผลประกอบการของบริษัทร่วมในออสเตรเลีย:** การเติบโตและผลกำไรจากธุรกิจในต่างประเทศ
* **การบริหารจัดการต้นทุน:** ความสามารถในการควบคุมต้นทุนการก่อสร้างและค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง)
**การโอนกรรมสิทธิ์:** รายได้จากการโอนกรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์ในไตรมาส 2 ปี 2566 อยู่ที่ 8,089.19 ล้านบาท ลดลง 1% โดยมีสัดส่วนการโอนโครงการแนวราบเพิ่มขึ้นเป็น 62% จาก 55% ในปีก่อน ซึ่งส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลง สำหรับ 6 เดือนแรกปี 2566 รายได้จากการโอนกรรมสิทธิ์เพิ่มขึ้น 2% เป็น 13,730.61 ล้านบาท โดยสัดส่วนการโอนแนวราบอยู่ที่ 65%
**Backlog:** ยอดรอโอน ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2566 อยู่ที่ 19,804 ล้านบาท แบ่งเป็นส่วนที่จะรับรู้รายได้ในปี 2566 จำนวน 11,606 ล้านบาท และส่วนที่จะรับรู้ในอีก 3 ปีข้างหน้า 8,198 ล้านบาท ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนรายได้ในอนาคต
**การเปิดโครงการใหม่:** เอกสารไม่ได้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับการเปิดโครงการใหม่ในไตรมาส 2 ปี 2566 หรือแผนการเปิดโครงการในอนาคต
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
**หนี้สินต่อทุน (Net Gearing Ratio):** อยู่ที่ 50% ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2566 เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 49% ณ สิ้นปี 2565 ซึ่งสะท้อนถึงการลงทุนที่เพิ่มขึ้น
**มูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น:** อยู่ที่ 25.19 บาท ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2566 เพิ่มขึ้น 4% จาก 23.07 บาท ณ สิ้นปี 2565 (สำหรับงบการเงินรวม)
**กระแสเงินสด:** เอกสารไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน การลงทุน หรือการจัดหาเงินโดยตรง
## สรุปท้าย
SPALI เผชิญแรงกดดันจากต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นและการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนการโอนกรรมสิทธิ์ที่ส่งผลต่ออัตรากำไรขั้นต้น ทำให้กำไรสุทธิในไตรมาส 2 ปี 2566 ปรับตัวลดลง อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงมี Backlog ที่แข็งแกร่งและโครงการอาคารชุดใหม่ที่จะทยอยโอนกรรมสิทธิ์ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสนับสนุนรายได้ในอนาคต การบริหารจัดการต้นทุนทางการเงินและต้นทุนการก่อสร้าง รวมถึงการเร่งการโอนกรรมสิทธิ์โครงการแนวราบและอาคารชุดให้เป็นไปตามแผน จะเป็นกุญแจสำคัญในการฟื้นฟูอัตรากำไรและความสามารถในการทำกำไรในระยะต่อไป
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ SPALI ไตรมาส 2/2566
รายได้รวม
7,439.94
ล้านบาท
↓ 61.2% YoY
กำไรขั้นต้น
78,952.09
ล้านบาท
↓ 50.1% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
1,061.19
%
กำไรสุทธิ
1,337.93
ล้านบาท
↓ 66.4% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
17.98
%
D/E Ratio
0.81
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
7,440
↓ -61.2%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
78,952
↓ -50.1%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
1,338
↓ -66.4%
YoY
D/E Ratio
0.81
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — SPALI
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
0.81
ROE (%)
7.51
ROA (%)
5.98
Book Value/หุ้น
29.22
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — SPALI
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
+4,117
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+872
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — SPALI
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
4,117.26
-7.32%
|
4,442.43
+34.25%
|
3,309.07
-4.17%
|
3,452.90
-45.39%
|
6,322.96
-606.75%
|
-1,247.75
-146.11%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
871.80
-116.63%
|
-5,243.76
-479.29%
|
1,382.52
-64.01%
|
3,841.29
+315.90%
|
923.60
-309.28%
|
-441.32
-322.18%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
-1,594.87
-49.51%
|
-3,158.53
-27.53%
|
-4,358.26
-53.41%
|
-9,353.53
+20.40%
|
-7,768.97
-424.09%
|
2,397.18
-173.93%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
3,358.97
-169.11%
|
-4,860.29
-1,633.07%
|
317.03
-114.09%
|
-2,250.68
+265.04%
|
-616.56
-190.87%
|
678.51
-269.70%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
5,123.15
+8.75%
|
4,710.92
+258.29%
|
1,314.84
-19.12%
|
1,625.57
+21.82%
|
1,334.44
+103.44%
|
655.93
-37.87%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
3,788.20
-26.06%
|
5,123.15
+8.75%
|
4,710.92
+258.29%
|
1,314.84
-19.12%
|
1,625.57
+21.82%
|
1,334.44
+103.44%
|