บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน)
SET · พัฒนาอสังหาริมทรัพย์
15.90
+0.00 (+0.00%)
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=6055 out_tok=3171 at=2026-07-27T12:42:10 -->
SPALI กำไร Q2/2564 พุ่ง 312% รับแรงโอนคอนโดใหม่-ส่วนแบ่งร่วมค้าออสเตรเลีย
รายได้จากการโอนกรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์โตกว่าเท่าตัว หลังโครงการใหม่เริ่มโอน ขณะที่ส่วนแบ่งกำไรจากธุรกิจร่วมค้าในออสเตรเลียเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ
บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) หรือ SPALI รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2564 มีกำไรสุทธิ 1,730.47 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 312% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากการโอนกรรมสิทธิ์โครงการอาคารชุดที่สร้างเสร็จใหม่ในช่วงปลายไตรมาส ประกอบกับการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรที่เพิ่มขึ้นอย่างมากจากการร่วมค้าในประเทศออสเตรเลีย ส่งผลให้อัตรากำไรสุทธิต่อรายได้รวมปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนผลประกอบการของ SPALI ในไตรมาส 2 ปี 2564 คือการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของรายได้จากการโอนกรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์ และส่วนแบ่งกำไรที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากการร่วมค้าและบริษัทร่วม
**1) หัวใจคืออะไร**
ปัจจัยหลักที่ทำให้กำไรสุทธิของ SPALI ในไตรมาส 2 ปี 2564 เติบโตถึง 312% มาจาก 2 ส่วนหลัก ได้แก่:
* **รายได้จากการโอนกรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์ที่เพิ่มขึ้น 142%**: โดยมีมูลค่า 7,074.97 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4,157.06 ล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาส 2 ปี 2563 ซึ่งส่วนใหญ่มาจากรายได้จากการโอนกรรมสิทธิ์อาคารชุดที่สร้างเสร็จใหม่ในช่วงปลายไตรมาส 2 ปี 2564
* **ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในการร่วมค้าและบริษัทร่วมที่เพิ่มขึ้น 422%**: มีมูลค่า 198.59 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 160.54 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นผลมาจากโครงการในประเทศออสเตรเลีย
**2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น**
การเติบโตของรายได้จากการโอนกรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์เกิดจากการที่บริษัทฯ มีโครงการอาคารชุดที่สร้างเสร็จและเริ่มโอนกรรมสิทธิ์ได้ในช่วงปลายไตรมาส 2 ปี 2564 ซึ่งแตกต่างจากปี 2563 ที่โครงการอาคารชุดสร้างเสร็จและครบกำหนดโอนกรรมสิทธิ์ในช่วงครึ่งปีหลัง ประกอบกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน 2563 ส่งผลกระทบต่อการขายและการโอนกรรมสิทธิ์ในไตรมาส 2 ปี 2563 ทำให้ยอดโอนในปีนี้ฟื้นตัวอย่างชัดเจน
สำหรับส่วนแบ่งกำไรที่เพิ่มขึ้นอย่างมากนั้น มาจากการที่บริษัทร่วมค้าและบริษัทร่วมมีรายได้จากการโอนกรรมสิทธิ์โครงการในประเทศออสเตรเลียเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยบวกที่เข้ามาเสริมผลประกอบการโดยรวม
**3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่**
**มีโอกาสต่อเนื่อง** โดยเฉพาะในส่วนของรายได้จากการโอนกรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์ เนื่องจาก ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2564 บริษัทฯ มี Backlog หรือยอดสัญญารอโอนกรรมสิทธิ์รวม 36,002 ล้านบาท โดยคาดว่าจะสามารถทยอยโอนและรับรู้เป็นรายได้ในปี 2564 อีกประมาณ 14,202 ล้านบาท และส่วนที่เหลืออีก 21,800 ล้านบาท จะทยอยรับรู้รายได้ในอีก 3 ปีข้างหน้า อย่างไรก็ตาม ส่วนแบ่งกำไรจากธุรกิจร่วมค้าในออสเตรเลียนั้น ต้องติดตามผลประกอบการของโครงการในประเทศดังกล่าวอย่างใกล้ชิดในไตรมาสถัดไป
## Highlight สำคัญ
* **กำไรสุทธิไตรมาส 2 ปี 2564 เติบโต 312% YoY** อยู่ที่ 1,730.47 ล้านบาท จาก 420.09 ล้านบาทในปีก่อน
* **รายได้รวมไตรมาส 2 ปี 2564 เพิ่มขึ้น 138% YoY** อยู่ที่ 7,235.50 ล้านบาท จาก 3,039.89 ล้านบาท
* **รายได้จากการโอนกรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์เพิ่มขึ้น 142% YoY** อยู่ที่ 7,074.97 ล้านบาท โดยมีสัดส่วนรายได้จากบ้านและทาวน์เฮ้าส์ 51% และอาคารชุด 49%
* **ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในร่วมค้าและบริษัทร่วมเพิ่มขึ้น 422% YoY** อยู่ที่ 198.59 ล้านบาท จาก 38.05 ล้านบาท
* **อัตรากำไรสุทธิต่อรายได้รวม (Net Profit Margin) ปรับตัวดีขึ้น** อยู่ที่ 23.9% จาก 13.8% ในปีก่อน
* **ยอด Backlog ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2564 อยู่ที่ 36,002 ล้านบาท** คาดรับรู้รายได้ในปี 2564 อีก 14,202 ล้านบาท และอีก 3 ปีข้างหน้า 21,800 ล้านบาท
* **อัตราหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Net Gearing Ratio) อยู่ที่ 58%** เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 53% ณ สิ้นปี 2563
## ภาพรวมผลประกอบการ
**งวดสามเดือน สิ้นสุด 30 มิถุนายน 2564:**
* **รายได้รวม:** 7,235.50 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 138% จาก 3,039.89 ล้านบาทในปีก่อน
* **รายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์:** 7,074.97 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 142% จาก 2,917.91 ล้านบาทในปีก่อน
* **ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร:** 783.68 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 52% จาก 515.88 ล้านบาทในปีก่อน แต่คิดเป็น 10.8% ของรายได้รวม ลดลงจาก 17.0% ในปีก่อน
* **ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในการร่วมค้าและบริษัทร่วม:** 198.59 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 422% จาก 38.05 ล้านบาทในปีก่อน
* **กำไรสุทธิ:** 1,730.47 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 312% จาก 420.09 ล้านบาทในปีก่อน
* **อัตรากำไรสุทธิต่อรายได้รวม:** 23.9% เพิ่มขึ้นจาก 13.8% ในปีก่อน
**งวดหกเดือน สิ้นสุด 30 มิถุนายน 2564:**
* **รายได้รวม:** 11,000.04 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 60% จาก 6,871.05 ล้านบาทในปีก่อน
* **รายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์:** 10,677.49 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 63% จาก 6,538.53 ล้านบาทในปีก่อน
* **ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร:** 1,375.70 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 35% จาก 1,020.30 ล้านบาทในปีก่อน แต่คิดเป็น 12.5% ของรายได้รวม ลดลงจาก 14.8% ในปีก่อน
* **ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในการร่วมค้าและบริษัทร่วม:** 355.18 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 258% จาก 99.26 ล้านบาทในปีก่อน
* **กำไรสุทธิ:** 2,471.54 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 111% จาก 1,170.05 ล้านบาทในปีก่อน
* **อัตรากำไรสุทธิต่อรายได้รวม:** 22.5% เพิ่มขึ้นจาก 17.0% ในปีก่อน
## โอกาส
* **การรับรู้รายได้จาก Backlog ที่แข็งแกร่ง:** ยอด Backlog ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2564 ที่ 36,002 ล้านบาท จะเป็นแรงหนุนสำคัญในการรับรู้รายได้ต่อเนื่องในปี 2564 และอีก 3 ปีข้างหน้า
* **การฟื้นตัวของตลาดอสังหาริมทรัพย์:** หากสถานการณ์ COVID-19 คลี่คลายและเศรษฐกิจฟื้นตัว จะส่งผลดีต่อกำลังซื้อและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในการซื้ออสังหาริมทรัพย์
* **ศักยภาพการเติบโตจากธุรกิจร่วมค้า:** การรับรู้ส่วนแบ่งกำไรที่เพิ่มขึ้นจากโครงการในออสเตรเลีย แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการเติบโตของธุรกิจร่วมค้า ซึ่งอาจมีโอกาสขยายตัวเพิ่มเติมได้
## ความเสี่ยง
* **ความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ COVID-19:** การระบาดระลอกใหม่หรือการกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัส อาจส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อ การตัดสินใจซื้อ และการดำเนินงานของบริษัทฯ รวมถึงการโอนกรรมสิทธิ์
* **ต้นทุนการก่อสร้างที่อาจปรับตัวสูงขึ้น:** ความผันผวนของราคาวัสดุก่อสร้างและค่าแรง อาจส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรของโครงการในอนาคต
* **อัตราหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Net Gearing Ratio):** ระดับ 58% ที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย อาจเป็นปัจจัยที่ต้องจับตา หากมีการลงทุนหรือกู้ยืมเพิ่มขึ้นในอนาคต
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **ความคืบหน้าการโอนกรรมสิทธิ์โครงการอาคารชุดใหม่:** การโอนกรรมสิทธิ์ที่ราบรื่นและเป็นไปตามแผน จะส่งผลโดยตรงต่อรายได้และกำไรในไตรมาสถัดไป
* **ผลประกอบการของธุรกิจร่วมค้าในออสเตรเลีย:** การเติบโตของส่วนแบ่งกำไรจากส่วนนี้จะยังคงเป็นปัจจัยสำคัญต่อผลประกอบการโดยรวม
* **การเปิดตัวโครงการใหม่:** ความสามารถในการเปิดตัวโครงการใหม่ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด จะเป็นตัวชี้วัดการเติบโตในระยะยาว
* **การบริหารจัดการต้นทุนการก่อสร้าง:** การควบคุมต้นทุนให้มีประสิทธิภาพท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อ จะส่งผลต่ออัตรากำไร
* **การบริหารจัดการกระแสเงินสด:** การรักษาสภาพคล่องให้เพียงพอต่อการดำเนินงานและการลงทุน
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง)
* **รายได้จากการโอนกรรมสิทธิ์:** ไตรมาส 2 ปี 2564 เติบโตอย่างโดดเด่น 142% YoY โดยมีสัดส่วนรายได้จากบ้านและทาวน์เฮ้าส์ 51% และอาคารชุด 49% การเติบโตนี้มีสาเหตุหลักมาจากการเริ่มโอนกรรมสิทธิ์โครงการอาคารชุดสร้างเสร็จใหม่ในช่วงปลายไตรมาส ซึ่งแตกต่างจากปีก่อนที่การโอนกรรมสิทธิ์ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ COVID-19
* **ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร:** แม้จะเพิ่มขึ้น 52% YoY แต่เมื่อเทียบกับรายได้รวมแล้วลดลงอย่างมีนัยสำคัญจาก 17.0% ในปีก่อน เป็น 10.8% ในปีนี้ สะท้อนถึงการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพเมื่อเทียบกับการเติบโตของรายได้
* **ส่วนแบ่งกำไรจากร่วมค้า:** การเพิ่มขึ้นถึง 422% YoY เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุนกำไรสุทธิ โดยมาจากรายได้จากการโอนกรรมสิทธิ์โครงการในออสเตรเลียที่เพิ่มขึ้น
* **Backlog:** ยอดรอการโอน 36,002 ล้านบาท เป็นสัญญาณที่ดีต่อการรับรู้รายได้ในอนาคต โดย 14,202 ล้านบาทคาดว่าจะรับรู้ในปี 2564 และอีก 21,800 ล้านบาทจะทยอยรับรู้ในอีก 3 ปีข้างหน้า
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
* **อัตราหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Net Gearing Ratio):** อยู่ที่ 58% ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2564 เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 53% ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2563 ซึ่งสะท้อนถึงการลงทุนอย่างต่อเนื่องของบริษัทฯ
* **มูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น:** อยู่ที่ 18.30 บาท เพิ่มขึ้น 5% จาก 17.45 บาท ณ สิ้นปี 2563
## สรุปท้าย
SPALI โชว์ผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2564 เติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยมี "หัวใจกำไร" มาจากการโอนกรรมสิทธิ์โครงการอาคารชุดที่สร้างเสร็จใหม่ ประกอบกับการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากธุรกิจร่วมค้าในออสเตรเลีย ซึ่งปัจจัยเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะส่งผลต่อเนื่องในระยะสั้นถึงกลาง จาก Backlog ที่มีอยู่จำนวนมาก อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรจับตาความเสี่ยงจากสถานการณ์ COVID-19 และการบริหารจัดการต้นทุนการก่อสร้างที่อาจผันผวน เพื่อประเมินทิศทางผลประกอบการในอนาคต.
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ SPALI ไตรมาส 2/2564
รายได้รวม
7,439.94
ล้านบาท
↓ 61.2% YoY
กำไรขั้นต้น
78,952.09
ล้านบาท
↓ 50.1% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
1,061.19
%
กำไรสุทธิ
1,337.93
ล้านบาท
↓ 66.4% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
17.98
%
D/E Ratio
0.81
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
7,440
↓ -61.2%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
78,952
↓ -50.1%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
1,338
↓ -66.4%
YoY
D/E Ratio
0.81
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — SPALI
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
0.81
ROE (%)
7.51
ROA (%)
5.98
Book Value/หุ้น
29.22
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — SPALI
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
+4,117
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+872
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — SPALI
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
4,117.26
-7.32%
|
4,442.43
+34.25%
|
3,309.07
-4.17%
|
3,452.90
-45.39%
|
6,322.96
-606.75%
|
-1,247.75
-146.11%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
871.80
-116.63%
|
-5,243.76
-479.29%
|
1,382.52
-64.01%
|
3,841.29
+315.90%
|
923.60
-309.28%
|
-441.32
-322.18%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
-1,594.87
-49.51%
|
-3,158.53
-27.53%
|
-4,358.26
-53.41%
|
-9,353.53
+20.40%
|
-7,768.97
-424.09%
|
2,397.18
-173.93%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
3,358.97
-169.11%
|
-4,860.29
-1,633.07%
|
317.03
-114.09%
|
-2,250.68
+265.04%
|
-616.56
-190.87%
|
678.51
-269.70%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
5,123.15
+8.75%
|
4,710.92
+258.29%
|
1,314.84
-19.12%
|
1,625.57
+21.82%
|
1,334.44
+103.44%
|
655.93
-37.87%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
3,788.20
-26.06%
|
5,123.15
+8.75%
|
4,710.92
+258.29%
|
1,314.84
-19.12%
|
1,625.57
+21.82%
|
1,334.44
+103.44%
|