บริษัท แรบบิท โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน)
SET · พัฒนาอสังหาริมทรัพย์
0.36
+0.01 (+2.86%)
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=15510 out_tok=2899 at=2026-07-26T01:23:35 -->
# ยู ซิตี้ พลิกเกม! กำไรสุทธิ 92 ล้านบาท หลังปรับโครงสร้าง-รุกธุรกิจการเงินเต็มสูบ
## ยู ซิตี้ (U City) พลิกขาดทุนสู่กำไร 92 ล้านบาทในปี 2564 จากการปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งใหญ่และการลงทุนในธุรกิจบริการทางการเงิน
บริษัท ยู ซิตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ U City รายงานผลประกอบการปี 2564 พลิกกลับมามีกำไรสุทธิ 92 ล้านบาท จากปีก่อนที่ขาดทุนสุทธิ 6,614 ล้านบาท โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนหลักมาจากการปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งใหญ่ การจำหน่ายสินทรัพย์ที่ไม่ทำกำไร และการเข้าลงทุนในธุรกิจบริการทางการเงินที่มีศักยภาพ ซึ่งฝ่ายจัดการคาดว่าจะสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจสำคัญที่ทำให้ผลประกอบการของ U City พลิกจากขาดทุนมหาศาลในปี 2563 มาเป็นกำไรสุทธิ 92 ล้านบาทในปี 2564 มาจาก **การปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งใหญ่และการจำหน่ายสินทรัพย์ที่ไม่ทำกำไร** ซึ่งส่งผลให้ **EBITDA พลิกจากขาดทุน 2,888 ล้านบาท เป็นกำไร 2,206 ล้านบาท** และ **ขาดทุนจากการด้อยค่าของสินทรัพย์ลดลงอย่างมีนัยสำคัญถึง 68.5%** นอกจากนี้ การเพิ่มทุนยังช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งของโครงสร้างทางการเงิน ลดภาระดอกเบี้ยจ่ายลงอย่างมาก
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
ฝ่ายจัดการได้ดำเนินการปรับโครงสร้างธุรกิจอย่างจริงจังในปี 2564 โดยมีเหตุผลหลักดังนี้:
* **การจำหน่ายสินทรัพย์ที่ไม่ทำกำไร:** บริษัทฯ ได้ดำเนินการจำหน่ายทรัพย์สินในทวีปยุโรปหลายรายการ รวมถึงที่ดินในอำเภอปากช่อง และหุ้นในบริษัทที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจโรงแรม เพื่อลดภาระขาดทุนและนำเงินมาปรับโครงสร้างหนี้
* **การปรับโครงสร้างเงินทุน:** การประชุมผู้ถือหุ้นได้อนุมัติการลดทุนและเพิ่มทุน โดยเฉพาะการออกหุ้นบุริมสิทธิเพิ่มทุนจำนวนมาก ทำให้บริษัทฯ ได้รับเงินสดสุทธิกว่า 15,725 ล้านบาท ซึ่งนำไปใช้ชำระคืนหนี้เงินกู้ยืมและลงทุนในโครงการต่างๆ ส่งผลให้ **อัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Net Interest Bearing Debt to Equity) ลดลงจาก 1.00 เท่า เหลือเพียง 0.37 เท่า** และ **ค่าใช้จ่ายทางการเงินลดลง 48.7%**
* **การลงทุนในธุรกิจบริการทางการเงิน:** บริษัทฯ ได้เข้าลงทุนในธุรกิจใหม่ที่มีศักยภาพ ได้แก่ JMART, SINGER และ A LIFE ซึ่งฝ่ายจัดการมองว่าธุรกิจเหล่านี้จะสามารถสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่าธุรกิจอสังหาริมทรัพย์แบบเดิม
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
**มีโอกาสต่อเนื่อง** โดยฝ่ายจัดการได้ประกาศทบทวนทิศทางการดำเนินธุรกิจในระยะยาว โดยจะ **ยุติการดำเนินธุรกิจอสังหาริมทรัพย์แบบเดิม และมุ่งสู่ธุรกิจบริการทางการเงิน (Financial Services)** อย่างเต็มตัว บริษัทฯ ตั้งเป้าที่จะนำรายได้จากการจำหน่ายทรัพย์สินที่เหลือ (คาดรวม 26,000 ล้านบาท) ไปลงทุนในธุรกิจบริการทางการเงินที่มีความยืดหยุ่นและสร้างผลตอบแทนที่แข็งแกร่ง โดยคาดว่าการขายธุรกิจกลุ่มโรงแรม Vienna House จะแล้วเสร็จในไตรมาส 1 ปี 2565 และจะทยอยจำหน่ายทรัพย์สินที่เหลือให้แล้วเสร็จภายในปี 2567 การเปลี่ยนทิศทางธุรกิจนี้จะช่วยสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนในระยะยาว
## Highlight สำคัญ
* **พลิกมีกำไรสุทธิ:** ปี 2564 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 92 ล้านบาท เทียบกับปีก่อนขาดทุน 6,614 ล้านบาท
* **EBITDA เติบโตโดดเด่น:** EBITDA พลิกจากขาดทุน 2,888 ล้านบาท เป็นกำไร 2,206 ล้านบาท และ EBITDA Margin เพิ่มขึ้นจาก (51.1)% เป็น 33.6%
* **ลดภาระหนี้สิน:** อัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นลดลงอย่างมีนัยสำคัญจาก 1.00 เท่า เหลือ 0.37 เท่า หลังจากการเพิ่มทุนและชำระคืนเงินกู้
* **ปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งใหญ่:** มีการจำหน่ายสินทรัพย์ในยุโรปและสินทรัพย์อื่นๆ เพื่อลดขาดทุนและเสริมสภาพคล่อง
* **รุกธุรกิจบริการทางการเงิน:** เข้าลงทุนใน JMART, SINGER และ A LIFE เพื่อเปลี่ยนทิศทางธุรกิจสู่ Financial Services
* **รายได้รวมเติบโต 16.3%:** มาจากรายได้อื่นที่เพิ่มขึ้น 86.8% และรายได้ค่าเช่าที่เพิ่มขึ้น 49.7%
## ภาพรวมผลประกอบการ
ในปี 2564 บริษัทฯ มีรายได้รวม 6,572 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.3% จากปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของรายได้อื่น 1,803 ล้านบาท (86.8%) ซึ่งส่วนใหญ่มาจากกำไรที่ยังไม่รับรู้จากการลงทุนใน JMART (2,339 ล้านบาท) และกำไรจากการจำหน่ายเงินลงทุนในบริษัทย่อย (404 ล้านบาท) รวมถึงรายได้ค่าเช่าที่เพิ่มขึ้น 144 ล้านบาท (49.7%) และรายได้จากธุรกิจประกันชีวิต 171 ล้านบาทจากการควบรวม A LIFE ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2564 อย่างไรก็ตาม รายได้จากธุรกิจโรงแรมในยุโรปที่ถูกจำหน่ายออกไปได้หักลบการเติบโตบางส่วน
ค่าใช้จ่ายรวมในปี 2564 อยู่ที่ 5,280 ล้านบาท ลดลง 48.4% เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งเป็นผลมาจากการลดลงของขาดทุนจากการด้อยค่าของสินทรัพย์ (2,941 ล้านบาท), ค่าเสื่อมราคา (784 ล้านบาท) จากการจำหน่ายทรัพย์สินในยุโรป, ต้นทุนกิจการโรงแรมที่ลดลง (672 ล้านบาท) และขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ลดลง (418 ล้านบาท)
ส่วนแบ่งผลขาดทุนจากเงินลงทุนในร่วมค้าและบริษัทร่วมลดลงเหลือ 352 ล้านบาท จาก 1,139 ล้านบาทในปี 2563 ส่วนค่าใช้จ่ายทางการเงินลดลง 48.7% เป็น 670 ล้านบาท จากการเพิ่มทุนและการชำระคืนเงินกู้
ส่งผลให้บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 92 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิ 1.4% ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับปีก่อน
## โอกาส
* **การเปลี่ยนทิศทางสู่ธุรกิจบริการทางการเงิน:** การลงทุนใน JMART, SINGER และ A LIFE เป็นโอกาสในการสร้างรายได้และผลกำไรที่สูงขึ้นในระยะยาว
* **การใช้ประโยชน์จากกลยุทธ์ 3M ของ BTS Group:** การร่วมมือกับพันธมิตรในกลุ่ม BTS จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งและสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืน
* **การจำหน่ายทรัพย์สินที่เหลือ:** การนำเงินจากการจำหน่ายทรัพย์สินที่คาดว่าจะได้รับรวม 26,000 ล้านบาท มาลงทุนในธุรกิจบริการทางการเงินที่มีศักยภาพ
* **การฟื้นตัวของธุรกิจให้เช่าอาคารสำนักงาน:** อัตราการเช่าพื้นที่กลับสู่ระดับสูง (92.9%) และการเพิ่มพื้นที่เช่าในลอนดอน
* **การเติบโตของธุรกิจประกันชีวิต:** A LIFE มีศักยภาพในการเติบโตผ่านช่องทางการขายที่หลากหลาย และมี CAR ratio สูงกว่าเกณฑ์
## ความเสี่ยง
* **การแข่งขันในธุรกิจบริการทางการเงิน:** ธุรกิจบริการทางการเงินมีการแข่งขันสูง และอาจต้องเผชิญกับความผันผวนของตลาด
* **ความไม่แน่นอนจากการแพร่ระบาดของ COVID-19:** แม้จะคาดว่าผลกระทบจะไม่รุนแรงในระยะยาว แต่การระบาดของสายพันธุ์ใหม่ๆ อาจส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้
* **ความล่าช้าในการจำหน่ายทรัพย์สิน:** หากการจำหน่ายทรัพย์สินที่เหลือล่าช้ากว่าแผน อาจส่งผลกระทบต่อแผนการลงทุนในธุรกิจบริการทางการเงิน
* **ความเสี่ยงด้านการบริหารจัดการโครงการ:** โครงการอสังหาริมทรัพย์ที่ยังคงมีอยู่ เช่น โครงการร่วมทุนกับแสนสิริและโนเบิล อาจเผชิญความเสี่ยงด้านการก่อสร้าง การโอน หรือการขาย
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **ความคืบหน้าในการจำหน่ายทรัพย์สินที่เหลือ:** โดยเฉพาะการขายกลุ่มโรงแรม Vienna House ที่คาดว่าจะแล้วเสร็จใน Q1/2565
* **ผลประกอบการของ JMART, SINGER และ A LIFE:** การรับรู้รายได้และกำไรจากการลงทุนในธุรกิจใหม่
* **แผนการลงทุนเพิ่มเติมในธุรกิจบริการทางการเงิน:** รูปแบบและขนาดของการลงทุนใหม่ๆ
* **ความคืบหน้าของโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่ยังคงอยู่:** เช่น โครงการร่วมทุนกับแสนสิริและโนเบิล
* **การเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยและภาวะเศรษฐกิจ:** ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนทางการเงินและกำลังซื้อ
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง)
แม้ว่า U City จะมีทิศทางเปลี่ยนไปสู่ธุรกิจบริการทางการเงิน แต่ยังมีธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์ที่ยังคงอยู่:
* **ธุรกิจให้เช่าอาคารสำนักงาน:** มีอัตราการเช่าพื้นที่โดยรวมสูงถึง 92.9% โดยอาคารพาณิชย์โนเบิลและอาคารสำนักงานทีเอสที (กรุงเทพฯ) มีอัตราการเช่า 100% และอาคาร Gracechurch (ลอนดอน) มีอัตราการเช่า 77.9%
* **ธุรกิจให้เช่าห้องชุดเพื่อการพาณิชย์:** มีพื้นที่ให้เช่าสุทธิรวม 15,824 ตารางเมตร และมีอัตราการเช่าพื้นที่ 100% สร้างรายได้ประมาณ 70.9 ล้านบาทต่อปี
* **ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เชิงที่อยู่อาศัย:** มีรายได้รอการโอน (Backlog) จากโครงการร่วมทุนกับแสนสิริ 1,280 ล้านบาท (คาดโอนปี 2564-2566) และโครงการร่วมทุนกับโนเบิล 1,136 ล้านบาท (คาดโอนปี 2566)
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ สิ้นปี 2564 สินทรัพย์รวมอยู่ที่ 77,068 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22.6% จากปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักจากการลงทุนในสินทรัพย์ทางการเงินระยะยาว, การลงทุนใน SINGER และสินทรัพย์ที่ถือไว้เพื่อขาย หนี้สินรวมลดลง 7.7% เป็น 35,841 ล้านบาท จากการจำหน่ายทรัพย์สินในยุโรปและการชำระคืนเงินกู้ยืม
ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้น 71.7% เป็น 41,228 ล้านบาท จากการเพิ่มทุน
หนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยลดลงอย่างมาก 9,623 ล้านบาท เหลือ 18,163 ล้านบาท ทำให้อัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นลดลงเหลือ 0.37 เท่า
กระแสเงินสดจากการดำเนินงานสุทธิใช้ไป 315 ล้านบาท ขณะที่กระแสเงินสดจากกิจกรรมลงทุนใช้ไป 15,829 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนใน SINGER, JMART และ A LIFE ส่วนกระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงินสุทธิได้ 16,044 ล้านบาท จากการเพิ่มทุนเป็นหลัก
## สรุปท้าย
U City ได้แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในปี 2564 ด้วยการพลิกจากผลขาดทุนมหาศาลมาสู่การมีกำไรสุทธิ จากการปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งใหญ่ การจำหน่ายสินทรัพย์ที่ไม่ทำกำไร และการเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางการเงิน การเข้าลงทุนในธุรกิจบริการทางการเงินใหม่ๆ เช่น JMART, SINGER และ A LIFE สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนในการเปลี่ยนทิศทางธุรกิจสู่การสร้างผลตอบแทนที่สูงขึ้นในระยะยาว แม้จะยังมีความเสี่ยงจากการแข่งขันและภาวะเศรษฐกิจ แต่การเดินหน้าตามแผนธุรกิจใหม่นี้ ถือเป็นโอกาสสำคัญที่นักลงทุนควรจับตาอย่างใกล้ชิด.
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ RABBIT ไตรมาส 4/2564
รายได้รวม
2,651.00
ล้านบาท
↑ 73.5% YoY
กำไรขั้นต้น
1,102.03
ล้านบาท
↓ 15.1% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
41.57
%
กำไรสุทธิ
1,015.89
ล้านบาท
↓ 1173.6% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
38.32
%
D/E Ratio
0.87
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
2,651
↑ + 73.5%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
1,102
↓ -15.1%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
1,016
↓ -1173.6%
YoY
D/E Ratio
0.87
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — RABBIT
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
0.87
ROE (%)
3.22
ROA (%)
4.38
Book Value/หุ้น
0.99
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — RABBIT
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
+466
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+2,692
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — RABBIT
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2557 | 2556 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
466.32
-617.73%
|
-90.07
-95.95%
|
-2,223.57
-430.91%
|
671.96
|
0.00
|
0.00
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
2,692.31
+330.90%
|
624.81
-1,180.61%
|
-57.82
-105.13%
|
1,127.57
|
0.00
|
0.00
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
-1,856.84
+327.34%
|
-434.51
-125.98%
|
1,672.33
-148.97%
|
-3,415.04
|
0.00
|
0.00
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
1,390.13
-756.19%
|
-211.85
-81.62%
|
-1,152.70
-21.20%
|
-1,462.83
|
-271.36
-124.50%
|
1,107.61
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
2,575.52
+60.89%
|
1,600.75
-15.87%
|
1,902.82
-30.55%
|
2,739.67
-24.60%
|
1,267.77
+691.56%
|
160.16
+323.18%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
2,387.24
-7.31%
|
2,575.52
+60.89%
|
1,600.75
-15.87%
|
1,902.82
-30.55%
|
0.00
|
0.00
|