บริษัท แรบบิท โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน)
SET · พัฒนาอสังหาริมทรัพย์
0.36
+0.01 (+2.86%)
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=12982 out_tok=3114 at=2026-07-26T01:34:55 -->
# ยู ซิตี้ พลิกขาดทุน Q1/2565 สู่กำไรที่ลดลง รับแรงหนุนธุรกิจโรงแรม-ประกันชีวิต
## รายได้รวมพุ่ง 146% จากการฟื้นตัวของโรงแรมและการควบรวมธุรกิจประกันชีวิต ขณะที่ผลขาดทุนสุทธิลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
บริษัท ยู ซิตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ UCITY รายงานผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2565 มีรายได้รวม 1,414 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 146.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากการฟื้นตัวของธุรกิจโรงแรมและการรับรู้รายได้เพิ่มเติมจากธุรกิจประกันชีวิตจากการควบรวม A LIFE แม้ว่าบริษัทจะยังคงมีผลขาดทุนสุทธิอยู่ที่ 198 ล้านบาท แต่ก็เป็นการปรับตัวดีขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ขาดทุน 346 ล้านบาท
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจสำคัญที่ทำให้ผลประกอบการของ UCITY ในไตรมาส 1 ปี 2565 ปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ คือ **การฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งของธุรกิจโรงแรมและบริการ ประกอบกับการรับรู้รายได้จากการควบรวมธุรกิจประกันชีวิต A LIFE** โดยรายได้รวมเพิ่มขึ้นถึง 146.1% YoY เป็น 1,414 ล้านบาท และ EBITDA เพิ่มขึ้นถึง 620.6% YoY เป็น 250 ล้านบาท แม้ว่าบริษัทจะยังคงมีผลขาดทุนสุทธิ แต่ก็ลดลงถึง 42.9% YoY เหลือ 198 ล้านบาท
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
* **ธุรกิจโรงแรมและบริการ:** การผ่อนคลายมาตรการควบคุมโรคโควิด-19 ทั้งในประเทศไทยและยุโรป ส่งผลให้อัตราเฉลี่ยราคาห้องพักต่อวัน (ADR) และอัตราการเข้าพัก (Occupancy Rate) ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดย ADR เพิ่มขึ้น 639 บาท เป็น 2,440 บาทต่อคืน และ Occupancy Rate เพิ่มขึ้นจาก 18.4% เป็น 32.8% ทำให้รายได้เฉลี่ยต่อห้องเพิ่มขึ้น 469 บาท เป็น 800 บาทต่อคืน การที่โรงแรมส่วนใหญ่รับรู้รายได้เป็นสกุลเงินยูโร และค่าเงินบาทอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับยูโร ก็เป็นอีกปัจจัยที่ช่วยหนุนรายได้
* **ธุรกิจประกันชีวิต:** การควบรวมงบการเงินของ A LIFE ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2564 ทำให้บริษัทสามารถรับรู้รายได้จากธุรกิจประกันชีวิตได้เต็มไตรมาส โดยมีรายได้รวมจากธุรกิจประกันชีวิต 287 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่มาจากเบี้ยประกันภัย 229 ล้านบาท การเข้าลงทุนใน A LIFE ยังเป็นการปรับทิศทางธุรกิจของ UCITY ไปสู่กลุ่มธุรกิจบริการทางการเงิน ซึ่งฝ่ายจัดการมองว่าจะสามารถสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนได้
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
**มีโอกาสต่อเนื่อง** โดยเฉพาะในส่วนของธุรกิจโรงแรมและบริการ ซึ่งคาดว่าจะได้รับประโยชน์ต่อเนื่องจากการผ่อนคลายมาตรการเดินทางทั่วโลก และการกลับมาของนักท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของอัตราการเข้าพักอาจยังต้องใช้เวลา นอกจากนี้ ฝ่ายจัดการยังคงมีแผนที่จะปรับเปลี่ยนทิศทางการดำเนินธุรกิจมุ่งสู่ "ธุรกิจบริการทางการเงิน" อย่างต่อเนื่อง โดยจะใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์ม 3M ของกลุ่ม BTS และการทำ Digital Transformation เพื่อสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืน รวมถึงการมองหาโอกาสในธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เช่น โบรกเกอร์ประกันภัย ลีสซิ่ง และบริษัทบริหารสินทรัพย์ ซึ่งจะใช้เงินทุนจากการจำหน่ายทรัพย์สินบางส่วน
## Highlight สำคัญ
* **รายได้รวมเติบโต 146.1% YoY:** แตะ 1,414 ล้านบาท จากการฟื้นตัวของธุรกิจโรงแรมและการรับรู้รายได้ธุรกิจประกันชีวิต
* **EBITDA พุ่ง 620.6% YoY:** อยู่ที่ 250 ล้านบาท สะท้อนการดำเนินงานที่ดีขึ้นของธุรกิจหลัก
* **ผลขาดทุนสุทธิลดลง 42.9% YoY:** เหลือ 198 ล้านบาท จาก 346 ล้านบาทในปีก่อน
* **ธุรกิจโรงแรมฟื้นตัวเด่น:** ADR และ Occupancy Rate ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากการผ่อนคลายมาตรการโควิด-19 และค่าเงินบาทอ่อนค่า
* **รับรู้รายได้ธุรกิจประกันชีวิต A LIFE:** จากการควบรวมงบการเงิน ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น 229 ล้านบาท
* **ปรับโครงสร้างธุรกิจสู่บริการทางการเงิน:** ฝ่ายจัดการมีแผนชัดเจนในการมุ่งเน้นธุรกิจบริการทางการเงิน และจะใช้เงินทุนจากการขายสินทรัพย์บางส่วน
## ภาพรวมผลประกอบการ
UCITY รายงานรายได้รวมในไตรมาส 1 ปี 2565 ที่ 1,414.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 146.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) โดยมีปัจจัยหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของรายได้จากธุรกิจโรงแรมและบริการ 358 ล้านบาท (180.2%) เนื่องจากการผ่อนคลายมาตรการโควิด-19 และการรับรู้รายได้จากธุรกิจประกันชีวิต A LIFE จำนวน 229 ล้านบาท รวมถึงรายได้อื่นที่เพิ่มขึ้น 200 ล้านบาท (89.2%)
อย่างไรก็ตาม ต้นทุนการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 309.2% YoY เป็น 610.2 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้น 16.5% YoY เป็น 455.6 ล้านบาท โดยมีค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการควบรวมธุรกิจประกันชีวิต A LIFE และต้นทุนกิจการโรงแรมที่เพิ่มขึ้น
ส่งผลให้ EBITDA อยู่ที่ 250.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 620.6% YoY โดย EBITDA Margin อยู่ที่ 17.7% จาก 6.0% ในปีก่อนหน้า
ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมอยู่ที่ 17.9 ล้านบาท เทียบกับขาดทุน 87.8 ล้านบาทในปีก่อน โดยมีส่วนแบ่งกำไรจาก SINGER และโครงการร่วมทุนกับแสนสิริและโนเบิล
ค่าใช้จ่ายทางการเงินเพิ่มขึ้น 16.9% YoY เป็น 269.9 ล้านบาท ส่วนใหญ่มาจากดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อลงทุนในธุรกิจบริการทางการเงิน
สุดท้าย บริษัทมีผลขาดทุนสุทธิ 197.5 ล้านบาท ดีขึ้น 42.9% YoY จาก 345.8 ล้านบาทในปีก่อน
## โอกาส
* **การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว:** การผ่อนคลายมาตรการควบคุมโรคโควิด-19 ทั่วโลกเป็นโอกาสสำคัญในการฟื้นตัวของธุรกิจโรงแรมและบริการ
* **การขยายธุรกิจบริการทางการเงิน:** ฝ่ายจัดการมีแผนชัดเจนในการมุ่งเน้นธุรกิจบริการทางการเงิน ซึ่งคาดว่าจะสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืน โดยใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์ม 3M ของกลุ่ม BTS และการทำ Digital Transformation
* **การลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวข้อง:** บริษัทสนใจธุรกิจโบรกเกอร์ประกันภัย, ลีสซิ่ง, และบริษัทบริหารสินทรัพย์ ซึ่งมีศักยภาพในการสร้างผลตอบแทนที่ดี
* **การขายสินทรัพย์:** การจำหน่ายทรัพย์สินบางส่วนจะช่วยปลดล็อกมูลค่าและนำเงินทุนไปใช้ในการลงทุนในธุรกิจบริการทางการเงิน
* **โครงการอสังหาริมทรัพย์ที่ยังคงดำเนินงาน:** แม้จะลดการพึ่งพาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ แต่บริษัทยังคงถือครองและดำเนินงานในบางโครงการที่สร้างผลตอบแทนน่าพอใจ
## ความเสี่ยง
* **ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจมหภาค:** สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน และความผันผวนทางการเงินทั่วโลก อาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจ
* **การแข่งขันในธุรกิจบริการทางการเงิน:** ธุรกิจประกันชีวิตและบริการทางการเงินมีการแข่งขันสูง ซึ่งอาจส่งผลต่อส่วนแบ่งการตลาดและอัตรากำไร
* **การดำเนินงานของธุรกิจโรงแรม:** แม้จะฟื้นตัว แต่ธุรกิจโรงแรมยังคงมีความอ่อนไหวต่อปัจจัยภายนอก เช่น การระบาดของโรค หรือสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ
* **การขายสินทรัพย์:** การขายสินทรัพย์บางส่วนอาจส่งผลกระทบต่อรายได้และกำไรในระยะสั้น หากไม่สามารถหาแหล่งรายได้ใหม่มาทดแทนได้ทันท่วงที
* **ความล่าช้าในการขายสินทรัพย์:** การขายกลุ่มโรงแรมเวียนนา เฮ้าส์ในยุโรปที่คาดว่าจะแล้วเสร็จในไตรมาส 2 ปี 2565 อาจมีความล่าช้ากว่ากำหนด
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **ความคืบหน้าในการขายกลุ่มโรงแรมเวียนนา เฮ้าส์:** การปิดดีลนี้จะส่งผลต่อการปรับโครงสร้างพอร์ตสินทรัพย์ของบริษัท
* **การเติบโตของธุรกิจประกันชีวิต A LIFE:** กลยุทธ์การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ และการเข้าสู่ Bancassurance จะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเติบโต
* **การลงทุนเพิ่มเติมในธุรกิจบริการทางการเงิน:** การใช้เงินทุนจากการขายสินทรัพย์เพื่อเข้าลงทุนในธุรกิจใหม่ๆ จะเป็นตัวขับเคลื่อนการเติบโตในอนาคต
* **Backlog ของโครงการอสังหาริมทรัพย์:** แม้จะลดความสำคัญลง แต่ Backlog ของโครงการร่วมทุนกับแสนสิริและโนเบิล ยังคงเป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญในระยะสั้นถึงกลาง
* **ผลการดำเนินงานของ JMART และ SINGER:** การลงทุนในบริษัทเหล่านี้จะส่งผลต่อส่วนแบ่งกำไรและมูลค่าเงินลงทุนของ UCITY
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง)
ในไตรมาส 1 ปี 2565 ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของ UCITY มีสัดส่วนรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์อยู่ที่ 2.9% ของรายได้รวม โดยส่วนใหญ่มาจากการขายห้องชุดโครงการพาร์ครัมอินทรา
สำหรับโครงการร่วมทุนกับแสนสิริและโนเบิล มีการคาดการณ์รายได้รอการโอน (Backlog) ในระหว่างปี 2565-2568 รวมทั้งสิ้นประมาณ 6,056 ล้านบาท โดยโครงการร่วมทุนกับแสนสิริมี Backlog 1,977 ล้านบาท และโครงการร่วมทุนกับโนเบิลมี Backlog 3,119 ล้านบาท
ในส่วนของโครงการที่กำลังพัฒนา โครงการ เดอะ ยูนิคอร์น ก่อสร้างแล้วเสร็จกว่า 70% และโครงการพัฒนาที่ราชพัสดุแปลงที่ตั้งโรงภาษีร้อยชักสามมีความคืบหน้า 9%
ธุรกิจให้เช่าอาคารสำนักงาน มีอัตราการเช่าพื้นที่รวมอยู่ที่ 88.4% ลดลงเล็กน้อยจากไตรมาสก่อนหน้า โดยอาคารสำนักงาน Gracechurch (ลอนดอน) อยู่ระหว่างการเจรจาต่อรองกับผู้เช่าเพิ่มเติม ขณะที่อาคารพาณิชย์โนเบิลและอาคารสำนักงาน TST ยังคงมีอัตราการเช่า 100%
ธุรกิจให้เช่าห้องชุดเพื่อการพาณิชย์ มีพื้นที่เช่าสุทธิรวม 15,824 ตารางเมตร และมีอัตราการเช่าพื้นที่ 100% สร้างรายได้ประจำประมาณ 129.7 ล้านบาทต่อปี
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ วันที่ 31 มีนาคม 2565 สินทรัพย์รวมของ UCITY อยู่ที่ 75,944 ล้านบาท ลดลง 1.5% จากสิ้นปี 2564 โดยมีสาเหตุหลักมาจากการลดลงของเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดจากการชำระคืนเงินกู้ยืมและการลงทุนต่างๆ รวมถึงสินทรัพย์ที่ถือไว้เพื่อขายจากการจำหน่ายโรงแรมอนันตรา เชียงใหม่
หนี้สินรวมอยู่ที่ 34,729 ล้านบาท ลดลง 3.1% จากสิ้นปี 2564 ส่วนใหญ่มาจากการลดลงของหนี้สินที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ที่ขายไป
ส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 41,215 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อย 0.1% จากสิ้นปี 2564 เนื่องจากผลขาดทุนสุทธิในไตรมาส 1 ปี 2565
หนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Net Interest Bearing Debt to Equity Ratio) อยู่ที่ 0.37 เท่า เท่ากับสิ้นปี 2564
กระแสเงินสดจากการดำเนินงานในไตรมาส 1 ปี 2565 อยู่ที่ 171 ล้านบาท โดยมีเงินสดสุทธิใช้ไปในกิจกรรมลงทุน 1,510 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในสินทรัพย์ทางการเงิน อสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน และการลงทุนใน MJP
เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด ณ สิ้นไตรมาส อยู่ที่ 1,453 ล้านบาท ลดลงจากต้นปีที่ 2,740 ล้านบาท
## สรุปท้าย
UCITY ในไตรมาส 1 ปี 2565 แสดงสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจน โดยมีรายได้รวมเติบโตอย่างก้าวกระโดดจากการฟื้นตัวของธุรกิจโรงแรมและการควบรวมธุรกิจประกันชีวิต ซึ่งช่วยลดผลขาดทุนสุทธิลงได้อย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่าธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จะลดบทบาทลง แต่บริษัทยังคงมี Backlog ที่รอการโอน และมีแผนที่จะมุ่งเน้นการเติบโตในธุรกิจบริการทางการเงิน ซึ่งเป็นกลยุทธ์หลักที่จะสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนในอนาคต อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรจับตาความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก และความคืบหน้าในการปรับโครงสร้างธุรกิจอย่างใกล้ชิด
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ RABBIT ไตรมาส 1/2565
รายได้รวม
2,651.00
ล้านบาท
↑ 73.5% YoY
กำไรขั้นต้น
1,102.03
ล้านบาท
↓ 15.1% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
41.57
%
กำไรสุทธิ
1,015.89
ล้านบาท
↓ 1173.6% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
38.32
%
D/E Ratio
0.87
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
2,651
↑ + 73.5%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
1,102
↓ -15.1%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
1,016
↓ -1173.6%
YoY
D/E Ratio
0.87
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — RABBIT
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
0.87
ROE (%)
3.22
ROA (%)
4.38
Book Value/หุ้น
0.99
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — RABBIT
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
+466
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+2,692
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — RABBIT
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2557 | 2556 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
466.32
-617.73%
|
-90.07
-95.95%
|
-2,223.57
-430.91%
|
671.96
|
0.00
|
0.00
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
2,692.31
+330.90%
|
624.81
-1,180.61%
|
-57.82
-105.13%
|
1,127.57
|
0.00
|
0.00
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
-1,856.84
+327.34%
|
-434.51
-125.98%
|
1,672.33
-148.97%
|
-3,415.04
|
0.00
|
0.00
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
1,390.13
-756.19%
|
-211.85
-81.62%
|
-1,152.70
-21.20%
|
-1,462.83
|
-271.36
-124.50%
|
1,107.61
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
2,575.52
+60.89%
|
1,600.75
-15.87%
|
1,902.82
-30.55%
|
2,739.67
-24.60%
|
1,267.77
+691.56%
|
160.16
+323.18%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
2,387.24
-7.31%
|
2,575.52
+60.89%
|
1,600.75
-15.87%
|
1,902.82
-30.55%
|
0.00
|
0.00
|