บริษัท แรบบิท โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน)
SET · พัฒนาอสังหาริมทรัพย์
0.36
+0.01 (+2.86%)
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=13674 out_tok=3045 at=2026-07-26T01:40:20 -->
# RABBIT Q3/2564 พลิกเกมสู่ธุรกิจการเงิน กำไรสุทธิขาดทุนลดลง 51.5%
## ปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ ยุติธุรกิจอสังหาฯ-โรงแรม หันลุยบริการการเงินเต็มตัว
บริษัท ยู ซิตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ RABBIT ในไตรมาส 3 ปี 2564 มีรายได้รวม 1,193.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้ผลขาดทุนสุทธิจะยังคงมีอยู่ แต่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ 51.5% มาอยู่ที่ 363.6 ล้านบาท จาก 750.3 ล้านบาทในปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากการปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งใหญ่ การจำหน่ายสินทรัพย์ในยุโรป และการลดลงของต้นทุนทางการเงิน ขณะที่บริษัทได้ประกาศทิศทางใหม่ที่จะยุติธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และโรงแรม เพื่อมุ่งสู่ธุรกิจบริการทางการเงินเต็มตัว
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
หัวใจสำคัญที่ทำให้ผลประกอบการของ RABBIT ในไตรมาส 3 ปี 2564 มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ คือ **การปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งใหญ่และการจำหน่ายสินทรัพย์บางส่วน โดยเฉพาะในทวีปยุโรป ซึ่งส่งผลให้เกิดกำไรจากการขายเงินลงทุนและกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเข้ามาช่วยชดเชยผลขาดทุนจากการดำเนินงานปกติ และการลดลงของต้นทุนทางการเงิน**
**ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น:**
1. **กำไรจากการจำหน่ายเงินลงทุนและกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน:** บริษัทฯ มีการจำหน่ายเงินลงทุนในบริษัทย่อยบางส่วนในทวีปยุโรป ซึ่งสร้างกำไรจากการขายจำนวน 232 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนอีก 42 ล้านบาท ปัจจัยเหล่านี้เป็นรายการพิเศษที่เข้ามาช่วยหนุนรายได้รวมให้เติบโต 3.6% แม้ว่ารายได้จากธุรกิจโรงแรมในยุโรปที่จำหน่ายออกไปจะลดลงถึง 234 ล้านบาทก็ตาม
2. **การลดลงของต้นทุนทางการเงิน:** บริษัทฯ ได้มีการชำระคืนเงินกู้ยืมสุทธิ 11,044 ล้านบาทในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2564 ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายทางการเงินในไตรมาส 3 ปี 2564 ลดลงถึง 64.8% หรือ 207 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งช่วยลดภาระต้นทุนและส่งผลให้ผลขาดทุนสุทธิลดลงอย่างมาก
3. **การควบคุมค่าใช้จ่าย:** แม้จะมีปัจจัยลบจาก COVID-19 แต่บริษัทฯ ได้ดำเนินนโยบายควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างเข้มงวด ทำให้ต้นทุนการดำเนินงานและค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารลดลง 21.9% เมื่อเทียบกับปีก่อน
**จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่:**
**ลักษณะครั้งคราว** โดยมีโอกาสต่อเนื่องในแง่ของการลดต้นทุนทางการเงิน แต่กำไรจากการขายสินทรัพย์เป็นรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว การเปลี่ยนแปลงทิศทางธุรกิจสู่บริการทางการเงินจะเป็นปัจจัยขับเคลื่อนผลประกอบการในระยะยาว ซึ่งยังต้องรอความชัดเจนจากการลงทุนใหม่ๆ
## Highlight สำคัญ
* **รายได้รวม 1,193.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.6% YoY:** หนุนโดยกำไรจากการจำหน่ายเงินลงทุนและกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน แม้รายได้ธุรกิจโรงแรมในยุโรปจะลดลง
* **ผลขาดทุนสุทธิลดลง 51.5% YoY:** เหลือ 363.6 ล้านบาท จาก 750.3 ล้านบาทในปีก่อน เป็นผลจากการจำหน่ายสินทรัพย์ การลดต้นทุนทางการเงิน และการควบคุมค่าใช้จ่าย
* **EBITDA เพิ่มขึ้น 97.9% YoY:** อยู่ที่ 410.2 ล้านบาท สะท้อนการบริหารจัดการต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่ดีขึ้น
* **ปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งใหญ่:** ประกาศยุติธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และโรงแรม มุ่งสู่ธุรกิจบริการทางการเงินเต็มตัว โดยจะลงทุนในธุรกิจประกันชีวิต, JMART และ SINGER
* **ฐานะการเงินแข็งแกร่งขึ้น:** อัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Net Interest Bearing Debt to Equity) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญจาก 1.00 เท่า เหลือ 0.06 เท่า
## ภาพรวมผลประกอบการ
ในไตรมาส 3 ปี 2564 บริษัท ยู ซิตี้ จำกัด (มหาชน) มีรายได้รวม 1,193.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากการรับรู้กำไรจากการจำหน่ายเงินลงทุนในบริษัทย่อยในทวีปยุโรปจำนวน 232 ล้านบาท และกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน 42 ล้านบาท ซึ่งช่วยชดเชยรายได้ที่ลดลงจากธุรกิจโรงแรมในยุโรปที่ถูกจำหน่ายออกไป 234 ล้านบาท
ในด้านค่าใช้จ่ายรวม บริษัทฯ สามารถบริหารจัดการได้ดี โดยมีค่าใช้จ่ายรวม 738 ล้านบาท ลดลง 21.9% เมื่อเทียบกับปีก่อน เป็นผลมาจากการจำหน่ายธุรกิจโรงแรมบางส่วนในยุโรป และการควบคุมค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานและค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารอย่างเข้มงวด
อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ยังคงมีผลขาดทุนสุทธิในไตรมาสนี้ที่ 363.6 ล้านบาท (คิดเป็นอัตราขาดทุนสุทธิ 30.5%) แม้ว่าจะลดลงอย่างมากถึง 51.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีผลขาดทุน 750.3 ล้านบาท ปัจจัยหลักที่ทำให้ผลขาดทุนลดลง มาจากการรับรู้กำไรจากการขายสินทรัพย์ การลดลงของค่าใช้จ่ายทางการเงิน 207 ล้านบาท และส่วนแบ่งผลขาดทุนจากเงินลงทุนในร่วมค้าและบริษัทร่วมที่ลดลง
## โอกาส
* **การเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจบริการทางการเงิน:** การลงทุนใน JMART, SINGER และ A LIFE เป็นโอกาสในการสร้างรายได้ประจำและกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพิงธุรกิจเดียวในอดีต โดยเฉพาะการใช้ประโยชน์จากเครือข่ายของกลุ่ม BTS (กลยุทธ์ 3M)
* **การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว:** มาตรการผ่อนคลายของภาครัฐไทย เช่น การเปิดรับนักท่องเที่ยวโดยไม่ต้องกักตัว จะเป็นปัจจัยบวกต่อธุรกิจโรงแรมที่ยังคงเหลืออยู่ โดยเฉพาะในประเทศไทย
* **การผ่อนคลายมาตรการ LTV:** มาตรการของธนาคารแห่งประเทศไทยในการผ่อนคลายหลักเกณฑ์ LTV คาดว่าจะช่วยกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง
## ความเสี่ยง
* **ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ COVID-19:** แม้จะมีแนวโน้มดีขึ้น แต่การระบาดระลอกใหม่หรือการกลายพันธุ์ของไวรัสยังคงเป็นความเสี่ยงต่อภาคธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจโรงแรมและอสังหาริมทรัพย์
* **การแข่งขันในธุรกิจบริการทางการเงิน:** การเข้าสู่ธุรกิจบริการทางการเงินใหม่ อาจเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงจากผู้เล่นเดิมในตลาด
* **ความล่าช้าในการขายสินทรัพย์:** การไม่สามารถบรรลุข้อตกลงในการขายโรงแรมทั้งหมดภายใน 3 ปี อาจส่งผลต่อแผนการยุติธุรกิจโรงแรมโดยสิ้นเชิง หรืออาจต้องพิจารณาจัดตั้ง REIT ซึ่งมีความซับซ้อน
* **ความเสี่ยงด้านการดำเนินงานของธุรกิจใหม่:** การบริหารจัดการธุรกิจประกันชีวิต, การเงินรายย่อย และการบริหารหนี้สิน อาจมีความท้าทายและต้องการการปรับตัว
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **ความคืบหน้าของการลงทุนในธุรกิจบริการทางการเงิน:** การเข้าซื้อหุ้น JMART, SINGER และ A LIFE คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปลายปี 2564 ต้องติดตามผลการดำเนินงานและการผนึกกำลังกับพันธมิตร
* **แผนการยุติธุรกิจโรงแรมและอสังหาริมทรัพย์:** ความคืบหน้าในการขายสินทรัพย์โรงแรมและอสังหาริมทรัพย์ที่เหลืออยู่
* **ผลประกอบการของธุรกิจโรงแรมที่ยังคงดำเนินงาน:** การฟื้นตัวของรายได้และอัตราการเข้าพัก หลังจากการผ่อนคลายมาตรการเดินทาง
* **การบริหารจัดการต้นทุนทางการเงิน:** แม้จะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่การบริหารจัดการหนี้สินยังคงเป็นปัจจัยสำคัญ
* **การพัฒนาผลิตภัณฑ์และช่องทางการขายในธุรกิจประกันชีวิต:** กลยุทธ์การขยายส่วนแบ่งการตลาดของ A LIFE
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง)
ในไตรมาส 3 ปี 2564 แม้ว่า RABBIT จะประกาศทิศทางใหม่ในการยุติธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ แต่ยังมีข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจที่เกี่ยวข้องปรากฏในรายงานดังนี้:
* **ธุรกิจให้เช่าอาคารสำนักงาน:** มีอัตราการเช่าพื้นที่รวมอยู่ที่ 88.2% โดยอาคาร Gracechurch (ลอนดอน) มีอัตราการเช่า 63% ขณะที่อาคารพาณิชย์โนเบิลและอาคารสำนักงานทีเอสที (กรุงเทพฯ) มีอัตราการเช่า 100% รายได้จากธุรกิจนี้อยู่ที่ 101 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.7% YoY
* **ธุรกิจให้เช่าห้องชุดเพื่อการพาณิชย์:** มีพื้นที่ให้เช่าสุทธิรวม 9,173 ตารางเมตร และมีอัตราการเช่าพื้นที่รวม 100% สร้างรายได้ประมาณ 61 ล้านบาทต่อปี
* **ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เชิงที่อยู่อาศัย:**
* **โครงการร่วมทุนกับแสนสิริ:** มี 3 โครงการ โดย 2 โครงการพร้อมเข้าอยู่ (คุณบายยู, เดอะ เบสสะพานใหม่) และ 1 โครงการอยู่ระหว่างก่อสร้าง (เดอะไลน์พหลโยธินพาร์ค) คาดว่าจะแล้วเสร็จและพร้อมโอนในเดือนธันวาคม 2564 มีรายได้รอการโอน (Backlog) รวม 3,967 ล้านบาท สำหรับปี 2564-2566
* **โครงการร่วมทุนกับโนเบิล:** มี Backlog จากโครงการนิว โนเบิลรัชดา ลาดพร้าว จำนวน 1,121 ล้านบาท คาดว่าจะเริ่มโอนได้ในปี 2566
* **การพัฒนาโครงการ:** โครงการเดอะ ยูนิคอร์น ก่อสร้างไปแล้วกว่า 52% และโครงการพัฒนาที่ราชพัสดุแปลงที่ตั้งโรงภาษีร้อยชักสาม ก่อสร้างไปแล้วกว่า 6%
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ วันที่ 30 กันยายน 2564 สินทรัพย์รวมของบริษัทฯ อยู่ที่ 59,030 ล้านบาท ลดลง 6.1% จากสิ้นปี 2563 เป็นผลมาจากการจำหน่ายทรัพย์สินในยุโรปและอาคารสำนักงาน Underwood Street รวมถึงสิทธิการใช้สินทรัพย์ของโรงแรมภายใต้สัญญาเช่าบริหาร
หนี้สินรวมลดลงอย่างมีนัยสำคัญ 48.9% มาอยู่ที่ 19,836 ล้านบาท จาก 38,827 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2563 โดยมีปัจจัยหลักจากการลดลงของหนี้สินที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ที่ขาย และการจ่ายคืนเงินกู้ยืมระยะยาว
ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้น 63.2% มาอยู่ที่ 39,194 ล้านบาท จาก 24,017 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2563 สาเหตุหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของหุ้นบุริมสิทธิเพิ่มทุน
โครงสร้างเงินทุนมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก โดยหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยลดลง 19,810 ล้านบาท ส่งผลให้อัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Net Interest Bearing Debt to Equity) ลดลงจาก 1.00 เท่า เหลือเพียง 0.06 เท่า
ในด้านกระแสเงินสด บริษัทฯ มีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้นเป็น 5,254 ล้านบาท โดยมีเงินสดใช้ไปในกิจกรรมดำเนินงาน (771) ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลขาดทุนก่อนภาษีหักลบด้วยรายการที่ไม่ใช่เงินสด เงินสดสุทธิใช้ไปในกิจกรรมลงทุนอยู่ที่ (1,206) ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนและที่ดินอาคารอุปกรณ์ ขณะที่เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมจัดหาเงินจำนวน 4,488 ล้านบาท จากการเพิ่มทุนในหุ้นบุริมสิทธิ และการชำระคืนเงินกู้ยืม
## สรุปท้าย
หัวใจสำคัญของผลประกอบการ RABBIT ในไตรมาส 3 ปี 2564 คือการพลิกโฉมธุรกิจครั้งใหญ่ โดยมีกำไรพิเศษจากการจำหน่ายสินทรัพย์และการบริหารจัดการต้นทุนทางการเงินที่ดีขึ้น ช่วยลดผลขาดทุนสุทธิได้อย่างมีนัยสำคัญ ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ได้ประกาศทิศทางใหม่ที่ชัดเจนในการยุติธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และโรงแรม เพื่อมุ่งสู่ธุรกิจบริการทางการเงิน ซึ่งเป็นโอกาสในการสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนในอนาคต อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ COVID-19 และการแข่งขันในธุรกิจใหม่ยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ RABBIT ไตรมาส 3/2564
รายได้รวม
2,651.00
ล้านบาท
↑ 73.5% YoY
กำไรขั้นต้น
1,102.03
ล้านบาท
↓ 15.1% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
41.57
%
กำไรสุทธิ
1,015.89
ล้านบาท
↓ 1173.6% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
38.32
%
D/E Ratio
0.87
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
2,651
↑ + 73.5%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
1,102
↓ -15.1%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
1,016
↓ -1173.6%
YoY
D/E Ratio
0.87
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — RABBIT
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
0.87
ROE (%)
3.22
ROA (%)
4.38
Book Value/หุ้น
0.99
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — RABBIT
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
+466
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+2,692
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — RABBIT
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2557 | 2556 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
466.32
-617.73%
|
-90.07
-95.95%
|
-2,223.57
-430.91%
|
671.96
|
0.00
|
0.00
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
2,692.31
+330.90%
|
624.81
-1,180.61%
|
-57.82
-105.13%
|
1,127.57
|
0.00
|
0.00
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
-1,856.84
+327.34%
|
-434.51
-125.98%
|
1,672.33
-148.97%
|
-3,415.04
|
0.00
|
0.00
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
1,390.13
-756.19%
|
-211.85
-81.62%
|
-1,152.70
-21.20%
|
-1,462.83
|
-271.36
-124.50%
|
1,107.61
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
2,575.52
+60.89%
|
1,600.75
-15.87%
|
1,902.82
-30.55%
|
2,739.67
-24.60%
|
1,267.77
+691.56%
|
160.16
+323.18%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
2,387.24
-7.31%
|
2,575.52
+60.89%
|
1,600.75
-15.87%
|
1,902.82
-30.55%
|
0.00
|
0.00
|