ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
SET · ธนาคาร
41.00
+0.50 (+1.23%)
สรุปสั้น
กำไรที่เพิ่มขึ้นมีปัจจัยหลักคือกําไรพิเศษจากเงินลงทุนจากการขายหุ้นใน บริษัท เงินติดล้อ จํากัด (มหาชน) (เงินติดล้อ) ในไตรมาสที่ 2 / 2564 หากไม่รวมรายการพิเศษ กําไรสุทธิจากการดําเนินธุรกิจปกติอยู่ที่จํานวน 25,609 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 11.1 หรือจํานวน 2,569 ล้านบาท จากปี 2563
รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสําคัญจํานวน 12,243 ล้านบาท หรือร้อยละ 37.5 จากปี 2563 โดย มีปัจจัยหลักมาจากการบันทึกกําไรจากเงินลงทุนจากการขายหุ้นเงินติดล้อ
หากไม่รวมรายการพิเศษจากการขายเงินลงทุนดังกล่าวแล้ว รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยจากการดําเนินธุรกิจปกติ เพิ่มขึ้นจํานวน 1,517 ล้านบาท หรือร้อยละ 4.6 จากปี 2563 ส่วนใหญ่มาจากการเพิ่มขึ้นของรายได้จากการขายสินเชื่อที่ตัดจําหน่ายแล้วและกําไรจากการจําหน่าย ทรัพย์สินรอการขาย
บริษัทรับซื้อและรับโอนส่วนของทุน (Charter Capital) ร้อยละ 100 ของบริษัท SHBank Finance Company Limited ซึ่งเป็นบริษัทที่ให้บริการสินเชื่อเพื่อรายย่อย ในประเทศเวียดนาม จาก ธนาคาร Saigon-Hanoi Commercial Joint Stock Bank โดยมีมูลค่าการลงทุนรวมของธุรกรรมสูงสุดเป็น จํานวนเงินประมาณ 3,590.3 พันล้านดองเวียดนาม หรือคิดเป็นจํานวนเงินประมาณ 5,184.4 ล้านบาท ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนกลยุทธ์การขยายธุรกิจสู่อาเซียน
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=21704 out_tok=2837 at=2026-07-25T02:29:35 -->
# BAY กำไร Q2/2566 โต 7.5% YoY รับแรงหนุนรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ แม้ตั้งสำรองเพิ่ม
## รายได้ดอกเบี้ยสุทธิพุ่งดันกำไรโต YoY ขณะต้นทุนดอกเบี้ยและสำรองฯ เพิ่มกดดัน QoQ
ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) หรือ BAY รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 มีกำไรสุทธิ 8,425 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้กำไรสุทธิจะลดลงเล็กน้อย 2.9% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ปัจจัยหลักมาจากรายได้จากการดำเนินงานที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยเฉพาะรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม ต้นทุนดอกเบี้ยและผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นที่เพิ่มขึ้นส่งผลกระทบต่อผลประกอบการในไตรมาสนี้
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนกำไรสุทธิของ BAY ในไตรมาส 2/2566 คือ **การเติบโตอย่างแข็งแกร่งของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ** ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 13.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 10.0% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ปัจจัยนี้เป็นตัวขับเคลื่อนหลักที่ทำให้กำไรสุทธิเติบโตได้แม้จะเผชิญกับแรงกดดันจากค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
การเพิ่มขึ้นของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิมาจากหลายปัจจัยประการแรก **การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย** ของธนาคารแห่งประเทศไทย ส่งผลให้ธนาคารสามารถปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเงินให้สินเชื่อได้ตาม MLR, MOR, และ MRR ซึ่งเพิ่มขึ้น 0.40%, 0.45%, และ 0.35% ตามลำดับ ประการที่สอง **การเติบโตของเงินให้สินเชื่อ** โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการรวมธุรกิจสินเชื่อเพื่อผู้บริโภคในประเทศฟิลิปปินส์และเวียดนาม ส่งผลให้เงินให้สินเชื่อรวมเพิ่มขึ้น 3.1% จากสิ้นปี 2565 และ 2.8% จากไตรมาสก่อนหน้า นอกจากนี้ **การเพิ่มขึ้นของส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM)** จาก 3.32% ในปีก่อนมาอยู่ที่ 3.64% ในไตรมาสนี้ ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุนรายได้ดอกเบี้ย
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่กดดันกำไรสุทธิในไตรมาสนี้คือ **การเพิ่มขึ้นของผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL)** ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 19.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 34.7% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า โดยเฉพาะการตั้งสำรองอย่างรอบคอบสำหรับธุรกิจในต่างประเทศ รวมถึง **ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น** 85.5% YoY และ 16.1% QoQ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการเพิ่มขึ้นของต้นทุนเงินรับฝากจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
**มีโอกาสต่อเนื่อง** สำหรับการเติบโตของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างต่อเนื่อง และการขยายตัวของพอร์ตสินเชื่อจากการควบรวมกิจการในต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม การตั้งสำรองที่เพิ่มขึ้นอาจเป็นปัจจัยที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่อาจชะลอตัว และการบริหารจัดการคุณภาพสินทรัพย์ในกลุ่มธุรกิจที่เพิ่งเข้าซื้อกิจการ
## Highlight สำคัญ
* **กำไรสุทธิ Q2/2566:** 8,425 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.5% YoY แต่ลดลง 2.9% QoQ
* **รายได้ดอกเบี้ยสุทธิ Q2/2566:** 23,299 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.4% YoY และ 10.0% QoQ
* **NIM Q2/2566:** อยู่ที่ 3.64% เพิ่มขึ้นจาก 3.32% ใน Q2/2565
* **เงินให้สินเชื่อรวม Q2/2566:** 2,010,098 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.1% YTD โดยรวมธุรกิจในฟิลิปปินส์และเวียดนาม
* **NPL Ratio Q2/2566:** อยู่ที่ 2.29% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 2.26% ใน Q1/2566 แต่ลดลงจาก 2.32% ณ สิ้นปี 2565
* **การตั้งสำรอง ECL:** เพิ่มขึ้น 19.0% YoY และ 34.7% QoQ โดยเฉพาะการตั้งสำรองสำหรับธุรกิจในต่างประเทศ
## ภาพรวมผลประกอบการ
ในไตรมาส 2/2566 BAY มีรายได้จากการดำเนินงานรวม 32,145 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.2% YoY และ 7.0% QoQ โดยมีรายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้น 13.4% YoY และ 10.0% QoQ ขณะที่รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 9.2% YoY แต่ลดลงเล็กน้อย 0.1% QoQ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 11.8% YoY และ 3.5% QoQ ขณะที่ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นเพิ่มขึ้น 19.0% YoY และ 34.7% QoQ ส่งผลให้กำไรสุทธิอยู่ที่ 8,425 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.5% YoY แต่ลดลง 2.9% QoQ
สำหรับงวดครึ่งปีแรกปี 2566 BAY มีกำไรสุทธิ 17,102 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.1% YoY โดยมีรายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้น 10.1% YoY และรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 7.6% YoY
## โอกาส
* **การขยายธุรกิจในภูมิภาคอาเซียน:** การเข้าซื้อกิจการสินเชื่อเพื่อผู้บริโภคในฟิลิปปินส์และเวียดนาม เป็นโอกาสสำคัญในการสร้างการเติบโตในตลาดที่มีศักยภาพสูง
* **การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย:** การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย ส่งผลดีต่อ NIM และรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ
* **การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย:** การคาดการณ์เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวต่อเนื่อง หนุนการบริโภคภาคเอกชนและการปล่อยสินเชื่อ
* **การธนาคารเพื่อความยั่งยืน:** การออกตราสารหนี้เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม สะท้อนการให้ความสำคัญกับ ESG และอาจเปิดโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนใหม่ๆ
## ความเสี่ยง
* **คุณภาพสินทรัพย์ในต่างประเทศ:** การตั้งสำรองที่เพิ่มขึ้นสำหรับธุรกิจในต่างประเทศ โดยเฉพาะในเวียดนามและฟิลิปปินส์ อาจส่งผลกระทบต่อผลประกอบการหากคุณภาพสินทรัพย์ไม่เป็นไปตามคาด
* **การแข่งขันในธุรกิจสินเชื่อ:** การแข่งขันที่รุนแรงในธุรกิจสินเชื่อเพื่อรายย่อย โดยเฉพาะสินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล อาจกดดันส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยและเพิ่มความเสี่ยงด้านเครดิต
* **ความผันผวนของอัตราดอกเบี้ย:** แม้การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะเป็นผลดีต่อ NIM แต่หากอัตราดอกเบี้ยปรับขึ้นเร็วเกินไป อาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้ของลูกค้าและเพิ่ม NPL
* **ความเสี่ยงด้านกฎระเบียบ:** การเปลี่ยนแปลงนโยบายทางการเงินและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของธนาคาร
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **การบริหารจัดการคุณภาพสินทรัพย์ในธุรกิจที่เข้าซื้อกิจการ:** ติดตามแนวโน้ม NPL และการตั้งสำรองของธุรกิจในฟิลิปปินส์และเวียดนาม
* **ทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบาย:** การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ กนง. จะส่งผลต่อ NIM และต้นทุนทางการเงิน
* **การเติบโตของสินเชื่อ:** โดยเฉพาะการเติบโตของสินเชื่อรายย่อยและสินเชื่อ SME ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ
* **รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการ:** การฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจจะส่งผลต่อรายได้ค่าธรรมเนียม โดยเฉพาะจากธุรกิจบัตรเครดิตและธุรกิจนายหน้าประกัน
* **การบริหารค่าใช้จ่าย:** การควบคุมค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เพื่อรักษาอัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: ธุรกิจการเงิน / ธนาคาร / ประกัน / หลักทรัพย์)
* **NIM:** ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 3.32% ใน Q2/2565 เป็น 3.64% ใน Q2/2566 โดยมีปัจจัยหลักจากการเพิ่มขึ้นของอัตราผลตอบแทนสินทรัพย์ (5.08% จาก 4.13%) ซึ่งได้รับแรงหนุนจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยและพอร์ตสินเชื่อที่เติบโต ขณะที่ต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้นจาก 0.91% เป็น 1.66%
* **NPL:** อัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL Ratio) อยู่ที่ 2.29% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 2.26% ในไตรมาสก่อนหน้า แต่ยังคงต่ำกว่า 2.32% ณ สิ้นปี 2565 โดย NPL ในกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) อยู่ที่ 4.8% และสินเชื่อเพื่อรายย่อยอยู่ที่ 3.5%
* **Coverage Ratio:** อัตราส่วนเงินสำรองต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage Ratio) อยู่ที่ 163.3% ลดลงเล็กน้อยจาก 167.4% ณ สิ้นปี 2565 แต่ยังคงอยู่ในระดับที่แข็งแกร่ง
* **CAR:** อัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (CAR) ของธนาคารอยู่ที่ 17.72% สูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนด
* **รายได้ค่าธรรมเนียม:** รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิเพิ่มขึ้น 9.0% YoY โดยมีปัจจัยหนุนจากค่าธรรมเนียมบริการบัตร และการควบรวมธุรกิจในต่างประเทศ
* **กำไรพิเศษ:** ไม่มีรายการกำไรพิเศษครั้งเดียวที่สำคัญในไตรมาสนี้
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2566 สินทรัพย์รวมของ BAY อยู่ที่ 2,698,217 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.3% YTD โดยมีเงินให้สินเชื่อรวม 2,010,098 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.1% YTD ขณะที่เงินรับฝากอยู่ที่ 1,797,835 ล้านบาท ลดลง 0.4% YTD หนี้สินรวมอยู่ที่ 2,340,199 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.0% YTD และส่วนของเจ้าของอยู่ที่ 355,301 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.2% YTD อัตราส่วนเงินให้สินเชื่อต่อเงินรับฝาก (LDR) อยู่ที่ 112% เพิ่มขึ้นจาก 105% ในไตรมาสก่อนหน้า
## สรุปท้าย
BAY แสดงผลประกอบการที่แข็งแกร่งในไตรมาส 2/2566 โดยมีกำไรสุทธิเติบโต YoY จากการเพิ่มขึ้นของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ได้รับแรงหนุนจาก NIM ที่ขยายตัวและการเติบโตของพอร์ตสินเชื่อจากการควบรวมกิจการในต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม การตั้งสำรองที่เพิ่มขึ้นและการเพิ่มขึ้นของต้นทุนดอกเบี้ยเป็นปัจจัยที่ต้องจับตา การบริหารจัดการคุณภาพสินทรัพย์ในกลุ่มธุรกิจใหม่และการควบคุมค่าใช้จ่ายจะเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาการเติบโตของกำไรในระยะต่อไป
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ BAY ไตรมาส 4/2564
รายได้รวม
42,476.86
ล้านบาท
↑ 14.9% YoY
กำไรขั้นต้น
129,786.91
ล้านบาท
↑ 12.9% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
305.55
%
กำไรสุทธิ
7,126.70
ล้านบาท
↑ 13.6% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
16.78
%
D/E Ratio
5.32
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
42,477
↑ + 14.9%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
129,787
↑ + 12.9%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
7,127
↑ + 13.6%
YoY
D/E Ratio
5.32
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — BAY
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
5.32
ROE (%)
7.87
ROA (%)
3.04
Book Value/หุ้น
57.56
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — BAY
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
+28,687
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
-12,904
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท