บริษัท ฐิติกร จำกัด (มหาชน)
SET · เงินทุนและหลักทรัพย์
4.56
+0.04 (+0.88%)
สรุปสั้น
กำไรที่เพิ่มขึ้น ปัจจัยหลักมาจาก ค่าใช้จ่ายในการบริหาร และ หนี้สูญและขาดทุนจากการด้อยค่าของลูกหนี้การค้า ลดลง ในขณะที่รายได้รวมลดลงน้อยกว่า ปัจจัยของรายได้ที่ปรับลดลงเกิดจาก สภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอย ต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ส่วนหนึ่งจากสถานการณ์โควิด-19 ที่ระบาดอย่างต่อเนื่อง
ลูกหนี้เช่าซื้อและลูกหนี้เงินให้กู้ยืมสุทธิรวม 4,144.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.9% จาก 3,949.4 ล้านบาท เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2564 จากนโยบายการเร่งขยายตัวเพื่อเพิ่มยอดขายสูงขึ้น อีกทั้งลูกหนี้เช่า ซื้อในประเทศเริ่มกลับมาขยายตัวติดต่อกันเป็นไตรมาสที่ 2 และตั้งแต่ไตรมาส 2 ปี 2563 ที่ผ่านมา มีมาตรการ ช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจาก COVD-19 หลายรอบ Coverage Ratio ที่ 120.5% ณ ไตรมาส ปี 2565 D/E ณ ไตรมาส 1 ปี 2565 อยู่ที่ 0.23 เท่า ซึ่งเท่ากับ สิ้นปี 2564
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=5140 out_tok=2698 at=2026-07-26T09:05:20 -->
# TK กำไร Q3/2565 ดิ่ง 53.7% สวนทางรายได้โต 4.7% รับแรงกดดันค่าใช้จ่ายพุ่ง
## รายได้เช่าซื้อโตหนุน แต่ค่าใช้จ่ายบริหารและผลขาดทุนลูกหนี้เพิ่ม ฉุดกำไรสุทธิ
บริษัท ฐิติกร จำกัด (มหาชน) หรือ TK รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2565 มีกำไรสุทธิ 60.1 ล้านบาท ลดลง 53.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้รายได้รวมจะปรับเพิ่มขึ้น 4.7% เป็น 498.4 ล้านบาท โดยปัจจัยหลักมาจากรายได้ค่าเช่าซื้อที่เติบโต แต่ถูกหักล้างด้วยค่าใช้จ่ายในการบริหารที่สูงขึ้น และผลขาดทุนจากการด้อยค่าของลูกหนี้ที่เพิ่มขึ้น
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจหลักที่ทำกำไรสุทธิของ TK ในไตรมาส 3 ปี 2565 ลดลง 53.7% มาจาก **การเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายรวมที่สูงกว่าการเติบโตของรายได้** โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายในการบริหารที่เพิ่มขึ้น 9.1% และผลขาดทุนจากการด้อยค่าของลูกหนี้ที่เพิ่มขึ้น แม้รายได้จากการเช่าซื้อจะเติบโตได้ 16.4% ก็ตาม
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
ฝ่ายจัดการระบุว่า **การเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายในการบริหาร** เกิดจากนโยบายของบริษัทที่ต้องการเพิ่มยอดการปล่อยสินเชื่อ ทำให้ต้องมีค่าใช้จ่ายทางการตลาดและการส่งเสริมการขายเพิ่มขึ้น รวมถึงการตัดค่าใช้จ่ายการตลาดทันทีทั้งจำนวน นอกจากนี้ **ผลขาดทุนจากการด้อยค่าของลูกหนี้การค้าเพิ่มขึ้น** เป็นผลมาจากการเพิ่มขึ้นของจำนวนสัญญาเช่าซื้อใหม่ตามนโยบายเพิ่มยอดปล่อยสินเชื่อ แม้คุณภาพหนี้โดยรวมยังดีอยู่ แต่การเพิ่มขึ้นของปริมาณสินเชื่อใหม่ย่อมส่งผลต่อการตั้งสำรองที่เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
**ยังไม่ชัดเจน ต้องติดตาม** แม้ฝ่ายจัดการจะระบุว่าได้เริ่มปรับการดำเนินงานและควบคุมคุณภาพการปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 3/2565 เพื่อลดต้นทุน Credit cost และเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน แต่การเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายทางการตลาดและการตั้งสำรองที่สูงขึ้นตามปริมาณสินเชื่อใหม่ อาจยังคงเป็นปัจจัยกดดันในระยะสั้น นอกจากนี้ การเตรียมพร้อมเข้าสู่ธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลและสินเชื่อทะเบียนรถ จะเป็นปัจจัยใหม่ที่ต้องติดตามว่าจะสามารถชดเชยรายได้และบริหารความเสี่ยงได้ดีเพียงใด
## Highlight สำคัญ
* **กำไรสุทธิลดลง 53.7% YoY:** จาก 129.8 ล้านบาท ใน Q3/2564 เป็น 60.1 ล้านบาท ใน Q3/2565
* **รายได้รวมเพิ่มขึ้น 4.7% YoY:** เป็น 498.4 ล้านบาท จาก 476.2 ล้านบาท ใน Q3/2564
* **รายได้ค่าเช่าซื้อเติบโต 16.4% YoY:** เป็น 381.5 ล้านบาท จาก 327.7 ล้านบาท ใน Q3/2564
* **ค่าใช้จ่ายรวมเพิ่มขึ้น 24.9% YoY:** เป็น 381.9 ล้านบาท จาก 305.8 ล้านบาท ใน Q3/2564
* **ค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้น 9.1% YoY:** เป็น 279.9 ล้านบาท จาก 256.6 ล้านบาท ใน Q3/2564
* **ลูกหนี้เช่าซื้อและเงินให้กู้ยืมสุทธิเพิ่มขึ้น 15.8% YTD:** เป็น 4,575.2 ล้านบาท จาก 3,949.4 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2564
* **NPL (ลูกหนี้ค้างชำระเกิน 3 เดือน) ลดลง:** จาก 7.1% ณ สิ้นปี 2564 เป็น 5.9% ณ Q3/2565
* **Coverage Ratio ลดลง:** จาก 120.5% ณ สิ้นปี 2564 เป็น 115.6% ณ Q3/2565
* **เตรียมพร้อมรับกฎหมายควบคุมสัญญาเช่าซื้อ:** มีผลบังคับใช้ 10 ม.ค. 2566 และเตรียมขยายธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคล
## ภาพรวมผลประกอบการ
ผลการดำเนินงานไตรมาส 3 ปี 2565 ของ TK มีรายได้รวม 498.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีรายได้จากการเช่าซื้อเพิ่มขึ้น 16.4% เป็น 381.5 ล้านบาท สวนทางกับรายได้อื่นๆ ที่ลดลง 13.0% เป็น 122.3 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการรับชำระหนี้สูญลดลงและรายได้ค่าติดตามทวงถามที่ลดลง
อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายรวมปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 24.9% เป็น 381.9 ล้านบาท โดยมีค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้น 9.1% เป็น 279.9 ล้านบาท เนื่องจากการเพิ่มค่าใช้จ่ายทางการตลาดเพื่อสนับสนุนนโยบายการปล่อยสินเชื่อที่เพิ่มขึ้น และผลขาดทุนจากการด้อยค่าของลูกหนี้การค้าที่เพิ่มขึ้นตามจำนวนสัญญาใหม่
ต้นทุนทางการเงินลดลง 10.6% เป็น 7.6 ล้านบาท จากการใช้วงเงินกู้ลดลง ส่งผลให้กำไรสุทธิในไตรมาส 3 ปี 2565 อยู่ที่ 60.1 ล้านบาท ลดลง 53.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
## โอกาส
* **การเติบโตของตลาดรถจักรยานยนต์และรถยนต์:** ยอดขายรถจักรยานยนต์เพิ่มขึ้น 38.7% และรถยนต์เพิ่มขึ้น 30.0% ใน Q3/2565 ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อธุรกิจเช่าซื้อ
* **การขยายสู่ธุรกิจสินเชื่อใหม่:** การได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ ได้แก่ สินเชื่อจำนำทะเบียนรถ และสินเชื่อส่วนบุคคล จะช่วยกระจายความเสี่ยงและเพิ่มแหล่งรายได้ในระยะกลางถึงยาว
* **การปรับตัวรับกฎหมายใหม่:** การเตรียมพร้อมรับกฎหมายควบคุมสัญญาเช่าซื้อที่จะมีผลบังคับใช้ จะช่วยสร้างความเท่าเทียมในการแข่งขันและอาจนำไปสู่การปรับปรุงโครงสร้างธุรกิจให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
## ความเสี่ยง
* **ต้นทุนค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น:** ค่าใช้จ่ายทางการตลาดและผลขาดทุนจากการด้อยค่าของลูกหนี้ที่เพิ่มขึ้นตามนโยบายการปล่อยสินเชื่อ อาจกดดันอัตรากำไรในระยะสั้น
* **กฎหมายควบคุมสัญญาเช่าซื้อ:** แม้จะเป็นโอกาสในการสร้างความเท่าเทียม แต่การเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบอาจส่งผลกระทบต่อรูปแบบการให้บริการและการแข่งขันในอุตสาหกรรม
* **ภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอน:** การคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2566 ที่อาจเติบโตไม่มากเท่าปี 2565 จากปัจจัยลบ เช่น ต้นทุนสูง อัตราดอกเบี้ยขาขึ้น และเศรษฐกิจโลกชะลอตัว อาจส่งผลต่อกำลังซื้อและความสามารถในการชำระหนี้ของลูกค้า
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **ผลกระทบจากการเพิ่มค่าใช้จ่ายทางการตลาด:** การเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายเหล่านี้จะส่งผลต่อกำไรในไตรมาสถัดไปอย่างไร
* **คุณภาพหนี้และการตั้งสำรอง:** การเพิ่มขึ้นของปริมาณสินเชื่อใหม่จะส่งผลต่อระดับ NPL และ Coverage Ratio ในอนาคตหรือไม่
* **การดำเนินงานธุรกิจสินเชื่อใหม่:** ความคืบหน้าและผลตอบรับของธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลและสินเชื่อทะเบียนรถ จะสามารถสร้างรายได้และลดความเสี่ยงได้ตามเป้าหมายหรือไม่
* **การปรับตัวต่อกฎหมายควบคุมสัญญาเช่าซื้อ:** อุตสาหกรรมจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร และ TK จะสามารถปรับกลยุทธ์เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันได้หรือไม่
* **ทิศทางอัตราดอกเบี้ย:** การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทยจะส่งผลต่อต้นทุนทางการเงินและต้นทุนการดำเนินงานของบริษัทอย่างไร
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: ธุรกิจการเงิน / ธนาคาร / ประกัน / หลักทรัพย์)
ในไตรมาส 3 ปี 2565 TK มีการเติบโตของสินเชื่อเช่าซื้อที่ 16.4% ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายการเพิ่มยอดปล่อยสินเชื่อ อย่างไรก็ตาม การเติบโตนี้มาพร้อมกับค่าใช้จ่ายในการบริหารที่เพิ่มขึ้น 9.1% และผลขาดทุนจากการด้อยค่าของลูกหนี้ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อกำไรสุทธิอย่างมีนัยสำคัญ
แม้ว่า NPL (ลูกหนี้ค้างชำระเกิน 3 เดือน) จะลดลงจาก 7.1% เป็น 5.9% และ Coverage Ratio ลดลงจาก 120.5% เป็น 115.6% แสดงให้เห็นถึงการบริหารจัดการคุณภาพหนี้ที่ดีขึ้นในแง่ของสัดส่วนหนี้เสีย แต่การตั้งสำรองที่เพิ่มขึ้นตามปริมาณสินเชื่อใหม่ก็เป็นสิ่งที่ต้องจับตา
การที่บริษัทฯ ไม่ได้ใช้สิทธิ์ผ่อนปรนการจัดชั้นลูกหนี้ตามมาตรการของสภาวิชาชีพบัญชีฯ แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจในคุณภาพหนี้และต้องการรักษาระดับสำรองให้เพียงพอ ซึ่งเป็นแนวทางที่ดีในระยะยาว
การเตรียมพร้อมเข้าสู่ธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลและสินเชื่อทะเบียนรถ เป็นการปรับกลยุทธ์ที่สำคัญเพื่อลดการพึ่งพิงธุรกิจเช่าซื้อรถจักรยานยนต์เพียงอย่างเดียว ซึ่งเป็นโอกาสในการสร้างการเติบโตและกระจายความเสี่ยง
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ ไตรมาส 3 ปี 2565 บริษัทมีสินทรัพย์รวม 6,691.8 ล้านบาท ลดลง 4.1% จากสิ้นปี 2564 และมีหนี้สินรวม 904.0 ล้านบาท ลดลง 31.6% จากสิ้นปี 2564 ส่งผลให้ D/E ratio ลดลงจาก 0.23 เท่า ณ สิ้นปี 2564 มาอยู่ที่ 0.16 เท่า ณ ไตรมาส 3 ปี 2565 ซึ่งแสดงถึงฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่งขึ้น
ลูกหนี้เช่าซื้อและลูกหนี้เงินให้กู้ยืมสุทธิรวมอยู่ที่ 4,575.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.8% จากสิ้นปี 2564 ตามนโยบายการขยายตัว
บริษัทมีสถานะเงินสดและเงินฝากอยู่ที่ประมาณ 1,680.2 ล้านบาท ซึ่งเพียงพอต่อการดำเนินงาน แม้จะมีการชำระคืนหุ้นกู้ไปแล้ว 670 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา
## สรุปท้าย
TK ในไตรมาส 3 ปี 2565 เผชิญแรงกดดันจากค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายในการบริหารและผลขาดทุนจากการด้อยค่าของลูกหนี้ ซึ่งหักล้างการเติบโตของรายได้ค่าเช่าซื้อ ส่งผลให้กำไรสุทธิลดลงอย่างมาก แม้ว่าคุณภาพหนี้โดยรวมจะยังอยู่ในเกณฑ์ดีและบริษัทมีฐานะการเงินที่แข็งแกร่งขึ้น แต่การเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายและการเตรียมพร้อมรับกฎหมายใหม่ รวมถึงการขยายธุรกิจสินเชื่อใหม่ เป็นประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในไตรมาสถัดไป เพื่อประเมินทิศทางผลประกอบการในระยะยาว
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ TK ไตรมาส 1/2565
รายได้รวม
193.74
ล้านบาท
↓ 78.7% YoY
กำไรขั้นต้น
110.47
ล้านบาท
↓ 79.3% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
57.02
%
กำไรสุทธิ
-8.53
ล้านบาท
↓ 155.7% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
-4.40
%
D/E Ratio
0.06
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
194
↓ -78.7%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
110
↓ -79.3%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
-9
↓ -155.7%
YoY
D/E Ratio
0.06
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — TK
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
0.06
ROE (%)
1.68
ROA (%)
2.24
Book Value/หุ้น
10.79
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — TK
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-310
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
-1,541
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — TK
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
-310.24
-69.81%
|
-1,027.49
-424.48%
|
316.66
-57.30%
|
741.52
-157.16%
|
-1,297.18
-136.96%
|
3,509.27
+33.87%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
-1,540.68
-308.03%
|
740.61
-202.47%
|
-722.79
+72.28%
|
-419.54
-259.53%
|
262.98
+2,858.16%
|
8.89
-128.89%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
292.84
+20.30%
|
243.42
-2,863.00%
|
-8.81
-104.79%
|
183.80
-88.16%
|
1,552.97
-168.08%
|
-2,281.19
+15.88%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
-1,816.05
+1,483.30%
|
-114.70
-76.58%
|
-489.73
-252.11%
|
321.96
+30.91%
|
245.94
-79.37%
|
1,191.93
+104.38%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
1,775.97
+35.11%
|
1,314.47
-0.87%
|
1,326.04
+94.53%
|
681.65
-62.40%
|
1,813.14
+77.55%
|
1,021.21
+133.15%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
964.16
-45.71%
|
1,775.97
+35.11%
|
1,314.47
-0.87%
|
1,326.04
+94.53%
|
681.65
-69.20%
|
2,213.14
+116.72%
|