บริษัท ไทย อิงเกอร์ โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน)
MAI ·
0.46
0.04 (8.00%)
สรุปสั้น
กำไรปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.65 ล้านบาท หรือคิดเป็น อัตราร้อยละ 22.84 เนื่องจาก 3 ปัจจัยหลัก คือ
1. การเพิ่มขึ้นของรายได้ จากการเร่งส่งมอบงานก่อสร้างและการรับงานก่อสร้างโครงการเอกชนขนาดเล็กและโครงการสาธารณูปโภคภาครัฐ
2 กําไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น แต่อัตรากําไรขั้นต้นลดลงเล็กน้อย เนื่องจากโครงสร้างของงานที่รับ และต้นทุนการเก็บงานเพื่อ เรียกเก็บค่างวดคงค้าง
3) ค่าใช้จ่ายในการบริหารที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากการรับรู้หนี้สงสัยจะสูญในบริษัทย่อย
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=7252 out_tok=2847 at=2026-07-26T08:20:17 -->
# TIGER Q4/2565 กำไรสุทธิหด 81% รับแรงกดดันต้นทุนพุ่ง-งานมาร์จิ้นต่ำ
## รายได้-กำไรสุทธิปี 65 ชะลอตัว เหตุรับผลกระทบต้นทุนวัสดุพุ่ง-การแข่งขันสูงในตลาดรับเหมา
บริษัท ไทยอิงเกอร์ โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ TIGER รายงานผลประกอบการปี 2565 มีกำไรสุทธิลดลงอย่างมีนัยสำคัญ 81.85% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยมีปัจจัยหลักมาจากต้นทุนการก่อสร้างที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับงานที่รับมาในช่วงก่อนหน้ามีการแข่งขันสูงและมีอัตรากำไรขั้นต้นต่ำ ส่งผลกระทบต่อภาพรวมผลกำไรของบริษัท
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
หัวใจหลักที่ทำให้ผลประกอบการของ TIGER ในปี 2565 ชะลอตัวลงอย่างมาก คือ **อัตรากำไรขั้นต้นที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ** ประกอบกับ **รายได้จากการขายและบริการที่ปรับตัวลดลงเล็กน้อย** ซึ่งทั้งสองปัจจัยนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อกำไรสุทธิของบริษัท
**ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น:**
1. **อัตรากำไรขั้นต้นลดลง:** ในปี 2565 อัตรากำไรขั้นต้นของกลุ่มบริษัทอยู่ที่ 8.90% ลดลงจาก 11.68% ในปีก่อนหน้า สาเหตุหลักมาจาก 2 ปัจจัย คือ
* **งานที่รับมาในช่วงโควิด:** บริษัทได้รับงานในช่วงที่ตลาดรับเหมาก่อสร้างมีการแข่งขันสูงและความต้องการลดลง ทำให้ต้องปรับลดอัตรากำไรขั้นต้นในการรับงานลงกว่าปกติ
* **ต้นทุนวัสดุก่อสร้างสูงขึ้น:** ราคาวัสดุก่อสร้าง เช่น เหล็ก ซีเมนต์ และทองแดง ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ค่าใช้จ่ายช่วงปิดโครงการสูงกว่าที่ประมาณการไว้ ซึ่งแตกต่างจากปี 2564 ที่บริษัทสามารถปิดโครงการได้ด้วยต้นทุนต่ำกว่าประมาณการ
2. **รายได้จากการขายและบริการลดลง:** รายได้รวมปี 2565 อยู่ที่ 666.04 ล้านบาท ลดลง 4.76% จาก 699.32 ล้านบาทในปี 2564 โดยมีสาเหตุหลักจาก:
* **การปรับกลยุทธ์เน้นเก็บเงิน:** ในช่วงครึ่งแรกของปี 2565 บริษัทให้ความสำคัญกับการวางบิลและติดตามเก็บหนี้มากกว่าการเร่งทำ Progress งาน เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการเก็บเงินไม่ได้ ส่งผลให้การรับรู้รายได้ตามขั้นความสำเร็จชะลอตัวลง
* **ลักษณะโครงการที่รับรู้รายได้:** ในช่วงครึ่งปีหลัง บริษัทได้รับงานโครงการใหม่ที่มีมูลค่าต่ำกว่า 40 ล้านบาท จำนวนมาก ซึ่งการรับรู้รายได้ตามขั้นความสำเร็จจะช้ากว่าโครงการขนาดใหญ่
**จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่:**
**มีโอกาสต่อเนื่อง (แต่มีสัญญาณการปรับตัวดีขึ้น):** จากเอกสารระบุว่าในปี 2566 บริษัทได้ปรับกลยุทธ์ตามสภาวะเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัว โดยจะเร่งส่งมอบโครงการเก่าให้แล้วเสร็จ และจะ **เลือกรับงานเฉพาะโครงการใหม่ที่มีอัตรากำไรขั้นต้นในระดับสูง** ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีในการปรับปรุงอัตรากำไรในอนาคต อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของอัตรากำไรขั้นต้นจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการคัดเลือกโครงการที่มีคุณภาพและมีมาร์จิ้นสูง รวมถึงการควบคุมต้นทุนท่ามกลางความผันผวนของราคาวัสดุ
## Highlight สำคัญ
* **กำไรสุทธิปี 2565 ลดลง 81.85%** อยู่ที่ 5.49 ล้านบาท จาก 30.23 ล้านบาทในปี 2564
* **รายได้จากการขายและบริการปี 2565 ลดลง 4.76%** อยู่ที่ 666.04 ล้านบาท จาก 699.32 ล้านบาท
* **อัตรากำไรขั้นต้นปี 2565 อยู่ที่ 8.90%** ลดลงจาก 11.68% ในปีก่อนหน้า
* **ต้นทุนขายและบริการต่อยอดขายเพิ่มขึ้น** เป็น 91.10% จาก 88.32%
* **Construction Backlog ณ สิ้นปี 2565 อยู่ที่ 815 ล้านบาท** ใกล้เคียงกับ 960 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2564
## ภาพรวมผลประกอบการ
สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2565 บริษัท ไทยอิงเกอร์ โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) มีรายได้จากการขายและบริการรวม 666.04 ล้านบาท ลดลง 4.76% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยมีสาเหตุหลักมาจากการปรับกลยุทธ์เน้นการวางบิลและติดตามเก็บหนี้ในช่วงครึ่งแรกของปี และการรับรู้รายได้จากโครงการใหม่ที่มีมูลค่าโครงการต่ำกว่า 40 ล้านบาท ทำให้การรับรู้รายได้ตามขั้นความสำเร็จชะลอตัวลง
ต้นทุนขายและบริการอยู่ที่ 606.74 ล้านบาท ลดลง 1.77% ซึ่งเป็นการลดลงในอัตราที่น้อยกว่ารายได้ ทำให้ต้นทุนขายต่อยอดขายปรับตัวสูงขึ้นเป็น 91.10% จาก 88.32% ในปีก่อน
ส่งผลให้กำไรขั้นต้นลดลง 27.39% อยู่ที่ 59.30 ล้านบาท โดยมีอัตรากำไรขั้นต้นลดลงเหลือ 8.90% จาก 11.68% เนื่องจากงานที่รับมาในช่วงโควิดมีการแข่งขันสูง และการปรับขึ้นของราคาวัสดุก่อสร้าง
ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้นเล็กน้อยมาจากการรับรู้ค่าเผื่อการตัดจำหน่ายภาษีเงินได้รอขอคืน
ทั้งนี้ กำไรสุทธิสำหรับปี 2565 อยู่ที่ 5.49 ล้านบาท ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ 81.85% เมื่อเทียบกับ 30.23 ล้านบาทในปี 2564 ซึ่งเป็นผลกระทบต่อเนื่องจากสถานการณ์ภาพรวมธุรกิจรับเหมาก่อสร้างที่ยังไม่ฟื้นตัว และโครงการที่มีอัตรากำไรขั้นต้นต่ำที่บริษัทอยู่ระหว่างการเร่งส่งมอบ
## โอกาส
* **การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย:** มาตรการผ่อนคลายโควิด-19 และการกลับมาใช้ชีวิตตามปกติ รวมถึงการยกเลิกมาตรการเข้าประเทศสำหรับนักท่องเที่ยว คาดว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจโดยรวม
* **การมุ่งขยายงานภาครัฐ:** บริษัทปรับกลยุทธ์มุ่งเน้นงานก่อสร้างภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับระบบสาธารณูปโภค ซึ่งยังมีการเติบโต เพื่อทดแทนงานภาคเอกชนที่ลดลง โดยสัดส่วนงานภาครัฐใน Backlog เพิ่มขึ้นเป็น 87%
* **การปรับเปลี่ยนกลยุทธ์งานเอกชน:** หันมารับงานก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ คลาวด์ งานบ้านและอาคารประหยัดพลังงาน โรงงานขนาดกลางและใหญ่ รวมถึงงานขนาดเล็กที่มีระยะเวลาก่อสร้างสั้น
* **การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้:** การจัดตั้งบริษัทคอนส์อินโน จำกัด เพื่อดำเนินธุรกิจนำเข้าและจำหน่ายนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อการก่อสร้าง เพื่อรับมือกับการขาดแคลนแรงงานในอนาคต
* **การวางแผนรับและประมูลงานอย่างระมัดระวัง:** เลือกรับเฉพาะโครงการที่มีคุณภาพและมีอัตรากำไรขั้นต้นสูงเพียงพอ รวมถึงการสอบทานความแข็งแรงทางการเงินของเจ้าของโครงการ
## ความเสี่ยง
* **ต้นทุนวัสดุก่อสร้างและพลังงานที่สูงขึ้น:** สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน และภาวะเงินเฟ้อ ส่งผลให้ต้นทุนวัสดุก่อสร้าง ค่าแรง และพลังงานปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง กดดันต้นทุนการผลิต
* **การขาดแคลนแรงงานก่อสร้าง:** เป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง
* **ฐานะการเงินและกระแสเงินสดของเจ้าของโครงการ:** ลูกค้าภาคเอกชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์แพร่ระบาด อาจส่งผลกระทบต่อการเรียกเก็บค่าจ้างงวดงานและเงินประกันผลงาน
* **การแข่งขันในตลาดรับเหมาก่อสร้าง:** โดยเฉพาะงานภาคเอกชนที่ยังฟื้นตัวช้า
* **การรับรู้รายได้จากโครงการขนาดเล็ก:** โครงการใหม่ที่มีมูลค่าต่ำกว่า 40 ล้านบาท อาจส่งผลให้การรับรู้รายได้ตามขั้นความสำเร็จช้ากว่าโครงการขนาดใหญ่
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **ทิศทางอัตรากำไรขั้นต้น:** ความสามารถในการปรับปรุงอัตรากำไรขั้นต้นจากการเลือกรับงานใหม่ที่มีมาร์จิ้นสูง
* **การบริหารจัดการต้นทุน:** การควบคุมต้นทุนท่ามกลางความผันผวนของราคาวัสดุก่อสร้าง
* **การเร่งส่งมอบโครงการเก่า:** ความคืบหน้าในการปิดโครงการเก่า เพื่อเคลียร์ Backlog และรับงานใหม่
* **การประมูลงานภาครัฐ:** สัดส่วนและมูลค่าของงานภาครัฐที่บริษัทจะได้รับเพิ่มเติม
* **การฟื้นตัวของภาคเอกชน:** สัญญาณการกลับมาของโครงการก่อสร้างภาคเอกชน โดยเฉพาะในกลุ่มที่บริษัทปรับกลยุทธ์ไปรับงาน เช่น ดาต้าเซ็นเตอร์
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง)
**รายได้จากการขายและบริการ:** ลดลง 4.76% เป็น 666.04 ล้านบาท โดยได้รับผลกระทบจากการปรับกลยุทธ์เน้นการเก็บเงินในช่วงครึ่งปีแรก และการรับรู้รายได้จากโครงการใหม่ที่มีมูลค่าโครงการต่ำกว่า 40 ล้านบาท ซึ่งมีระยะเวลาก่อสร้างและรับรู้รายได้ที่ช้ากว่าโครงการขนาดใหญ่ โครงการหลักที่รับรู้รายได้ในปี 2565 ได้แก่ โรงงานผลิตน้ำประปาอยุธยา (285 ลบ.) และอาคารผู้ป่วยนอกนครนายก (166 ลบ.)
**ต้นทุนขายและบริการ:** ลดลง 1.77% เป็น 606.74 ล้านบาท แต่เมื่อเทียบกับรายได้ที่ลดลงมากกว่า ทำให้ต้นทุนขายต่อยอดขายเพิ่มขึ้นเป็น 91.10%
**กำไรขั้นต้น:** ลดลง 27.39% เป็น 59.30 ล้านบาท อัตรากำไรขั้นต้นลดลงเหลือ 8.90% จาก 11.68% เนื่องจากงานที่รับมาในช่วงโควิดมีการแข่งขันสูงและต้นทุนวัสดุเพิ่มขึ้น ประกอบกับรายได้ส่วนใหญ่มาจากงานภาครัฐซึ่งมีมาร์จิ้นต่ำกว่างานเอกชน
**Construction Backlog:** ณ 31 ธ.ค. 2565 อยู่ที่ 815 ล้านบาท ใกล้เคียงกับ 960 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2564 โดยสัดส่วนงานภาครัฐต่อเอกชนใน Backlog อยู่ที่ 87:13 เพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับช่วงก่อนโควิด (50:50)
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
เอกสารไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับฐานะการเงินและกระแสเงินสดโดยตรง แต่ระบุในส่วนกลยุทธ์ว่า "บริษัทพิจารณาให้ความสำคัญกับการรักษากระแสเงินสดของกิจการโดยการเร่งวางบิลร่วมกับการติดตามเก็บหนี้ค่างวดงานและติดตามลูกหนี้ที่ค้างชำระนานมากกว่าการเร่งจ่ายต้นทุนและทำ Progress งานหรือการรับงานในโครงการใหม่ที่มีอัตรากำไรขั้นต้นต่ำ" ซึ่งบ่งชี้ถึงการให้ความสำคัญกับการบริหารสภาพคล่อง
## สรุปท้าย
หัวใจหลักของผลประกอบการ TIGER ในปี 2565 คือ **อัตรากำไรขั้นต้นที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ** จากการรับงานในช่วงแข่งขันสูงและต้นทุนวัสดุที่พุ่งสูงขึ้น ประกอบกับรายได้ที่ชะลอตัวจากการปรับกลยุทธ์เน้นการบริหารกระแสเงินสด แม้ว่าบริษัทจะเผชิญความท้าทายจากต้นทุนที่สูงขึ้นและปัญหาขาดแคลนแรงงาน แต่ก็มีโอกาสในการฟื้นตัวจากการมุ่งเน้นงานภาครัฐ การปรับกลยุทธ์รับงานเอกชนใหม่ และการบริหารจัดการต้นทุนอย่างระมัดระวัง โดยสิ่งที่ต้องจับตาคือความสามารถในการปรับปรุงอัตรากำไรขั้นต้นจากการเลือกรับงานใหม่ที่มีคุณภาพและมีมาร์จิ้นสูงในอนาคต
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ TIGER ไตรมาส 4/2565
รายได้รวม
173.25
ล้านบาท
↑ 7.2% YoY
กำไรขั้นต้น
-12.15
ล้านบาท
↓ 60.1% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
-7.01
%
กำไรสุทธิ
-30.37
ล้านบาท
↓ 33.2% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
-17.53
%
D/E Ratio
0.83
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
173
↑ + 7.2%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
-12
↓ -60.1%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
-30
↓ -33.2%
YoY
D/E Ratio
0.83
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — TIGER
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
0.83
ROE (%)
-13.88
ROA (%)
-7.81
Book Value/หุ้น
1.01
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — TIGER
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-100
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+50
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — TIGER
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
-99.72
+1,508.39%
|
-6.20
-81.82%
|
-34.10
-217.95%
|
28.91
-80.18%
|
145.83
-35.25%
|
225.23
-267.96%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
50.23
+410.47%
|
9.84
+186.05%
|
3.44
-50.36%
|
6.93
-103.71%
|
-187.01
+84.59%
|
-101.31
+36.24%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
25.90
+9,861.54%
|
0.26
-99.26%
|
35.36
-630.93%
|
-6.66
-112.64%
|
52.67
-155.54%
|
-94.84
+105.77%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
-27.11
-796.92%
|
3.89
-83.28%
|
23.26
-20.34%
|
29.20
+154.36%
|
11.48
|
0.00
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
8.07
-55.02%
|
17.94
-45.69%
|
33.03
+913.19%
|
3.26
-90.43%
|
34.05
+585.11%
|
4.97
-98.08%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
6.47
-19.83%
|
8.07
-55.02%
|
17.94
-45.69%
|
33.03
+913.19%
|
3.26
-90.43%
|
34.05
+585.11%
|