บริษัท ไทย อิงเกอร์ โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน)
MAI ·
0.46
0.04 (8.00%)
สรุปสั้น
กำไรปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.65 ล้านบาท หรือคิดเป็น อัตราร้อยละ 22.84 เนื่องจาก 3 ปัจจัยหลัก คือ
1. การเพิ่มขึ้นของรายได้ จากการเร่งส่งมอบงานก่อสร้างและการรับงานก่อสร้างโครงการเอกชนขนาดเล็กและโครงการสาธารณูปโภคภาครัฐ
2 กําไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น แต่อัตรากําไรขั้นต้นลดลงเล็กน้อย เนื่องจากโครงสร้างของงานที่รับ และต้นทุนการเก็บงานเพื่อ เรียกเก็บค่างวดคงค้าง
3) ค่าใช้จ่ายในการบริหารที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากการรับรู้หนี้สงสัยจะสูญในบริษัทย่อย
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=7438 out_tok=2998 at=2026-07-26T08:53:23 -->
# TIGER พลิกขาดทุน Q3/66 รับแรงส่งรายได้โต 49% แต่กำไรขั้นต้นหดเหตุต้นทุนบานปลาย
## รายได้ TIGER Q3/66 พุ่ง 49% สวนทางกำไรขั้นต้นวูบ เหตุปิดโครงการรัฐต้นทุนเกินงบ-รับงานมาร์จิ้นต่ำ
บริษัท ไทยอิงเกอร์ โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ TIGER รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2566 พลิกขาดทุนสุทธิ 9.02 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไร 7.04 ล้านบาท แม้รายได้จากการขายและบริการจะเติบโตอย่างมีนัยสำคัญถึง 49.31% เป็น 678.95 ล้านบาท โดยปัจจัยหลักมาจากจำนวนโครงการที่เริ่มดำเนินการก่อสร้างเพิ่มขึ้น แต่กำไรขั้นต้นกลับปรับลดลงอย่างมากจาก 9.83% เหลือ 6.45% เนื่องจากต้นทุนโครงการภาครัฐแห่งหนึ่งสูงกว่างบประมาณ และการรับงานที่มีอัตรากำไรขั้นต้นต่ำในช่วงโควิด ประกอบกับมีการตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญจำนวน 14.98 ล้านบาท ซึ่งฝ่ายจัดการมองว่าเป็นการขาดทุนจากรายการพิเศษ และบริษัทได้ผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว โดยมี Backlog สูงสุดเป็นประวัติการณ์
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจหลักที่ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นของ TIGER ในไตรมาส 3 ปี 2566 ปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ มาจาก 2 ปัจจัยหลัก คือ 1) การปิดโครงการก่อสร้างภาครัฐแห่งหนึ่งที่มีต้นทุนจริงสูงกว่างบประมาณที่ตั้งไว้ถึง 5.2 ล้านบาท (Cost overrun) เนื่องจากต้องจ่ายต้นทุนส่วนเพิ่มเพื่อเร่งปิดโครงการให้ทันกำหนด และ 2) ผลกระทบจากงานที่รับมาในช่วงโควิดที่มีการแข่งขันสูงและอัตรากำไรขั้นต้นต่ำกว่าปกติ นอกจากนี้ บริษัทยังมีการตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญสำหรับลูกหนี้การค้ารายใหญ่ที่ประสบปัญหาทางการเงิน เป็นจำนวน 14.98 ล้านบาท ซึ่งเป็นรายการพิเศษ (one-time charge) ที่ส่งผลให้บริษัทขาดทุนสุทธิในไตรมาสนี้
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
สาเหตุที่ต้นทุนโครงการภาครัฐสูงกว่างบประมาณเกิดจากการที่บริษัทต้องจ่ายต้นทุนส่วนเพิ่มเพื่อเร่งปิดโครงการให้ทันตามกำหนดเวลา เพื่อหลีกเลี่ยงเบี้ยปรับล่าช้าจากหน่วยงานภาครัฐ โดยโครงการดังกล่าวมีต้นทุนจริงสูงกว่างบประมาณถึง 5.2 ล้านบาท และส่งผลให้โครงการนี้มีผลขาดทุนถึง 9.26% จากเดิมที่คาดการณ์กำไร 9.09% ส่วนผลกระทบจากงานที่มีอัตรากำไรขั้นต้นต่ำนั้น เกิดจากการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดรับเหมาก่อสร้างช่วงโควิด ทำให้บริษัทต้องปรับลดอัตรากำไรลงเพื่อรับงาน ประกอบกับการที่รายได้ส่วนใหญ่ในไตรมาสนี้มาจากงานภาครัฐซึ่งมีมูลค่าโครงการสูงแต่มีอัตรากำไรขั้นต้นต่ำกว่างานเอกชน นอกจากนี้ ราคาวัสดุก่อสร้างที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น เหล็ก ซีเมนต์ ทองแดง ก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ค่าใช้จ่ายช่วงปิดโครงการสูงกว่าที่ประมาณการไว้เล็กน้อย ส่วนการตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ เกิดจากลูกหนี้การค้ารายใหญ่ซึ่งเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ประสบปัญหาทางการเงิน
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
จากเอกสารที่ระบุ ฝ่ายจัดการมองว่าผลการดำเนินงานในไตรมาส 3 ปี 2566 เป็นการขาดทุนจากรายการที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว (one-time charge) และบริษัทได้ผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว โดยมีแนวโน้มที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาจากมูลค่าปริมาณงานในมือ (Construction Backlog) ที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ถึง 1,157 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้ในช่วงปี 2566-2568 ประกอบกับกลยุทธ์การรับงานที่เน้นคุณภาพและอัตรากำไรขั้นต้นที่สูงขึ้น รวมถึงการควบคุมต้นทุนอย่างระมัดระวัง ทำให้ **มีโอกาสต่อเนื่อง** ในการฟื้นตัวของผลประกอบการในระยะถัดไป อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามสถานการณ์ราคาวัสดุก่อสร้างและแรงงาน รวมถึงความสามารถในการชำระหนี้ของลูกค้าภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด
## Highlight สำคัญ
* **รายได้เติบโต 49.31%:** TIGER มีรายได้จากการขายและบริการในไตรมาส 3 ปี 2566 เพิ่มขึ้นเป็น 678.95 ล้านบาท จาก 454.72 ล้านบาทในปีก่อน โดยมีโครงการก่อสร้างในมือที่ดำเนินการสูงขึ้นเป็น 13 โครงการ จาก 7 โครงการในปี 2565
* **กำไรขั้นต้นลดลง 2.12%:** แม้รายได้จะเติบโต แต่กำไรขั้นต้นกลับลดลงเล็กน้อยจาก 44.71 ล้านบาท เหลือ 43.76 ล้านบาท และอัตรากำไรขั้นต้นลดลงอย่างมีนัยสำคัญจาก 9.83% เหลือ 6.45%
* **ขาดทุนสุทธิ 9.02 ล้านบาท:** พลิกจากกำไรสุทธิ 7.04 ล้านบาทในปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักจากการปิดโครงการภาครัฐที่มีต้นทุนเกินงบประมาณ และการตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ 14.98 ล้านบาท
* **Backlog สูงสุดเป็นประวัติการณ์:** ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี 2566 บริษัทมีมูลค่าปริมาณงานในมือ (Construction Backlog) สูงถึง 1,157 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้ถึงปี 2568
* **สัดส่วนรายได้ภาครัฐสูง:** สัดส่วนรายได้จากภาครัฐต่อเอกชนอยู่ที่ 85:15 และสัดส่วนงานในมือ (Backlog) ภาครัฐต่อเอกชนอยู่ที่ 98:2 สะท้อนการมุ่งเน้นงานภาครัฐ
## ภาพรวมผลประกอบการ
สำหรับไตรมาส 3 ปี 2566 บริษัท ไทยอิงเกอร์ โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) มีรายได้จากการขายและบริการรวม 678.95 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 49.31% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มี 454.72 ล้านบาท การเพิ่มขึ้นนี้เป็นผลมาจากจำนวนโครงการที่อยู่ระหว่างการดำเนินการที่เพิ่มขึ้นเป็น 13 โครงการ จาก 7 โครงการในปี 2565 โดยเฉพาะโครงการใหม่ที่รับมาในช่วงปลายปี 2565 อย่างไรก็ตาม ต้นทุนขายและบริการเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงกว่ารายได้เล็กน้อย ส่งผลให้อัตราส่วนต้นทุนขายต่อยอดขายเพิ่มขึ้นจาก 90.17% เป็น 93.55% ทำให้กำไรขั้นต้นปรับตัวลดลง 2.12% จาก 44.71 ล้านบาท เหลือ 43.76 ล้านบาท และอัตรากำไรขั้นต้นลดลงจาก 9.83% เหลือ 6.45% เมื่อรวมกับค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่เพิ่มขึ้น และการตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญจำนวน 14.98 ล้านบาท ทำให้บริษัทขาดทุนสุทธิ 9.02 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 7.04 ล้านบาท
## โอกาส
* **การเติบโตของรายได้จาก Backlog:** มูลค่า Backlog ที่สูงถึง 1,157 ล้านบาท จะเป็นปัจจัยขับเคลื่อนรายได้ที่สำคัญในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า
* **การมุ่งเน้นงานภาครัฐ:** การปรับกลยุทธ์ไปรับงานภาครัฐที่มีการเติบโต โดยเฉพาะงานระบบสาธารณูปโภค จะช่วยสร้างรายได้ที่มั่นคง
* **การปรับกลยุทธ์งานเอกชน:** การหันมารับงานก่อสร้าง Data Center, Cloud, อาคารประหยัดพลังงาน, โรงงานขนาดกลางและใหญ่ รวมถึงงานขนาดเล็กที่มีระยะเวลาก่อสร้างสั้น จะช่วยกระจายความเสี่ยงและสร้างโอกาสใหม่
* **การพัฒนาบุคลากร:** การให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากรจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและลดอัตราการลาออก
## ความเสี่ยง
* **ต้นทุนก่อสร้างผันผวน:** ราคาวัสดุก่อสร้างและค่าแรงที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องยังคงเป็นปัจจัยกดดันต้นทุน
* **การขาดแคลนแรงงาน:** ปัญหาการขาดแคลนแรงงานก่อสร้างยังคงเป็นความท้าทายในการดำเนินงาน
* **ฐานะการเงินลูกค้า:** ความเสี่ยงด้านฐานะการเงินและกระแสเงินสดของเจ้าของโครงการภาคเอกชน อาจส่งผลกระทบต่อการเรียกเก็บค่างวดงานและเงินประกันผลงาน
* **การแข่งขันในตลาด:** การแข่งขันที่รุนแรงในธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง โดยเฉพาะภาคเอกชน อาจส่งผลต่ออัตรากำไรขั้นต้น
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **การบริหารจัดการต้นทุนโครงการ:** ความสามารถในการควบคุมต้นทุนโครงการให้เป็นไปตามงบประมาณ โดยเฉพาะโครงการภาครัฐขนาดใหญ่
* **การรับรู้รายได้จาก Backlog:** การส่งมอบงานตามแผน และการบริหารจัดการโครงการใหม่ที่เข้ามา
* **การบริหารจัดการหนี้สงสัยจะสูญ:** การติดตามและประเมินสถานะของลูกหนี้การค้าที่มีปัญหาทางการเงิน
* **การปรับตัวต่อราคาวัสดุและแรงงาน:** กลยุทธ์การบริหารจัดการต้นทุนท่ามกลางความผันผวนของราคา
* **การขยายตัวในกลุ่มงานเอกชนใหม่:** ความสำเร็จในการรับงาน Data Center, Cloud และอาคารประหยัดพลังงาน
* **อัตรากำไรขั้นต้น:** แนวโน้มการฟื้นตัวของอัตรากำไรขั้นต้นในไตรมาสถัดไป
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง)
**การโอนและ Presale:** เอกสารไม่ได้ระบุข้อมูลเกี่ยวกับยอด Presale หรือมูลค่าการโอนโครงการที่อยู่อาศัยโดยตรง แต่ระบุถึงการรับรู้รายได้จากโครงการก่อสร้างต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นงานภาครัฐและงานก่อสร้างเฉพาะทาง
**Backlog:** บริษัทมี Construction Backlog สูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1,157 ล้านบาท ณ วันที่ 30 กันยายน 2566 ซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้ระหว่างปี 2566-2568 โดยสัดส่วนงานภาครัฐต่อเอกชนใน Backlog อยู่ที่ 98:2
**การเปิดโครงการใหม่:** ในช่วงปี 2566 มีการเริ่มโครงการรัฐบาลขนาดใหญ่เพิ่มขึ้นอีก 2 โครงการ และในไตรมาส 3 ปี 2566 มีโครงการก่อสร้างในมือที่อยู่ระหว่างดำเนินการสูงถึง 13 โครงการ โดยกว่าครึ่งเป็นโครงการใหม่ที่ประมูลได้ในช่วงครึ่งหลังของปี 2565
**Occupancy/Rental Yield:** ไม่ปรากฏข้อมูลในเอกสาร
**ต้นทุนก่อสร้าง:** ต้นทุนก่อสร้างเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรขั้นต้น โดยเฉพาะการปิดโครงการภาครัฐแห่งหนึ่งที่มีต้นทุนจริงสูงกว่างบประมาณ และราคาวัสดุก่อสร้างที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
**D/E:** เอกสารไม่ได้ระบุข้อมูล D/E Ratio
**กระแสเงินสดจากโครงการ:** ฝ่ายจัดการให้ความสำคัญกับการรักษากระแสเงินสด โดยเร่งวางบิลและติดตามเก็บหนี้ค่างวดงานและลูกหนี้ที่ค้างชำระนาน
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
เอกสารไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับงบดุล เช่น สินทรัพย์ หนี้สิน หรือ D/E Ratio โดยตรง อย่างไรก็ตาม ฝ่ายจัดการได้กล่าวถึงการให้ความสำคัญกับการรักษากระแสเงินสดของกิจการในช่วงปลายปี 2565 ถึงกลางปี 2566 โดยเน้นการเร่งวางบิลและติดตามเก็บหนี้ค่างวดงานและลูกหนี้ที่ค้างชำระนาน ซึ่งสะท้อนถึงการบริหารจัดการสภาพคล่องในช่วงเวลาที่ท้าทาย
## สรุปท้าย
TIGER ในไตรมาส 3 ปี 2566 เผชิญกับแรงกดดันด้านอัตรากำไรขั้นต้นที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จากการปิดโครงการภาครัฐที่ต้นทุนเกินงบประมาณ และการรับงานที่มีมาร์จิ้นต่ำในช่วงโควิด ประกอบกับการตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญจำนวนมาก ทำให้บริษัทพลิกขาดทุนสุทธิ อย่างไรก็ตาม การเติบโตของรายได้ที่แข็งแกร่งถึง 49% และ Backlog ที่สูงเป็นประวัติการณ์ บ่งชี้ถึงโอกาสในการฟื้นตัวของผลประกอบการในอนาคต โดยบริษัทได้ปรับกลยุทธ์ไปเน้นงานภาครัฐและงานเฉพาะทางมากขึ้น แต่ยังคงต้องจับตาความเสี่ยงด้านต้นทุนก่อสร้างที่ผันผวน และการบริหารจัดการหนี้ของลูกค้าอย่างใกล้ชิด
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ TIGER ไตรมาส 3/2566
รายได้รวม
173.25
ล้านบาท
↑ 7.2% YoY
กำไรขั้นต้น
-12.15
ล้านบาท
↓ 60.1% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
-7.01
%
กำไรสุทธิ
-30.37
ล้านบาท
↓ 33.2% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
-17.53
%
D/E Ratio
0.83
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
173
↑ + 7.2%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
-12
↓ -60.1%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
-30
↓ -33.2%
YoY
D/E Ratio
0.83
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — TIGER
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
0.83
ROE (%)
-13.88
ROA (%)
-7.81
Book Value/หุ้น
1.01
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — TIGER
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-100
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+50
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — TIGER
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
-99.72
+1,508.39%
|
-6.20
-81.82%
|
-34.10
-217.95%
|
28.91
-80.18%
|
145.83
-35.25%
|
225.23
-267.96%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
50.23
+410.47%
|
9.84
+186.05%
|
3.44
-50.36%
|
6.93
-103.71%
|
-187.01
+84.59%
|
-101.31
+36.24%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
25.90
+9,861.54%
|
0.26
-99.26%
|
35.36
-630.93%
|
-6.66
-112.64%
|
52.67
-155.54%
|
-94.84
+105.77%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
-27.11
-796.92%
|
3.89
-83.28%
|
23.26
-20.34%
|
29.20
+154.36%
|
11.48
|
0.00
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
8.07
-55.02%
|
17.94
-45.69%
|
33.03
+913.19%
|
3.26
-90.43%
|
34.05
+585.11%
|
4.97
-98.08%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
6.47
-19.83%
|
8.07
-55.02%
|
17.94
-45.69%
|
33.03
+913.19%
|
3.26
-90.43%
|
34.05
+585.11%
|