บริษัท ไทย อิงเกอร์ โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน)
MAI ·
0.46
0.04 (8.00%)
สรุปสั้น
กำไรปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.65 ล้านบาท หรือคิดเป็น อัตราร้อยละ 22.84 เนื่องจาก 3 ปัจจัยหลัก คือ
1. การเพิ่มขึ้นของรายได้ จากการเร่งส่งมอบงานก่อสร้างและการรับงานก่อสร้างโครงการเอกชนขนาดเล็กและโครงการสาธารณูปโภคภาครัฐ
2 กําไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น แต่อัตรากําไรขั้นต้นลดลงเล็กน้อย เนื่องจากโครงสร้างของงานที่รับ และต้นทุนการเก็บงานเพื่อ เรียกเก็บค่างวดคงค้าง
3) ค่าใช้จ่ายในการบริหารที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากการรับรู้หนี้สงสัยจะสูญในบริษัทย่อย
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=7369 out_tok=2452 at=2026-07-26T09:04:32 -->
# TIGER Q3/2565 กำไรสุทธิหด 68% รับแรงกดดันต้นทุน-รายได้ชะลอ
## รายได้-กำไร Q3/65 หดตัว หลังโครงการลด-ต้นทุนพุ่ง ฝ่ายจัดการเร่งรัดเก็บเงิน
บริษัท ไทยอิงเกอร์ โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ TIGER รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2565 มีกำไรสุทธิ 7.04 ล้านบาท ลดลง 68.46% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากรายได้จากการขายและบริการที่ลดลง 9.17% และอัตรากำไรขั้นต้นที่หดตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ จากการปรับกลยุทธ์เน้นการบริหารกระแสเงินสดและการรับมือกับต้นทุนที่สูงขึ้น
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
หัวใจสำคัญที่ทำให้ผลประกอบการของ TIGER ในไตรมาส 3 ปี 2565 ปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ มาจาก **การหดตัวของรายได้จากการขายและบริการ ประกอบกับการปรับลดลงของอัตรากำไรขั้นต้น**
**ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น:**
1. **รายได้จากการขายและบริการลดลง:** สาเหตุหลักมาจากจำนวนโครงการที่ดำเนินการก่อสร้างลดลง โดยบริษัทได้เร่งปิดโครงการในปี 2564 และยังไม่มีโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่เริ่มในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2565 นอกจากนี้ การทยอยติดเชื้อโควิด-19 เป็นคลัสเตอร์ขนาดเล็กในไซต์งาน ส่งผลกระทบต่อความคืบหน้าของงานเมื่อเทียบกับปีก่อนที่ใช้มาตรการเข้มงวดกว่า อีกทั้งบริษัทได้ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์มาให้ความสำคัญกับการเร่งวางบิลและติดตามเก็บหนี้ค้างชำระมากกว่าการเร่งทำ Progress งาน เพื่อบริหารกระแสเงินสด ทำให้การรับรู้รายได้ตามขั้นความสำเร็จลดลง โดยมูลค่างานที่เสร็จแต่ยังไม่เรียกเก็บมีมูลค่า 350.57 ล้านบาท ลดลง 14% จากสิ้นปี 2564
2. **อัตรากำไรขั้นต้นปรับลดลง:** อัตรากำไรขั้นต้นลดลงจาก 12.28% ในไตรมาส 3 ปี 2564 มาอยู่ที่ 9.83% ในไตรมาส 3 ปี 2565 เนื่องจากรายได้ส่วนใหญ่มาจากงานภาครัฐซึ่งมีมูลค่าโครงการสูงแต่อัตรากำไรขั้นต้นต่ำกว่างานภาคเอกชน นอกจากนี้ ราคาวัสดุก่อสร้าง เช่น เหล็ก ซีเมนต์ และทองแดง ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ต้นทุนช่วงปิดโครงการสูงกว่าที่ประมาณการไว้เล็กน้อย ในขณะที่ปีก่อนบริษัทสามารถปิดโครงการด้วยต้นทุนจริงที่ต่ำกว่าประมาณการได้ถึง 2 โครงการ
**จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่:**
**ลักษณะครั้งคราว แต่ต้องติดตาม:** แม้ว่าปัจจัยด้านต้นทุนวัสดุก่อสร้างที่สูงขึ้นอาจมีผลต่อเนื่อง แต่การปรับกลยุทธ์ของบริษัทที่เน้นการบริหารกระแสเงินสดและระมัดระวังในการรับงานมากขึ้น รวมถึงการมีโครงการภาครัฐขนาดใหญ่ 1 โครงการที่จะเริ่มก่อสร้างในไตรมาส 4 ปี 2565 อาจช่วยบรรเทาผลกระทบได้ อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของภาคเอกชนและการแข่งขันในตลาดรับเหมาที่ยังคงมีอยู่ อาจส่งผลต่ออัตรากำไรในระยะต่อไป
## Highlight สำคัญ
* **กำไรสุทธิ Q3/65 อยู่ที่ 7.04 ล้านบาท ลดลง 68.46% YoY** จาก 22.30 ล้านบาทในปีก่อน
* **รายได้จากการขายและบริการ Q3/65 อยู่ที่ 454.72 ล้านบาท ลดลง 9.17% YoY** จาก 500.65 ล้านบาท
* **อัตรากำไรขั้นต้น Q3/65 อยู่ที่ 9.83% ลดลงจาก 12.28%** ในช่วงเดียวกันของปีก่อน
* **ต้นทุนขายและบริการต่อยอดขายเพิ่มขึ้นเป็น 90.17%** จาก 87.72% ในปีก่อน
* **Construction Backlog ณ 30 ก.ย. 65 อยู่ที่ 963 ล้านบาท** ใกล้เคียงกับสิ้นปี 2564 ที่ 960 ล้านบาท
* **สัดส่วนรายได้ภาครัฐบาลต่อเอกชนอยู่ที่ 80:20** และสัดส่วนงาน Backlog อยู่ที่ 86:14 ซึ่งงานภาครัฐมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นมากเมื่อเทียบกับช่วงก่อนโควิด
## ภาพรวมผลประกอบการ
ในไตรมาส 3 ปี 2565 บริษัท ไทยอิงเกอร์ โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) มีรายได้จากการขายและบริการรวม 454.72 ล้านบาท ลดลง 9.17% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากจำนวนโครงการที่ดำเนินการก่อสร้างลดลง ประกอบกับการปรับกลยุทธ์เน้นการบริหารกระแสเงินสด ทำให้การรับรู้รายได้ตามขั้นความสำเร็จชะลอตัวลง ต้นทุนขายและบริการอยู่ที่ 410.01 ล้านบาท ลดลง 6.64% สอดคล้องกับรายได้ที่ลดลง แต่อัตราส่วนต้นทุนขายต่อยอดขายปรับสูงขึ้นเป็น 90.17% ส่งผลให้กำไรขั้นต้นลดลง 27.26% มาอยู่ที่ 44.71 ล้านบาท และอัตรากำไรขั้นต้นลดลงเหลือ 9.83% กำไรสุทธิสำหรับไตรมาส 3 ปี 2565 อยู่ที่ 7.04 ล้านบาท ลดลง 68.46%
## โอกาส
* **การมุ่งขยายงานภาครัฐ:** บริษัทได้ปรับกลยุทธ์มาเน้นงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับระบบสาธารณูปโภค ซึ่งยังมีการเติบโต โดยมีสัดส่วนรายได้ภาครัฐบาลต่อเอกชนอยู่ที่ 80:20 และสัดส่วนงาน Backlog อยู่ที่ 86:14
* **การปรับกลยุทธ์รับงานภาคเอกชน:** หันมารับงานก่อสร้าง Data Center, Cloud, อาคารประหยัดพลังงาน, ศูนย์การค้าปลีก, โลจิสติกส์ รวมถึงงานขนาดเล็กที่มีระยะเวลาก่อสร้างสั้น
* **การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้:** จัดตั้งบริษัทคอนส์อินโน จำกัด เพื่อดำเนินธุรกิจนำเข้าและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีเพื่อการก่อสร้าง เพื่อรับมือกับการขาดแคลนแรงงานในอนาคต
* **โครงการภาครัฐขนาดใหญ่ที่กำลังจะเริ่ม:** มีโครงการภาครัฐขนาดใหญ่ 1 โครงการที่จะเริ่มก่อสร้างในไตรมาส 4 ปี 2565 ซึ่งจะช่วยหนุนรายได้ในระยะต่อไป
## ความเสี่ยง
* **ต้นทุนวัสดุก่อสร้างและค่าแรงที่สูงขึ้น:** สถานการณ์เงินเฟ้อส่งผลให้ต้นทุนวัสดุก่อสร้าง ค่าแรง และพลังงานปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง กดดันต้นทุนการผลิต
* **การขาดแคลนแรงงานก่อสร้าง:** เป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจรับเหมาก่อสร้างโดยรวม
* **ฐานะการเงินและกระแสเงินสดของเจ้าของโครงการ:** ปัญหาดังกล่าวส่งผลกระทบต่อการเรียกเก็บค่างวดงานและการเรียกคืนเงินประกันผลงาน
* **การแข่งขันที่รุนแรงในตลาดรับเหมา:** โดยเฉพาะในช่วงที่รับงานมาในช่วงโควิด ทำให้มีอัตรากำไรขั้นต้นต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้
* **ความล่าช้าของโครงการ:** การทยอยติดเชื้อในไซต์งานส่งผลกระทบต่อความคืบหน้าของโครงการ
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **การเริ่มโครงการภาครัฐขนาดใหญ่ใน Q4/65:** จะส่งผลต่อรายได้และ Backlog ในไตรมาสถัดไปอย่างไร
* **การบริหารจัดการต้นทุน:** ความสามารถในการควบคุมต้นทุนวัสดุก่อสร้างและค่าแรงที่ผันผวน
* **การติดตามหนี้และกระแสเงินสด:** ประสิทธิภาพในการเรียกเก็บค่างวดงานและบริหารสภาพคล่อง
* **การปรับตัวรับงานภาคเอกชน:** ความสำเร็จในการเจาะตลาดกลุ่มธุรกิจใหม่ๆ เช่น Data Center
* **แนวโน้มการแข่งขันในตลาดรับเหมา:** จะมีอัตรากำไรขั้นต้นที่ปรับตัวดีขึ้นได้หรือไม่
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง)
* **การโอน (Presale/Backlog):** แม้รายได้จากการขายและบริการจะลดลง แต่ Construction Backlog ณ 30 ก.ย. 65 อยู่ที่ 963 ล้านบาท ไม่แตกต่างจากสิ้นปี 2564 แสดงถึงการรักษาปริมาณงานในมือไว้ได้ โดยมีสัดส่วนงานภาครัฐสูงถึง 86% ใน Backlog
* **การเปิดโครงการใหม่:** เอกสารไม่ได้ระบุถึงการเปิดโครงการใหม่โดยตรง แต่กล่าวถึงการปรับกลยุทธ์การรับงาน
* **Occupancy/Rental Yield:** ไม่ปรากฏข้อมูลในเอกสาร
* **ต้นทุนก่อสร้าง:** เป็นปัจจัยกดดันสำคัญที่ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลง โดยเฉพาะราคาวัสดุก่อสร้างที่ปรับตัวสูงขึ้น
* **D/E:** ไม่ปรากฏข้อมูลในเอกสาร
* **กระแสเงินสดจากโครงการ:** บริษัทให้ความสำคัญกับการรักษากระแสเงินสด โดยเร่งวางบิลและติดตามเก็บหนี้ค่างวดงานมากกว่าการเร่งทำ Progress งาน
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
บริษัทให้ความสำคัญกับการรักษากระแสเงินสดของกิจการในปี 2565 โดยเร่งวางบิลร่วมกับการติดตามเก็บหนี้ค่างวดงานและติดตามลูกหนี้ที่ค้างชำระนาน มากกว่าการเร่งจ่ายต้นทุนและทำ Progress งาน หรือการรับงานในโครงการใหม่เพิ่มเติม มูลค่างานที่เสร็จแต่ยังไม่เรียกเก็บในงบการเงินมีมูลค่า 350.57 ล้านบาท ลดลง 14% เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2564
## สรุปท้าย
TIGER เผชิญความท้าทายในไตรมาส 3 ปี 2565 จากรายได้ที่ชะลอตัวและอัตรากำไรขั้นต้นที่ลดลง ซึ่งเป็นผลมาจากการปรับกลยุทธ์เน้นบริหารกระแสเงินสด การลดลงของจำนวนโครงการ และต้นทุนวัสดุก่อสร้างที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม บริษัทมีการปรับตัวโดยเน้นงานภาครัฐมากขึ้น และเริ่มมองหาโอกาสในกลุ่มธุรกิจใหม่ๆ การติดตามการเริ่มโครงการภาครัฐขนาดใหญ่ในไตรมาส 4 และความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนและกระแสเงินสด จะเป็นปัจจัยสำคัญต่อผลประกอบการในระยะต่อไป
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ TIGER ไตรมาส 3/2565
รายได้รวม
173.25
ล้านบาท
↑ 7.2% YoY
กำไรขั้นต้น
-12.15
ล้านบาท
↓ 60.1% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
-7.01
%
กำไรสุทธิ
-30.37
ล้านบาท
↓ 33.2% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
-17.53
%
D/E Ratio
0.83
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
173
↑ + 7.2%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
-12
↓ -60.1%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
-30
↓ -33.2%
YoY
D/E Ratio
0.83
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — TIGER
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
0.83
ROE (%)
-13.88
ROA (%)
-7.81
Book Value/หุ้น
1.01
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — TIGER
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-100
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+50
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — TIGER
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
-99.72
+1,508.39%
|
-6.20
-81.82%
|
-34.10
-217.95%
|
28.91
-80.18%
|
145.83
-35.25%
|
225.23
-267.96%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
50.23
+410.47%
|
9.84
+186.05%
|
3.44
-50.36%
|
6.93
-103.71%
|
-187.01
+84.59%
|
-101.31
+36.24%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
25.90
+9,861.54%
|
0.26
-99.26%
|
35.36
-630.93%
|
-6.66
-112.64%
|
52.67
-155.54%
|
-94.84
+105.77%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
-27.11
-796.92%
|
3.89
-83.28%
|
23.26
-20.34%
|
29.20
+154.36%
|
11.48
|
0.00
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
8.07
-55.02%
|
17.94
-45.69%
|
33.03
+913.19%
|
3.26
-90.43%
|
34.05
+585.11%
|
4.97
-98.08%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
6.47
-19.83%
|
8.07
-55.02%
|
17.94
-45.69%
|
33.03
+913.19%
|
3.26
-90.43%
|
34.05
+585.11%
|