บริษัท ไทย อิงเกอร์ โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน)
MAI ·
0.46
0.04 (8.00%)
สรุปสั้น
กำไรปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.65 ล้านบาท หรือคิดเป็น อัตราร้อยละ 22.84 เนื่องจาก 3 ปัจจัยหลัก คือ
1. การเพิ่มขึ้นของรายได้ จากการเร่งส่งมอบงานก่อสร้างและการรับงานก่อสร้างโครงการเอกชนขนาดเล็กและโครงการสาธารณูปโภคภาครัฐ
2 กําไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น แต่อัตรากําไรขั้นต้นลดลงเล็กน้อย เนื่องจากโครงสร้างของงานที่รับ และต้นทุนการเก็บงานเพื่อ เรียกเก็บค่างวดคงค้าง
3) ค่าใช้จ่ายในการบริหารที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากการรับรู้หนี้สงสัยจะสูญในบริษัทย่อย
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=7047 out_tok=3014 at=2026-07-26T08:40:45 -->
# TIGER Q1/2565 กำไรดิ่ง 90% รับรายได้หด-มาร์จิ้นวูบ
## รายได้-กำไรทรุดหนักจากโครงการลด-ต้นทุนพุ่ง ฝ่ายจัดการเร่งรัดเก็บเงินสู้ความไม่แน่นอน
บริษัท ไทยอิงเกอร์ โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ TIGER รายงานผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2565 มีกำไรสุทธิลดลงอย่างมีนัยสำคัญถึง 89.90% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากรายได้จากการขายและบริการที่ลดลงถึง 29% ประกอบกับอัตรากำไรขั้นต้นที่หดตัวลงอย่างมาก สะท้อนถึงความท้าทายในภาคธุรกิจรับเหมาก่อสร้างที่ยังคงเผชิญกับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 และต้นทุนที่ปรับตัวสูงขึ้น
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
หัวใจหลักที่ทำให้ผลประกอบการของ TIGER ในไตรมาส 1 ปี 2565 ปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ มาจาก **การลดลงของรายได้จากการขายและบริการ ประกอบกับการหดตัวของอัตรากำไรขั้นต้น** โดยกำไรสุทธิลดลงถึง 89.90% จาก 13.33 ล้านบาทใน Q1/2564 เหลือเพียง 1.35 ล้านบาทใน Q1/2565
สาเหตุสำคัญประการแรกคือ **จำนวนโครงการที่ดำเนินการก่อสร้างลดลง** โดยในปี 2565 มีโครงการที่ดำเนินการเพียง 6 โครงการ เทียบกับ 9 โครงการในปี 2564 ซึ่งเป็นผลมาจากกลยุทธ์ของบริษัทที่เร่งปิดโครงการในปี 2564 และยังไม่มีโครงการใหม่ที่ประมูลได้ในปี 2565 นอกจากนี้ การทยอยติดเชื้อในไซต์งานเป็นคลัสเตอร์ขนาดเล็ก แม้จะควบคุมได้ แต่ก็ส่งผลกระทบต่อความคืบหน้าของโครงการเมื่อเทียบกับมาตรการ Buble and Seal ที่ใช้ในปี 2564
ประการที่สองคือ **การปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ของบริษัทโดยให้ความสำคัญกับการเร่งวางบิลและติดตามเก็บหนี้ค่างวดงานมากกว่าการเร่งทำ Progress ของโครงการ** เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจมีความไม่แน่นอนและกระแสเงินสดของบริษัทลดลงจากการเร่งทำ Progress ในปี 2564 ทำให้บริษัทชะลอการก่อสร้างและส่งมอบงานในบางโครงการจนกว่าจะได้รับเงินงวด เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการเก็บเงินไม่ได้ ส่งผลให้การรับรู้รายได้ตามขั้นความสำเร็จทางบัญชีปรับตัวลดลง
ประการสุดท้ายคือ **อัตรากำไรขั้นต้นที่ลดลง** โดยอยู่ที่ 11.16% ใน Q1/2565 เทียบกับ 13.82% ใน Q1/2564 ซึ่งเป็นผลมาจากรายได้ส่วนใหญ่มาจากงานภาครัฐที่มีอัตรากำไรขั้นต้นต่ำกว่างานเอกชน โดยโครงการใน Q1/2565 มีคุณภาพการทำกำไรเฉลี่ยอยู่ที่ 10.71% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 12.00% ในปีก่อน นอกจากนี้ ราคาวัสดุก่อสร้างที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น เหล็ก ซีเมนต์ และทองแดง ทำให้บริษัทไม่สามารถประหยัดต้นทุนได้เท่าปี 2564
**จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่:** จากสถานการณ์และกลยุทธ์ที่ฝ่ายจัดการระบุ **มีโอกาสที่จะส่งผลกระทบต่อเนื่อง** เนื่องจากฝ่ายจัดการระบุว่าปี 2565 ยังคงเป็นปีที่ท้าทายและยากลำบากสำหรับธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง โดยคาดว่าจะฟื้นตัวจริงในปี 2566 ประกอบกับสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน และเงินเฟ้อที่ทำให้ต้นทุนวัสดุ ค่าแรง และพลังงานปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกดดันต้นทุนการผลิตในปี 2566 นอกจากนี้ บริษัทได้ปรับเปลี่ยนนโยบายการรับงานโดยเลือกรับงานและประมูลงานอย่างระมัดระวังมากขึ้น โดยพิจารณาเฉพาะโครงการที่มีคุณภาพและมีอัตรากำไรขั้นต้นเพียงพอ ซึ่งอาจส่งผลต่อปริมาณงานในอนาคต
## Highlight สำคัญ
* **กำไรสุทธิลดลง 89.90%** เหลือ 1.35 ล้านบาท จาก 13.33 ล้านบาทใน Q1/2564
* **รายได้จากการขายและบริการลดลง 29.00%** เหลือ 138.47 ล้านบาท จาก 195.02 ล้านบาทใน Q1/2564
* **อัตรากำไรขั้นต้นหดตัว** จาก 13.82% ใน Q1/2564 เหลือ 11.16% ใน Q1/2565
* **Construction Backlog ลดลงเล็กน้อย** เหลือ 838 ล้านบาท ณ 31 มี.ค. 2565 จาก 960 ล้านบาท ณ 31 ธ.ค. 2564
* **สัดส่วนรายได้ภาครัฐต่อเอกชนเพิ่มขึ้น** เป็น 75:25 ใน Q1/2565 จาก 50:50 ก่อนโควิด โดยสัดส่วนงาน backlog อยู่ที่ 83:17
## ภาพรวมผลประกอบการ
บริษัท ไทยอิงเกอร์ โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ TIGER รายงานผลประกอบการในไตรมาส 1 ปี 2565 มีรายได้จากการขายและบริการรวม 138.47 ล้านบาท ลดลง 56.55 ล้านบาท หรือ 29.00% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้ 195.02 ล้านบาท ต้นทุนขายและบริการลดลง 45.06 ล้านบาท หรือ 26.81% มาอยู่ที่ 123.01 ล้านบาท ส่งผลให้กำไรขั้นต้นลดลง 11.49 ล้านบาท หรือ 42.64% มาอยู่ที่ 15.46 ล้านบาท โดยมีอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 11.16% ลดลงจาก 13.82% ในปีก่อน กำไรจากการดำเนินงานลดลงอย่างมีนัยสำคัญ 77.70% มาอยู่ที่ 3.54 ล้านบาท และเมื่อรวมรายการอื่น ๆ กำไรสุทธิสำหรับงวดนี้อยู่ที่ 1.35 ล้านบาท ลดลง 89.90% จาก 13.33 ล้านบาทในปีก่อน
## โอกาส
* **การมุ่งขยายงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับระบบสาธารณูปโภค:** เพื่อทดแทนงานภาคเอกชนที่ลดลง โดยมีทั้งรูปแบบคู่สัญญาโดยตรง ผู้รับเหมาช่วง และกิจการร่วมค้า
* **การปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ในงานเอกชน:** มุ่งรับงานก่อสร้าง Data Center, Cloud, ศูนย์การค้าปลีก, โลจิสติกส์ และงานขนาดเล็กที่มีระยะเวลาก่อสร้างสั้น เช่น ที่อยู่อาศัยส่วนตัวราคาสูง และโรงงานขนาดเล็ก
* **การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้:** จัดตั้งบริษัท คอนส์ อินโน จำกัด เพื่อดำเนินธุรกิจนำเข้าและจำหน่ายนวัตกรรมและผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีเพื่อการก่อสร้าง เพื่อรับมือกับการขาดแคลนแรงงานในอนาคต
* **การผ่อนคลายมาตรการโควิด-19 และการท่องเที่ยว:** ส่งผลให้อุปสงค์ในประเทศมีทิศทางดีขึ้นเล็กน้อย และปริมาณนักท่องเที่ยวเริ่มปรับตัวดีขึ้น
## ความเสี่ยง
* **ต้นทุนวัสดุก่อสร้าง ค่าแรง และพลังงานปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง:** จากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน และภาวะเงินเฟ้อ ส่งผลกดดันต้นทุนการผลิต
* **ปัญหาการขาดแคลนแรงงานก่อสร้าง:** เป็นปัจจัยลบสำคัญที่ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างต้องเผชิญในปี 2565
* **ฐานะการเงินและกระแสเงินสดของเจ้าของโครงการภาคเอกชน:** ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์แพร่ระบาด ส่งผลกระทบต่อการเรียกเก็บค่างวดงานและการเรียกคืนเงินประกันผลงาน
* **การรับรู้รายได้ตามขั้นความสำเร็จล่าช้า:** จากการให้ความสำคัญกับการวางบิลและติดตามเก็บหนี้ค่างวดงาน เพื่อบริหารกระแสเงินสด
* **อัตรากำไรขั้นต้นต่ำจากงานภาครัฐ:** เมื่อเทียบกับงานภาคเอกชน
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **การประมูลและรับงานใหม่:** โดยเฉพาะโครงการที่มีคุณภาพและอัตรากำไรขั้นต้นเพียงพอ
* **การบริหารจัดการต้นทุนก่อสร้าง:** ท่ามกลางราคาวัสดุที่ผันผวนและสูงขึ้น
* **การฟื้นตัวของภาคเอกชน:** โดยเฉพาะโครงการที่อยู่อาศัย อาคารสำนักงาน และโรงแรม
* **ความคืบหน้าของโครงการก่อสร้าง:** และการรับรู้รายได้ตามสัญญา
* **สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19:** และผลกระทบต่อการดำเนินงานในไซต์งาน
* **การบริหารจัดการกระแสเงินสด:** และการติดตามหนี้ค้างชำระ
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง)
ในไตรมาส 1 ปี 2565 TIGER มีรายได้จากการขายและบริการ 138.47 ล้านบาท ลดลง 29.00% โดยมีปัจจัยหลักมาจากจำนวนโครงการที่ดำเนินการลดลงเหลือ 6 โครงการ จาก 9 โครงการในปี 2564 ซึ่งเป็นผลจากกลยุทธ์การปิดโครงการในปีที่แล้ว และการยังไม่มีโครงการใหม่ที่ประมูลได้ในปีนี้ นอกจากนี้ การติดเชื้อในไซต์งานเป็นคลัสเตอร์เล็กๆ ส่งผลกระทบต่อความคืบหน้าของงาน เมื่อเทียบกับปีก่อนที่ใช้มาตรการ Buble and Seal เต็มรูปแบบ กลยุทธ์การให้ความสำคัญกับการวางบิลและเก็บหนี้มากกว่าการเร่งทำ Progress งาน ก็ส่งผลให้การรับรู้รายได้ตามขั้นความสำเร็จลดลง โครงการหลักที่รับรู้รายได้ ได้แก่ โรงงานผลิตน้ำประปาอยุธยา (74 ล้านบาท), อาคารผู้ป่วยนอกนครนายก (26 ล้านบาท) และอาคารสารสนเทศ (20 ล้านบาท)
ต้นทุนขายและบริการอยู่ที่ 123.01 ล้านบาท ลดลง 26.81% สอดคล้องกับรายได้ที่ลดลง แต่อัตราส่วนต้นทุนขายต่อยอดขายเพิ่มขึ้นเป็น 88.84% จาก 86.18% ในปีก่อน
กำไรขั้นต้นลดลง 42.64% มาอยู่ที่ 15.46 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรขั้นต้น 11.16% ลดลงจาก 13.82% ในปีก่อน สาเหตุหลักมาจากรายได้ส่วนใหญ่มาจากงานภาครัฐซึ่งมีอัตรากำไรต่ำกว่างานเอกชน (เฉลี่ย 10.71% เทียบกับ 12.00% ในปีก่อน) ประกอบกับราคาวัสดุก่อสร้างที่ปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ไม่สามารถประหยัดต้นทุนได้เท่าปีก่อน
ค่าใช้จ่ายในการขายและการบริหารรวมอยู่ที่ 11.92 ล้านบาท ไม่เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ จากความพยายามในการควบคุมค่าใช้จ่าย
Construction Backlog ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี 2565 อยู่ที่ 838 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อยจาก 960 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2564 โดยสัดส่วนงานภาครัฐต่อเอกชนใน Backlog อยู่ที่ 83:17 ซึ่งฝ่ายจัดการคาดว่าสัดส่วนงานภาครัฐจะขยายตัวเพิ่มขึ้นมากเมื่อเทียบกับช่วงก่อนโควิด (50:50)
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
เอกสารที่ให้มาไม่ได้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับฐานะการเงินและกระแสเงินสดโดยตรง แต่จากคำอธิบายของฝ่ายจัดการที่เน้นการรักษากระแสเงินสดของกิจการในช่วงครึ่งแรกของปี 2565 โดยการเร่งวางบิลและติดตามเก็บหนี้ค่างวดงาน รวมถึงการติดตามลูกหนี้ที่ค้างชำระนาน สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการบริหารสภาพคล่องในสถานการณ์ปัจจุบัน
## สรุปท้าย
TIGER เผชิญกับความท้าทายอย่างหนักในไตรมาส 1 ปี 2565 โดยกำไรสุทธิลดลงเกือบ 90% จากรายได้ที่หดตัวลง 29% และอัตรากำไรขั้นต้นที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ สาเหตุหลักมาจากจำนวนโครงการที่ลดลง การปรับกลยุทธ์เน้นการบริหารกระแสเงินสดผ่านการเร่งเก็บเงิน และต้นทุนวัสดุก่อสร้างที่สูงขึ้น แม้ว่าบริษัทจะพยายามปรับกลยุทธ์เพื่อรับมือกับสถานการณ์ เช่น การมุ่งเน้นงานภาครัฐ การปรับรูปแบบงานเอกชน และการนำเทคโนโลยีมาใช้ แต่การฟื้นตัวของธุรกิจรับเหมาก่อสร้างยังคงต้องใช้เวลา โดยฝ่ายจัดการคาดว่าปี 2565 จะยังคงเป็นปีที่ท้าทาย และคาดว่าจะฟื้นตัวจริงในปี 2566 นักลงทุนควรจับตาการประมูลงานใหม่ การบริหารต้นทุน และการฟื้นตัวของภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ TIGER ไตรมาส 1/2565
รายได้รวม
173.25
ล้านบาท
↑ 7.2% YoY
กำไรขั้นต้น
-12.15
ล้านบาท
↓ 60.1% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
-7.01
%
กำไรสุทธิ
-30.37
ล้านบาท
↓ 33.2% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
-17.53
%
D/E Ratio
0.83
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
173
↑ + 7.2%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
-12
↓ -60.1%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
-30
↓ -33.2%
YoY
D/E Ratio
0.83
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — TIGER
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
0.83
ROE (%)
-13.88
ROA (%)
-7.81
Book Value/หุ้น
1.01
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — TIGER
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-100
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+50
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — TIGER
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
-99.72
+1,508.39%
|
-6.20
-81.82%
|
-34.10
-217.95%
|
28.91
-80.18%
|
145.83
-35.25%
|
225.23
-267.96%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
50.23
+410.47%
|
9.84
+186.05%
|
3.44
-50.36%
|
6.93
-103.71%
|
-187.01
+84.59%
|
-101.31
+36.24%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
25.90
+9,861.54%
|
0.26
-99.26%
|
35.36
-630.93%
|
-6.66
-112.64%
|
52.67
-155.54%
|
-94.84
+105.77%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
-27.11
-796.92%
|
3.89
-83.28%
|
23.26
-20.34%
|
29.20
+154.36%
|
11.48
|
0.00
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
8.07
-55.02%
|
17.94
-45.69%
|
33.03
+913.19%
|
3.26
-90.43%
|
34.05
+585.11%
|
4.97
-98.08%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
6.47
-19.83%
|
8.07
-55.02%
|
17.94
-45.69%
|
33.03
+913.19%
|
3.26
-90.43%
|
34.05
+585.11%
|