บริษัท ไทย อิงเกอร์ โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน)
MAI ·
0.46
0.04 (8.00%)
สรุปสั้น
กำไรปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.65 ล้านบาท หรือคิดเป็น อัตราร้อยละ 22.84 เนื่องจาก 3 ปัจจัยหลัก คือ
1. การเพิ่มขึ้นของรายได้ จากการเร่งส่งมอบงานก่อสร้างและการรับงานก่อสร้างโครงการเอกชนขนาดเล็กและโครงการสาธารณูปโภคภาครัฐ
2 กําไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น แต่อัตรากําไรขั้นต้นลดลงเล็กน้อย เนื่องจากโครงสร้างของงานที่รับ และต้นทุนการเก็บงานเพื่อ เรียกเก็บค่างวดคงค้าง
3) ค่าใช้จ่ายในการบริหารที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากการรับรู้หนี้สงสัยจะสูญในบริษัทย่อย
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=7491 out_tok=2955 at=2026-07-26T08:49:53 -->
# TIGER Q3/2564 กำไรสุทธิหด 51% รับผลกระทบโควิด-19-ล็อกดาวน์หนัก
## รายได้-กำไรทรุดตามอุตสาหกรรม ฝ่ายจัดการเร่งปรับกลยุทธ์รับมือ-ดันงานภาครัฐ-นวัตกรรม
บริษัท ไทยอิงเกอร์ โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ TIGER รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2564 มีกำไรสุทธิ 22.30 ล้านบาท ลดลง 50.86% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีผลขาดทุนสุทธิ 0.42 ล้านบาทในงวดสามเดือนของไตรมาส 3 ปี 2564 ซึ่งเป็นผลกระทบโดยตรงจากมาตรการล็อกดาวน์และการปิดแคมป์คนงานก่อสร้างที่ส่งผลให้ความคืบหน้าของงานก่อสร้างลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ฝ่ายจัดการได้เร่งปรับกลยุทธ์เพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่ท้าทาย
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
หัวใจสำคัญที่ทำให้ผลประกอบการของ TIGER ในไตรมาส 3 ปี 2564 ปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ มาจาก **ผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 และมาตรการล็อกดาวน์ที่เข้มงวด** ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อรายได้จากการขายและบริการที่ลดลง 23.71% และกำไรขั้นต้นที่หดตัวถึง 35.58%
**ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น:**
สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในช่วงไตรมาส 3 ปี 2564 ที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ภาครัฐต้องบังคับใช้มาตรการที่เข้มงวด เช่น การสั่งปิดสถานที่ก่อสร้างในกรุงเทพฯ และการล็อกดาวน์ใน 13 จังหวัดพื้นที่สีแดงเข้ม ซึ่งเป็นที่ตั้งของไซต์งานของบริษัทถึง 5 แห่ง คิดเป็นมูลค่างานรอส่งมอบทั้งหมด 100% มาตรการเหล่านี้ส่งผลให้กระบวนการทำงาน การขนส่งกำลังคนและวัตถุดิบเข้าไซต์งานมีความล่าช้าเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะในเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม 2564 นอกจากนี้ การชะลอตัวของเศรษฐกิจยังส่งผลกระทบต่อฐานะการเงินและกระแสเงินสดของเจ้าของโครงการภาคเอกชน ทำให้การเรียกเก็บค่างวดงานและการเรียกคืนเงินประกันผลงานมีความท้าทายมากขึ้น
**จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่:**
**ลักษณะครั้งคราว** โดยมีแนวโน้มดีขึ้นในช่วงปลายไตรมาส 3 ปี 2564 เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดเริ่มคลี่คลาย และรัฐบาลได้เริ่มผ่อนปรนมาตรการล็อกดาวน์ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2564 เป็นต้นไป อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากความล่าช้าในการเก็บค่างวดงานและการอนุมัติงานเพิ่มจากเจ้าของโครงการบางแห่ง อาจยังคงส่งผลต่อเนื่องไปบ้าง แต่บริษัทได้มีการปรับกลยุทธ์เพื่อลดผลกระทบ เช่น การเร่งส่งมอบงานที่แล้วเสร็จ การติดตามหนี้ และการวางแผนการสั่งซื้อวัสดุอย่างรัดกุม
## Highlight สำคัญ
* **กำไรสุทธิลดลง 50.86%:** ในงวดเก้าเดือนสิ้นสุด 30 กันยายน 2564 มีกำไรสุทธิ 22.30 ล้านบาท และขาดทุนสุทธิ 0.42 ล้านบาทในงวดสามเดือนของไตรมาส 3 ปี 2564
* **รายได้จากการขายและบริการหดตัว 23.71%:** ในไตรมาส 3 ปี 2564 อยู่ที่ 516.11 ล้านบาท จาก 676.54 ล้านบาทในปีก่อน
* **กำไรขั้นต้นลดลง 35.58%:** อัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 12.30% ลดลงจาก 14.57% ในปีก่อน
* **Backlog เติบโต:** มูลค่างานในมือ (Construction Backlog) ณ 30 กันยายน 2564 สูงถึง 1,030 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 684 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2562
* **ปรับกลยุทธ์เน้นงานภาครัฐ:** สัดส่วนรายได้ภาครัฐต่อเอกชนอยู่ที่ 75:25 และสัดส่วนงานรอส่งมอบอยู่ที่ 92:8 เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
* **ขยายธุรกิจนวัตกรรมการก่อสร้าง:** จัดตั้งบริษัท คอนส์อินโน จำกัด เพื่อนำเข้าและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีเพื่อการก่อสร้าง
## ภาพรวมผลประกอบการ
สำหรับงวดเก้าเดือนสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2564 บริษัท ไทยอิงเกอร์ โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) มีรายได้จากการขายและให้บริการรวม 516.11 ล้านบาท ลดลง 23.71% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักมาจากอุปสรรคและความล่าช้าที่เกิดจากมาตรการปิดไซต์ก่อสร้างและมาตรการจำกัดการเดินทาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อการรับรู้รายได้ในช่วงเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคม 2564 นอกจากนี้ การมีโครงการก่อสร้างที่แล้วเสร็จจำนวน 5 โครงการในช่วงไตรมาส 3 ปี 2564 และความล่าช้าในการเก็บค่างวดงานจากเจ้าของโครงการบางราย ก็เป็นปัจจัยที่ทำให้รายได้ชะลอตัวลง
ต้นทุนขายและบริการลดลงสอดคล้องกับรายได้ โดยอยู่ที่ 452.63 ล้านบาท แต่มีอัตราส่วนต้นทุนขายต่อยอดขายเพิ่มขึ้นเป็น 87.70% จาก 85.43% ในปีก่อน ส่งผลให้กำไรขั้นต้นปรับตัวลดลง 35.58% มาอยู่ที่ 63.48 ล้านบาท โดยอัตรากำไรขั้นต้นลดลงมาอยู่ที่ 12.30% จาก 14.57% เนื่องจากรายได้ส่วนใหญ่มาจากงานภาครัฐซึ่งมีอัตรากำไรต่ำกว่างานเอกชน ประกอบกับการรับรู้ผลขาดทุนจากมูลค่างานที่คาดว่าไม่สามารถเรียกเก็บได้ 3 ล้านบาท และราคาวัสดุก่อสร้างที่ปรับตัวสูงขึ้น
ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารลดลง 9.00% มาอยู่ที่ 40.93 ล้านบาท จากความพยายามในการควบคุมต้นทุนและไม่มีการตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญในปีนี้ ต่างจากปีก่อนที่มีการตั้งค่าเผื่อ 1.86 ล้านบาท
ส่งผลให้กำไรสุทธิสำหรับงวดเก้าเดือนสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2564 อยู่ที่ 22.30 ล้านบาท ลดลง 50.86% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน และมีผลขาดทุนสุทธิ 0.42 ล้านบาทในงวดสามเดือนของไตรมาส 3 ปี 2564
## โอกาส
* **งานภาครัฐเติบโต:** บริษัทมุ่งเน้นขยายการรับงานก่อสร้างภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับระบบสาธารณูปโภค ซึ่งมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันสัดส่วนงานภาครัฐคิดเป็น 75% ของรายได้ และ 92% ของงานรอส่งมอบ
* **งานก่อสร้างดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่น:** ปรับกลยุทธ์รับงานก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์และคลาวด์ เพื่อเกาะกระแสเทคโนโลยีดิจิทัล
* **งานก่อสร้างขนาดเล็กระยะสั้น:** รับงานเอกชนขนาดเล็กที่มีระยะเวลาก่อสร้างสั้นและไม่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์มากนัก เช่น บ้านพักอาศัยส่วนตัวราคาสูง และสำนักงานขายโครงการคอนโดมิเนียม
* **ธุรกิจนวัตกรรมการก่อสร้าง:** การจัดตั้งบริษัท คอนส์อินโน จำกัด เพื่อดำเนินธุรกิจนำเข้าและจำหน่ายนวัตกรรมและผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีเพื่อการก่อสร้าง เป็นการขยายฐานธุรกิจและสร้างโอกาสในการเติบโตในอนาคต
## ความเสี่ยง
* **ผลกระทบจากโควิด-19 และมาตรการภาครัฐ:** ความไม่แน่นอนของสถานการณ์การแพร่ระบาดและการบังคับใช้มาตรการต่างๆ ยังคงเป็นความเสี่ยงหลักที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานและการรับรู้รายได้
* **ความท้าทายในการเรียกเก็บเงินจากภาคเอกชน:** ภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอนและปัญหาด้านกระแสเงินสดของเจ้าของโครงการเอกชน อาจทำให้การจ่ายชำระงวดงานและการอนุมัติงานเพิ่มล่าช้า ซึ่งส่งผลต่อการรับรู้รายได้และการบริหารกระแสเงินสด
* **ราคาวัสดุก่อสร้างผันผวน:** การปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาวัสดุก่อสร้าง เช่น เหล็ก ซีเมนต์ และทองแดง อาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนและอัตรากำไรของโครงการ
* **การแข่งขันในอุตสาหกรรม:** ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างมีการแข่งขันสูง ทั้งจากผู้รับเหมารายเดิมและรายใหม่
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **การผ่อนคลายมาตรการโควิด-19:** ติดตามแนวโน้มการผ่อนคลายมาตรการของภาครัฐ ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อการดำเนินงานก่อสร้าง
* **การบริหารจัดการ Backlog:** การส่งมอบงานในมือให้เป็นไปตามแผน และการประมูลงานใหม่ โดยเฉพาะงานภาครัฐที่มีสัดส่วนเพิ่มขึ้น
* **การบริหารกระแสเงินสด:** ความสามารถในการติดตามและเรียกเก็บค่างวดงานจากลูกค้า โดยเฉพาะโครงการภาคเอกชน
* **การดำเนินงานของบริษัท คอนส์อินโน จำกัด:** ผลการดำเนินงานและทิศทางการเติบโตของธุรกิจนวัตกรรมการก่อสร้างใหม่
* **แนวโน้มอัตรากำไรขั้นต้น:** การบริหารจัดการต้นทุนท่ามกลางราคาวัสดุก่อสร้างที่ผันผวน และการปรับสัดส่วนงานภาครัฐต่อเอกชน
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง)
* **มูลค่าโอน/Presale:** เอกสารไม่ได้ระบุข้อมูลส่วนนี้โดยตรง แต่กล่าวถึงการชะลอการก่อสร้างและส่งมอบงานเนื่องจากความล่าช้าในการเก็บค่างวดงานและอนุมัติงานเพิ่มจากเจ้าของโครงการ
* **Backlog:** ณ วันที่ 30 กันยายน 2564 มีมูลค่างานในมือ (Construction Backlog) สูงถึง 1,030 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับ 684 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2562 โดยสัดส่วนงานภาครัฐต่อเอกชนใน Backlog อยู่ที่ 92:8 ซึ่งสูงกว่าช่วงก่อนโควิดที่ 50:50
* **การเปิดโครงการใหม่:** เอกสารไม่ได้ระบุถึงการเปิดโครงการใหม่ แต่กล่าวถึงการเซ็นสัญญาเพิ่ม 2 สัญญาในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2564 ได้แก่ โครงการก่อสร้างอาคารสารสนเทศภาคเอกชน มูลค่า 87 ล้านบาท และโครงการก่อสร้างสถานีสูบจ่ายน้ำและประตูน้ามูลค่า 157 ล้านบาท
* **Occupancy/Rental Yield:** ไม่ปรากฏข้อมูลในเอกสาร
* **ต้นทุนก่อสร้าง:** มีการกล่าวถึงราคาวัสดุก่อสร้างที่ปรับตัวสูงขึ้น เช่น เหล็ก ซีเมนต์ ทองแดง แต่บริษัทพยายามคุมต้นทุนด้วยการวางแผนการสั่งซื้อและประหยัดต้นทุนส่วนอื่น
* **D/E:** ไม่ปรากฏข้อมูลในเอกสาร
* **กระแสเงินสดจากโครงการ:** มีการกล่าวถึงความท้าทายในการเรียกเก็บค่างวดงานและการเรียกคืนเงินประกันผลงานจากเจ้าของโครงการภาคเอกชน
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
เอกสารไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับฐานะการเงิน เช่น สินทรัพย์ หนี้สิน หรืออัตราส่วน D/E โดยตรง แต่มีการกล่าวถึงความท้าทายด้านกระแสเงินสดของเจ้าของโครงการภาคเอกชน และความพยายามของบริษัทในการรักษาและติดตามหนี้ค่างวดงาน รวมถึงการเร่งเก็บหนี้ลูกหนี้ที่ค้างชำระนาน
## สรุปท้าย
TIGER เผชิญความท้าทายอย่างหนักในไตรมาส 3 ปี 2564 จากผลกระทบของโควิด-19 และมาตรการล็อกดาวน์ที่ส่งผลให้รายได้และกำไรลดลงอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม บริษัทได้เร่งปรับกลยุทธ์โดยการเพิ่มสัดส่วนงานภาครัฐที่มั่นคง และขยายสู่ธุรกิจนวัตกรรมการก่อสร้าง รวมถึงการบริหารจัดการต้นทุนอย่างรัดกุม แม้ว่าสถานการณ์จะเริ่มคลี่คลายในช่วงปลายไตรมาส แต่ความเสี่ยงจากการบริหารกระแสเงินสดและความผันผวนของต้นทุนยังคงเป็นสิ่งที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด โดยมีมูลค่างานในมือที่แข็งแกร่งเป็นปัจจัยสนับสนุนในระยะต่อไป
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ TIGER ไตรมาส 3/2564
รายได้รวม
173.25
ล้านบาท
↑ 7.2% YoY
กำไรขั้นต้น
-12.15
ล้านบาท
↓ 60.1% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
-7.01
%
กำไรสุทธิ
-30.37
ล้านบาท
↓ 33.2% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
-17.53
%
D/E Ratio
0.83
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
173
↑ + 7.2%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
-12
↓ -60.1%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
-30
↓ -33.2%
YoY
D/E Ratio
0.83
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — TIGER
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
0.83
ROE (%)
-13.88
ROA (%)
-7.81
Book Value/หุ้น
1.01
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — TIGER
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-100
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+50
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — TIGER
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
-99.72
+1,508.39%
|
-6.20
-81.82%
|
-34.10
-217.95%
|
28.91
-80.18%
|
145.83
-35.25%
|
225.23
-267.96%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
50.23
+410.47%
|
9.84
+186.05%
|
3.44
-50.36%
|
6.93
-103.71%
|
-187.01
+84.59%
|
-101.31
+36.24%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
25.90
+9,861.54%
|
0.26
-99.26%
|
35.36
-630.93%
|
-6.66
-112.64%
|
52.67
-155.54%
|
-94.84
+105.77%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
-27.11
-796.92%
|
3.89
-83.28%
|
23.26
-20.34%
|
29.20
+154.36%
|
11.48
|
0.00
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
8.07
-55.02%
|
17.94
-45.69%
|
33.03
+913.19%
|
3.26
-90.43%
|
34.05
+585.11%
|
4.97
-98.08%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
6.47
-19.83%
|
8.07
-55.02%
|
17.94
-45.69%
|
33.03
+913.19%
|
3.26
-90.43%
|
34.05
+585.11%
|