บริษัท พริมา มารีน จำกัด (มหาชน)
SET · ขนส่งและโลจิสติกส์
9.90
0.05 (0.50%)
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=8760 out_tok=2695 at=2026-07-26T01:30:56 -->
PRM กำไรสุทธิ Q1/65 ลดลง 30.4% YoY แต่โตกว่า Q4/64 กว่า 71% รับอานิสงส์เรือขนส่งน้ำมัน-FSU ฟื้นตัว
รายได้รวมไตรมาส 1/2565 ของ บมจ.พริมา มารีน (PRM) อยู่ที่ 1,474.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหนุนจากการขยายธุรกิจเรือขนส่งน้ำมันสำเร็จรูปทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงเรือ FSU ที่ความต้องการใช้เพิ่มขึ้นจากการกักตุนน้ำมันในช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 302.2 ล้านบาท ลดลง 30.4% YoY แต่ปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 71.4% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
หัวใจสำคัญที่อธิบายผลประกอบการของ PRM ในไตรมาส 1/2565 คือ การฟื้นตัวของรายได้จากการให้บริการในกลุ่มธุรกิจเรือขนส่งน้ำมันสำเร็จรูปทั้งในและระหว่างประเทศ รวมถึงธุรกิจเรือ FSU ที่ได้รับอานิสงส์จากสถานการณ์ความไม่แน่นอนของสงครามรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งส่งผลให้ความต้องการกักเก็บน้ำมันเพิ่มขึ้น แม้ว่ากำไรขั้นต้นจะลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน แต่ก็ปรับตัวดีขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า
**ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น:**
* **รายได้จากการให้บริการเติบโต:** การขยายธุรกิจเรือขนส่งน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศและระหว่างประเทศ รวมถึงเรือ FSU เป็นปัจจัยหลักที่ผลักดันรายได้ให้เพิ่มขึ้น 3.5% YoY โดยเฉพาะการเข้าซื้อกิจการบริษัท ทรูธมาริไทม์ จำกัด ทำให้มีจำนวนเรือเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ การผ่อนคลายมาตรการควบคุมโควิด-19 และการเดินทาง ส่งผลให้การบริโภคน้ำมันในประเทศเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะน้ำมัน Jet A-1 ที่เติบโตถึง 62.8% YoY
* **ธุรกิจ FSU ได้รับแรงหนุนจากสถานการณ์โลก:** ความไม่แน่นอนของสงครามรัสเซีย-ยูเครน ทำให้ความต้องการกักเก็บน้ำมันเตากำมะถันต่ำเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ Utilization Rate ของเรือ FSU ปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และมีรายได้เพิ่มจากการให้บริการเสริมอื่นๆ
* **กำไรขั้นต้นเผชิญแรงกดดัน:** แม้รายได้จะเติบโต แต่กำไรขั้นต้นกลับลดลง 20.0% YoY สาเหตุหลักมาจากอัตราค่าบริการเรือ FSU ที่ลดลงตามภาวะตลาดที่ชะลอตัว และต้นทุนเชื้อเพลิงที่เพิ่มสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า กำไรขั้นต้นกลับเพิ่มขึ้น 22.9% จากการขยายธุรกิจดังกล่าว
* **ค่าใช้จ่ายบริหารเพิ่มขึ้นชั่วคราว:** ค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้น YoY เนื่องจากผลจากการขยายงานหลังการซื้อกิจการ แต่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากไตรมาส 4/2564 มีค่าใช้จ่ายในการจัดทำ PPA (Purchase price allocation) ของการเข้าซื้อกิจการ
**จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่:**
**มีโอกาสต่อเนื่อง** โดยเฉพาะในส่วนของธุรกิจเรือขนส่งน้ำมันระหว่างประเทศที่คาดว่าจะมีเรือ VLCC ลำที่ 2 เข้ามาให้บริการในเดือนมิถุนายน 2565 และเรือ Crew Boat ในธุรกิจ Offshore Support Vessel จะมีอัตราการใช้งานเต็ม 100% ตั้งแต่กลางไตรมาส 2/2565 เป็นต้นไป จากการได้รับคัดเลือกในสัญญาระยะยาว อย่างไรก็ตาม ธุรกิจ FSU อาจต้องติดตามภาวะตลาดและต้นทุนเชื้อเพลิงอย่างใกล้ชิด
## Highlight สำคัญ
* **รายได้รวม 1,474.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.5% YoY:** หนุนโดยการขยายธุรกิจเรือขนส่งน้ำมันและ FSU
* **กำไรสุทธิ 302.2 ล้านบาท ลดลง 30.4% YoY:** แต่เพิ่มขึ้น 71.4% QoQ
* **กำไรขั้นต้น 436.7 ล้านบาท ลดลง 20.0% YoY:** แต่เพิ่มขึ้น 22.9% QoQ
* **ธุรกิจเรือขนส่งน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศ:** รายได้และกำไรขั้นต้นปรับดีขึ้น YoY จากจำนวนเรือที่เพิ่มขึ้นและการบริโภคน้ำมันที่สูงขึ้น Utilization Rate 92.7%
* **ธุรกิจเรือขนส่งน้ำมันสำเร็จรูประหว่างประเทศ:** รายได้และกำไรขั้นต้นเติบโต YoY จากเรือ VLCC ลำแรกเริ่มให้บริการ แต่รายได้ลดลง QoQ เนื่องจากเรือ VLCC เข้า Dry docking
* **ธุรกิจ FSU:** รายได้และกำไรขั้นต้นลดลง YoY แต่ดีขึ้น QoQ จากความต้องการกักเก็บน้ำมันที่เพิ่มขึ้นจากสถานการณ์สงคราม
* **ธุรกิจ Offshore Support:** รายได้และกำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น YoY จากการขยายธุรกิจ Crew Boat แต่ลดลงเล็กน้อย QoQ เนื่องจากเป็นฤดูมรสุมและเรือบางลำเตรียมเข้าประมูลงาน
## ภาพรวมผลประกอบการ
ในไตรมาส 1/2565 บริษัทฯ มีรายได้จากการให้บริการรวม 1,474.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.5% YoY โดยมีปัจจัยหลักมาจากการขยายธุรกิจเรือขนส่งน้ำมันสำเร็จรูปทั้งในและระหว่างประเทศ รวมถึงเรือ FSU ที่ความต้องการใช้เพิ่มขึ้นจากการกักตุนน้ำมันในช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน ขณะที่กำไรขั้นต้นอยู่ที่ 436.7 ล้านบาท ลดลง 20.0% YoY เนื่องจากอัตราค่าบริการเรือ FSU ที่ลดลงและต้นทุนเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้น แต่ปรับตัวดีขึ้น 22.9% QoQ ส่วนกำไรสุทธิอยู่ที่ 302.2 ล้านบาท ลดลง 30.4% YoY แต่สูงกว่าไตรมาสก่อนหน้าถึง 71.4%
## โอกาส
* **การขยายธุรกิจเรือขนส่งน้ำมัน:** การเข้าซื้อกิจการบริษัท ทรูธมาริไทม์ จำกัด ทำให้มีจำนวนเรือเพิ่มขึ้น และการคาดการณ์ว่าเรือ VLCC ลำที่ 2 จะเริ่มให้บริการในเดือนมิถุนายน 2565 จะช่วยเพิ่มรายได้ในธุรกิจเรือขนส่งน้ำมันระหว่างประเทศ
* **ความต้องการกักเก็บน้ำมัน:** สถานการณ์สงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ยังมีความไม่แน่นอน ส่งผลดีต่อธุรกิจเรือ FSU จากความต้องการกักเก็บน้ำมันที่เพิ่มขึ้น
* **การฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ:** การผ่อนคลายมาตรการควบคุมโควิด-19 และการเดินทาง ส่งผลให้การบริโภคน้ำมันในประเทศเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะน้ำมัน Jet A-1
* **สัญญาระยะยาวในธุรกิจ Offshore Support:** การได้รับคัดเลือกในสัญญาระยะยาวสำหรับเรือ Crew Boat จะทำให้ Utilization Rate เต็ม 100% ตั้งแต่กลางไตรมาส 2/2565 เป็นต้นไป
* **ธุรกิจ Ship Agent:** เป็นธุรกิจใหม่ที่เพิ่มขึ้นภายหลังการเข้าซื้อกิจการ จะช่วยเสริมรายได้ให้กับธุรกิจบริหารจัดการเรือ
## ความเสี่ยง
* **ความผันผวนของราคาเชื้อเพลิง:** ต้นทุนเชื้อเพลิงที่เพิ่มสูงขึ้นส่งผลกระทบโดยตรงต่ออัตรากำไรขั้นต้น โดยเฉพาะในธุรกิจ FSU
* **ภาวะตลาด FSU ชะลอตัว:** อัตราค่าบริการเรือ FSU ที่ลดลงตามภาวะตลาดที่ชะลอตัว อาจกดดันอัตรากำไร
* **การซ่อมบำรุงเรือ:** การเข้าซ่อมบำรุงตามแผน (Dry docking) ของเรือ VLCC ส่งผลให้รายได้ลดลงในไตรมาสที่เรือหยุดให้บริการ
* **ความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลก:** ความขัดแย้งระหว่างประเทศอาจส่งผลกระทบต่อการขนส่งและอุปสงค์น้ำมันในระยะยาว
* **อัตราแลกเปลี่ยน:** การแข็งค่าของเงินบาทส่งผลกระทบต่อกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากบริษัทยังมียอดเงินกู้สกุลเงินตราต่างประเทศ
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **การเริ่มให้บริการของเรือ VLCC ลำที่ 2:** จะส่งผลต่อรายได้และกำไรของธุรกิจเรือขนส่งน้ำมันระหว่างประเทศในไตรมาส 2/2565 เป็นต้นไป
* **แนวโน้มอัตราค่าบริการเรือ FSU และต้นทุนเชื้อเพลิง:** จะเป็นปัจจัยสำคัญต่ออัตรากำไรของธุรกิจ FSU
* **ผลการประมูลสัญญางานระยะยาวในธุรกิจ Offshore Support:** จะส่งผลต่อ Utilization Rate และรายได้ของเรือ Crew Boat
* **การบริหารจัดการต้นทุนพนักงานในธุรกิจบริหารจัดการเรือ:** เพื่อรักษาอัตรากำไรขั้นต้นให้ดีขึ้น
* **การเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยน:** โดยเฉพาะผลกระทบต่อภาระหนี้สินและกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: บริการ)
* **ธุรกิจเรือขนส่งน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศ:** มี Utilization Rate ที่ 92.7% สะท้อนถึงความต้องการใช้เรือที่สูงขึ้นจากการผ่อนคลายมาตรการเดินทางและการบริโภคน้ำมันที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะน้ำมัน Jet A-1 ที่เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ
* **ธุรกิจเรือขนส่งน้ำมันสำเร็จรูประหว่างประเทศ:** การมีเรือ VLCC เพิ่มขึ้นเป็นปัจจัยบวกสำคัญ แม้จะมีผลกระทบจากการ Dry docking ในไตรมาสนี้ แต่คาดว่าจะกลับมาสร้างรายได้เต็มที่ในไตรมาสถัดไป
* **ธุรกิจ FSU:** แม้รายได้และกำไรขั้นต้นจะลดลง YoY แต่การฟื้นตัว QoQ จากความต้องการกักเก็บน้ำมันเป็นสัญญาณที่ดี อย่างไรก็ตาม การแข่งขันและต้นทุนเชื้อเพลิงยังเป็นปัจจัยที่ต้องเฝ้าระวัง
* **ธุรกิจ Offshore Support:** การได้รับสัญญาระยะยาวจะช่วยให้ Utilization Rate ของเรือ Crew Boat เต็ม 100% ซึ่งจะส่งผลดีต่อรายได้และกำไรในไตรมาส 2/2565 เป็นต้นไป
* **ธุรกิจบริหารจัดการเรือ:** การเพิ่มขึ้นของรายได้จากธุรกิจ Ship Agent และการบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ ช่วยหนุนกำไรขั้นต้นให้ดีขึ้น
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ วันที่ 31 มีนาคม 2565 บริษัทฯ มียอดสินทรัพย์รวม 17,207.1 ล้านบาท ใกล้เคียงกับสิ้นปี 2564 โดยที่ดิน อาคาร และเรือเดินทะเลสุทธิลดลงจากการตัดค่าเสื่อมราคา ขณะที่เงินกู้ระยะยาวสุทธิลดลงจากการชำระคืนตามกำหนด ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้น 310.9 ล้านบาท จากกำไรจากการดำเนินงานในไตรมาสนี้ ทำให้อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ 0.86:1
## สรุปท้าย
PRM ในไตรมาส 1/2565 เผชิญแรงกดดันจากต้นทุนเชื้อเพลิงและภาวะตลาด FSU ที่ชะลอตัว ส่งผลให้กำไรขั้นต้นและกำไรสุทธิลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน แต่การขยายธุรกิจเรือขนส่งน้ำมันและการฟื้นตัวของความต้องการใช้เรือ FSU จากสถานการณ์โลก ได้ช่วยหนุนรายได้ให้เติบโต และทำให้กำไรปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า โดยมีปัจจัยบวกจากการเพิ่มจำนวนเรือและการได้สัญญาระยะยาวในธุรกิจ Offshore Support ที่จะส่งผลดีต่อเนื่องในไตรมาสถัดไป ขณะที่ความเสี่ยงด้านต้นทุนเชื้อเพลิงและอัตราแลกเปลี่ยนยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ PRM ไตรมาส 2/2025
รายได้รวม
2,219.81
ล้านบาท
↑ 3.9% YoY
กำไรขั้นต้น
687.55
ล้านบาท
↓ 3.7% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
30.97
%
กำไรสุทธิ
421.63
ล้านบาท
↓ 9.9% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
18.99
%
D/E Ratio
0.90
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
2,220
↑ + 3.9%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
688
↓ -3.7%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
422
↓ -9.9%
YoY
D/E Ratio
0.90
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — PRM
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
0.90
ROE (%)
18.95
ROA (%)
12.22
Book Value/หุ้น
5.52
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — PRM
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-2,528
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+317
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — PRM
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
-2,528.49
+1.17%
|
-2,499.17
+33.08%
|
-1,877.95
+3,293.48%
|
-55.34
-95.35%
|
-1,191.37
-139.52%
|
3,014.84
+52.44%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
317.00
-281.16%
|
-174.98
-119.68%
|
889.12
+41.85%
|
626.80
-170.75%
|
-885.96
+1,138.93%
|
-71.51
-97.80%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
-965.08
-172.84%
|
1,324.99
+55.37%
|
852.81
+30.39%
|
654.03
-136.50%
|
-1,791.93
+9.27%
|
-1,639.86
-273.79%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
-2,895.34
+71.47%
|
-1,688.58
+347.20%
|
-377.59
-145.25%
|
834.47
-222.04%
|
-683.75
-153.54%
|
1,277.15
-470.74%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
3,593.47
-0.36%
|
3,606.32
+5.82%
|
3,407.92
+30.49%
|
2,611.58
+17.70%
|
2,218.80
+135.63%
|
941.65
-26.78%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
3,245.23
-9.69%
|
3,593.47
-0.36%
|
3,606.32
+5.82%
|
3,407.92
+30.49%
|
2,611.58
+17.70%
|
2,218.80
+135.63%
|