ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
SET · ธนาคาร
44.25
+0.50 (+1.14%)
สรุปสั้น
กำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้น หลักๆ เกิดจาก กําไร (ขาดทุน) เบ็ดเสร็จอื่นจํานวน 8,349 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจํานวน 14,954 ล้าน บาท หรือ 226.40% หลัก ๆ จากความผันผวนในตลาดเงินและตลาดทุนในช่วงต้นปี 2563 ซึ่งเป็นผลจากภาวะเศรษฐกิจที่หดตัว จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19
จากสินเชื่อที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งถึงร้อยละ 12.6 จากสิ้นปีที่ผ่านมา ธนาคารได้จัดตั้งบริษัท อินฟินิตัส บาย กรุงไทย จํากัด (Infinitas by Krungthai) โดยเป็นบริษัทวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ทางการเงินดิจิทัลรูปแบบใหม่ มุ่งเน้นการให้บริการด้านการพัฒนา Innovation & Digital Platform ต่างๆ เพื่อเข้าสู่ Open Banking, Virtual Digital Banking Service รวมถึง New Business Model อย่างเต็มรูปแบบ
รายได้ดอกเบี้ยสุทธิปี 2564 ลดลงร้อยละ 5.6 เป็นผลจากรายได้ดอกเบี้ยพิเศษเงินให้สินเชื่อจากการขายทอดตลาดทรัพย์สินหลักประกัน จํานองในปี 2563 ประกอบกับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่ปรับลดลงถึงแม้ธนาคารมีอัตราการเติบโตของสินเชื่อที่ร้อยละ 12.6 จาก สิ้นปี 2563
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=25179 out_tok=3209 at=2026-07-25T19:05:48 -->
# KTB กำไรสุทธิ Q4/2565 พุ่ง 64% YoY รับรายได้ดอกเบี้ยสุทธิโตแกร่ง
## รายได้ดอกเบี้ยสุทธิและสินเชื่อคุณภาพหนุนกำไร KTB ไตรมาส 4 โตโดดเด่น ขณะที่การบริหารต้นทุนยังคงมีประสิทธิภาพ
ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB รายงานผลประกอบการไตรมาส 4 ปี 2565 มีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคาร 8,109 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 64.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ปัจจัยหลักมาจากการเติบโตของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่แข็งแกร่งจากการขยายตัวของสินเชื่อคุณภาพและการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ย ประกอบกับการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายที่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ Cost to Income Ratio ปรับลดลง
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนกำไรสุทธิของ KTB ในไตรมาส 4 ปี 2565 ให้เติบโตอย่างก้าวกระโดดถึง 64.0% เมื่อเทียบกับปีก่อน คือ **การเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ** ซึ่งเป็นผลมาจากทั้งการเติบโตของปริมาณสินเชื่อที่มีคุณภาพและการปรับตัวขึ้นของอัตราดอกเบี้ย นอกจากนี้ การบริหารจัดการค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่ยังคงมีประสิทธิภาพก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุนผลกำไร
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
* **รายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่เพิ่มขึ้น:** ปัจจัยหลักมาจากการเติบโตของสินเชื่อที่มุ่งเน้นคุณภาพ โดยเฉพาะสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่และสินเชื่อรายย่อย ประกอบกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) 3 ครั้งในช่วงครึ่งหลังของปี 2565 และการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินให้สินเชื่อของธนาคารเองอีก 2 ครั้งในเดือนตุลาคมและธันวาคม 2565 ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนสุทธิต่อสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้ (NIM) ปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ที่ 2.80% จาก 2.47% ในไตรมาส 4 ปี 2564
* **การบริหารจัดการค่าใช้จ่าย:** ธนาคารสามารถบริหารจัดการค่าใช้จ่ายโดยรวมได้ดี ส่งผลให้ Cost to Income Ratio ในไตรมาส 4 ปี 2565 อยู่ที่ 45.30% ลดลงจาก 49.16% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้ว่าค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่นๆ จะเพิ่มขึ้นจากการลงทุนเพื่อพัฒนาการให้บริการแก่ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
**มีโอกาสต่อเนื่อง** โดยปัจจัยสนับสนุนหลักคือแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ ธปท. ที่ยังคงมีอยู่เพื่อควบคุมเงินเฟ้อ ซึ่งจะส่งผลดีต่อรายได้ดอกเบี้ยของธนาคารต่อไป อย่างไรก็ตาม การตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นที่เพิ่มขึ้นในไตรมาส 4/2565 เมื่อเทียบกับไตรมาส 3/2565 (เพิ่มขึ้น 32.9%) สะท้อนถึงการบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างรอบคอบภายใต้ภาวะเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อกำไรในระยะสั้นได้ แต่การตั้งสำรองที่สูงขึ้นนี้ก็ช่วยเสริมความแข็งแกร่งของ Coverage Ratio ให้สูงถึง 179.7% ซึ่งเป็นระดับที่น่าพอใจ
## Highlight สำคัญ
* **กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคาร** ในไตรมาส 4/2565 เท่ากับ 8,109 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 64.0% YoY
* **รายได้ดอกเบี้ยสุทธิ** เติบโต 15.3% YoY เป็น 24,606 ล้านบาท จากการเติบโตของสินเชื่อคุณภาพและการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ย
* **NIM (Net Interest Margin)** ขยายตัวมาอยู่ที่ 2.80% จาก 2.47% ในไตรมาส 4/2564
* **Cost to Income Ratio** ปรับลดลงมาอยู่ที่ 45.30% จาก 49.16% ในไตรมาส 4/2564
* **การตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น** เพิ่มขึ้น 32.9% QoQ เป็น 7,532 ล้านบาท แต่ลดลง 8.5% YoY
* **NPLs Ratio-Gross** อยู่ที่ 3.26% ลดลงจาก 3.50% ณ สิ้นปี 2564
* **Coverage Ratio** อยู่ในระดับสูงที่ 179.7%
## ภาพรวมผลประกอบการ
สำหรับปี 2565 ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคารเท่ากับ 33,698 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 56.1% YoY โดยมีปัจจัยหลักจากการเติบโตของรายได้รวมจากการดำเนินงาน 8.3% ซึ่งขับเคลื่อนโดยรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่เพิ่มขึ้น 8.4% จากการเติบโตของสินเชื่อและการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ย รวมถึงรายได้ค่าธรรมเนียมและรายได้จากการดำเนินงานอื่นๆ ที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายที่ทำให้ Cost to Income Ratio ลดลงเหลือ 43.68% ขณะที่การตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นลดลง 25.2% YoY
เมื่อเปรียบเทียบผลประกอบการไตรมาส 4/2565 กับไตรมาส 4/2564 กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคารเพิ่มขึ้น 64.0% เป็น 8,109 ล้านบาท จากรายได้รวมจากการดำเนินงานที่เติบโต 15.8% โดยมีรายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้น 15.3% จากการเติบโตของสินเชื่อและการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ย รวมถึงรายได้จากการดำเนินงานอื่นๆ ที่เติบโต การบริหารจัดการค่าใช้จ่ายส่งผลให้ Cost to Income Ratio ลดลงเหลือ 45.30%
อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับไตรมาส 3/2565 กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคารลดลง 4.0% มาอยู่ที่ 8,109 ล้านบาท เนื่องจากมีการตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นเพิ่มขึ้น 32.9% เพื่อบริหารจัดการคุณภาพสินทรัพย์อย่างรอบคอบภายใต้ภาวะเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอน
## โอกาส
* **การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย:** การที่ ธปท. ทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ เป็นปัจจัยบวกโดยตรงต่อรายได้ดอกเบี้ยของธนาคาร
* **การเติบโตของสินเชื่อคุณภาพ:** ธนาคารยังคงมุ่งเน้นการปล่อยสินเชื่อที่มีคุณภาพ ซึ่งจะช่วยรักษาฐานรายได้ดอกเบี้ยในระยะยาว
* **การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการดิจิทัล:** ความสำเร็จในการพัฒนาแอปพลิเคชัน "เป๋าตัง" และ Krungthai NEXT รวมถึงการขยายฐานลูกค้าผ่านช่องทางดิจิทัลต่างๆ จะช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ค่าธรรมเนียมและรักษาฐานลูกค้า
* **การสนับสนุนบริการภาครัฐ:** การร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐในการพัฒนานวัตกรรมและบริการดิจิทัล เช่น การเปิดบริการ "แผนกคดีซื้อขายออนไลน์" หรือ "Customs Trader Portal" จะช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์และความแข็งแกร่งของธนาคารในฐานะ Digital Bank
## ความเสี่ยง
* **ภาวะเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย:** ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และการชะลอตัวของการส่งออกของไทย อาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้ของภาคธุรกิจและครัวเรือน
* **อัตราเงินเฟ้อและต้นทุนที่สูงขึ้น:** ต้นทุนการดำเนินงานที่สูงขึ้นจากราคาพลังงาน ค่าไฟฟ้า และค่าแรงงาน อาจส่งผลกระทบต่อกำไรของภาคธุรกิจและกำลังซื้อของผู้บริโภค
* **การตั้งสำรองที่เพิ่มขึ้น:** แม้ว่าการตั้งสำรองที่เพิ่มขึ้นจะช่วยเสริมความแข็งแกร่ง แต่ก็อาจกดดันกำไรในระยะสั้นได้ หากเศรษฐกิจมีความผันผวนมากกว่าที่คาดการณ์
* **การแข่งขันในอุตสาหกรรม:** การแข่งขันที่รุนแรงในธุรกิจธนาคาร โดยเฉพาะจากผู้เล่นดิจิทัล อาจกดดันส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยและรายได้ค่าธรรมเนียม
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **ทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบาย:** การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ ธปท. ในอนาคต จะส่งผลต่อ NIM และต้นทุนทางการเงินของธนาคาร
* **คุณภาพสินทรัพย์:** การติดตาม NPLs Ratio และการตั้งสำรองอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจต่อพอร์ตสินเชื่อ
* **การเติบโตของสินเชื่อ:** การขยายตัวของสินเชื่อโดยรวม โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจและรายย่อย
* **รายได้ค่าธรรมเนียม:** การเติบโตของรายได้ค่าธรรมเนียม โดยเฉพาะจากธุรกิจ Bancassurance และบริการดิจิทัล
* **การบริหารจัดการต้นทุน:** ความสามารถในการควบคุม Cost to Income Ratio ท่ามกลางการลงทุนเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีและบริการ
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: ธุรกิจการเงิน / ธนาคาร / ประกัน / หลักทรัพย์)
**NIM (Net Interest Margin):** มีการปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในไตรมาส 4/2565 อยู่ที่ 2.80% เพิ่มขึ้นจาก 2.47% ในไตรมาส 4/2564 และ 2.61% ในไตรมาส 3/2565 ซึ่งสะท้อนถึงผลบวกจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายและการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินให้สินเชื่อของธนาคาร
**NII/Non-NII:** รายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NII) เติบโตอย่างแข็งแกร่ง 15.3% YoY ในไตรมาส 4/2565 ขณะที่รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิ (Non-NII) ปรับลดลงเล็กน้อย 1.7% YoY ในไตรมาส 4/2565 โดยมีค่าธรรมเนียม Bancassurance ที่ยังเติบโตต่อเนื่อง ส่วนรายได้จากการดำเนินงานอื่นๆ เติบโตสูงถึง 45.2% YoY จากกำไรจากเครื่องมือทางการเงินและหนี้สูญรับคืน
**NPL (Non-Performing Loans):** NPLs Ratio-Gross อยู่ที่ 3.26% ลดลงจาก 3.50% ณ สิ้นปี 2564 แสดงถึงการบริหารจัดการคุณภาพสินทรัพย์ที่ดี
**Coverage Ratio:** อยู่ในระดับสูงที่ 179.7% ซึ่งสูงกว่าช่วงสิ้นปี 2564 ที่ 168.8% สะท้อนถึงการตั้งสำรองที่เพียงพอเพื่อรองรับความไม่แน่นอน
**Credit Cost:** การตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในไตรมาส 4/2565 ลดลง 8.5% YoY แต่เพิ่มขึ้น 32.9% QoQ ซึ่งแสดงถึงการบริหารจัดการที่ยืดหยุ่นตามสภาวะเศรษฐกิจ
**สัดส่วนสินเชื่อ:** สินเชื่อรวม (หลังหักรายได้รอตัดบัญชี) ลดลง 1.4% YoY มาอยู่ที่ 2,443,832 ล้านบาท โดยสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่เติบโต 3.9% YoY ขณะที่สินเชื่อภาครัฐและรัฐวิสาหกิจลดลง 22.7% YoY และสินเชื่อรายย่อยเติบโต 6.9% YoY
**เงินฝาก (Deposits) และ CASA:** เงินรับฝากรวมลดลง 0.9% YoY มาอยู่ที่ 2,590,236 ล้านบาท สัดส่วนเงินฝากจ่ายคืนเมื่อทวงถามและเงินฝากออมทรัพย์ต่อเงินฝากรวม (CASA) อยู่ที่ 83% ซึ่งยังคงอยู่ในระดับสูง
**CAR/Basel:** กลุ่มธุรกิจทางการเงินมีเงินกองทุนทั้งสิ้น 422,094 ล้านบาท คิดเป็น 19.80% ของสินทรัพย์ถ่วงน้ำหนักตามความเสี่ยง ซึ่งอยู่ในระดับที่แข็งแกร่งและสูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำของ ธปท.
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ สิ้นปี 2565 ธนาคารมีสินทรัพย์รวม 3.59 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.0% YoY โดยมีเงินรับฝากเป็นแหล่งเงินทุนหลัก 72.1% ขณะที่สินทรัพย์ที่ใช้ในการให้สินเชื่อมีสัดส่วน 72.2% ส่วนของเจ้าของรวมอยู่ที่ 392,572 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.9% YoY โดยมูลค่าหุ้นทางบัญชีอยู่ที่ 26.91 บาทต่อหุ้น
## สรุปท้าย
KTB โชว์ผลประกอบการไตรมาส 4 ปี 2565 แข็งแกร่งด้วยกำไรสุทธิที่เติบโตถึง 64.0% YoY โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนหลักจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากการเติบโตของสินเชื่อคุณภาพและการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ย ประกอบกับการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ แม้จะมีการตั้งสำรองที่เพิ่มขึ้น QoQ เพื่อรองรับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ แต่คุณภาพสินทรัพย์ยังคงอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ดีและมี Coverage Ratio ที่สูง การเติบโตของรายได้ดอกเบี้ยและการบริหารต้นทุนที่แข็งแกร่งนี้ เป็นโอกาสสำคัญที่คาดว่าจะส่งผลดีต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรจับตาความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจโลกและอัตราเงินเฟ้อที่อาจส่งผลต่อคุณภาพสินทรัพย์ในระยะต่อไป
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ KTB ไตรมาส 4/2564
รายได้รวม
37,642.91
ล้านบาท
↓ 2% YoY
กำไรขั้นต้น
115,344.95
ล้านบาท
↓ 8.3% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
306.42
%
กำไรสุทธิ
10,772.80
ล้านบาท
↑ 2.8% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
28.62
%
D/E Ratio
7.42
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
37,643
↓ -2%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
115,345
↓ -8.3%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
10,773
↑ + 2.8%
YoY
D/E Ratio
7.42
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — KTB
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
7.42
ROE (%)
10.62
ROA (%)
2.79
Book Value/หุ้น
33.62
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — KTB
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-13,724
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
-28,076
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — KTB
| รายการ | 2566 | 2565 | 2564 | 2561 | 2560 | 2559 | 2558 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — | — |
-13,724.15
|
19,293.62
+521.56%
|
3,104.06
-132.67%
|
-9,499.90
-150.05%
|
18,979.72
-63.45%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — | — |
-28,076.41
|
519.95
-94.27%
|
9,072.45
-40.90%
|
15,351.24
-265.16%
|
-9,294.73
-169.46%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — | — |
37,037.96
|
-24,300.97
+122.89%
|
-10,902.64
+112.31%
|
-5,135.13
-60.34%
|
-12,946.45
-68.73%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — | — |
-4,617.42
|
-4,694.74
-420.14%
|
1,466.45
+130.47%
|
636.30
-119.28%
|
-3,299.87
-113.81%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — | — |
68,161.36
-0.40%
|
73,572.87
+2.03%
|
72,106.42
+0.89%
|
71,470.11
-4.41%
|
74,769.98
+47.51%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — | — |
63,543.94
-6.77%
|
68,878.13
-6.38%
|
73,572.87
+2.03%
|
72,106.42
+0.89%
|
71,470.11
-4.18%
|