ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
SET · ธนาคาร
44.25
+0.50 (+1.14%)
สรุปสั้น
กำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้น หลักๆ เกิดจาก กําไร (ขาดทุน) เบ็ดเสร็จอื่นจํานวน 8,349 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจํานวน 14,954 ล้าน บาท หรือ 226.40% หลัก ๆ จากความผันผวนในตลาดเงินและตลาดทุนในช่วงต้นปี 2563 ซึ่งเป็นผลจากภาวะเศรษฐกิจที่หดตัว จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19
จากสินเชื่อที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งถึงร้อยละ 12.6 จากสิ้นปีที่ผ่านมา ธนาคารได้จัดตั้งบริษัท อินฟินิตัส บาย กรุงไทย จํากัด (Infinitas by Krungthai) โดยเป็นบริษัทวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ทางการเงินดิจิทัลรูปแบบใหม่ มุ่งเน้นการให้บริการด้านการพัฒนา Innovation & Digital Platform ต่างๆ เพื่อเข้าสู่ Open Banking, Virtual Digital Banking Service รวมถึง New Business Model อย่างเต็มรูปแบบ
รายได้ดอกเบี้ยสุทธิปี 2564 ลดลงร้อยละ 5.6 เป็นผลจากรายได้ดอกเบี้ยพิเศษเงินให้สินเชื่อจากการขายทอดตลาดทรัพย์สินหลักประกัน จํานองในปี 2563 ประกอบกับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่ปรับลดลงถึงแม้ธนาคารมีอัตราการเติบโตของสินเชื่อที่ร้อยละ 12.6 จาก สิ้นปี 2563
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=18077 out_tok=2658 at=2026-07-25T20:21:41 -->
# KTB กำไรสุทธิ Q1/2565 พุ่ง 57.4% รับสินเชื่อโต-บริหารต้นทุนดี
## รายได้ดอกเบี้ยสุทธิโต 5.6% หนุนกำไร ขณะที่สำรองลดลงช่วยเสริมผลประกอบการ
ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB รายงานผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2565 มีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคาร 8,780 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 57.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากการเติบโตของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ 5.6% จากสินเชื่อที่ขยายตัวและการบริหารต้นทุนทางการเงินที่มีประสิทธิภาพ ประกอบกับการตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่ลดลง 32.1% ทำให้ภาพรวมผลประกอบการแข็งแกร่งท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจ
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนกำไรสุทธิของ KTB ในไตรมาส 1 ปี 2565 คือ **การเติบโตของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NII) ที่เพิ่มขึ้น 5.6%** ควบคู่ไปกับการ **ลดลงอย่างมีนัยสำคัญของผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Expected Credit Loss - ECL) ถึง 32.1%** เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ปัจจัยทั้งสองนี้ส่งผลโดยตรงต่อกำไรจากการดำเนินงานและกำไรสุทธิ โดยเฉพาะการตั้งสำรองที่ลดลงช่วยเสริมผลประกอบการให้โดดเด่นขึ้นอย่างมาก
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
* **รายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NII) เติบโต 5.6%** เป็นผลมาจากการขยายตัวของสินเชื่อที่ธนาคารมุ่งเน้นสินเชื่อที่มีคุณภาพ โดยสินเชื่อเติบโตดีในกลุ่มสินเชื่อภาครัฐ สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ และสินเชื่อรายย่อย ประกอบกับการบริหารต้นทุนทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้รายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้น แม้ว่า NIM จะปรับลดลงเล็กน้อยจาก 2.50% เป็น 2.44%
* **การตั้งสำรอง ECL ลดลง 32.1%** เกิดจากการบริหารจัดการคุณภาพสินทรัพย์ที่อยู่ในระดับที่ควบคุมได้ดี โดย NPLs Ratio ลดลงจาก 3.50% ณ สิ้นปี 2564 เป็น 3.34% ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี 2565 และธนาคารยังคงรักษาระดับ Coverage Ratio ในระดับสูงที่ 173.6% ซึ่งสูงกว่าสถานการณ์ปกติ สะท้อนถึงการบริหารความเสี่ยงที่รอบคอบ แต่สามารถลดการตั้งสำรองลงได้เมื่อเทียบกับปีก่อน
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
**มีโอกาสต่อเนื่อง** โดยเฉพาะในส่วนของการบริหารจัดการคุณภาพสินทรัพย์และการตั้งสำรอง เนื่องจากธนาคารยังคงเน้นการติดตามคุณภาพสินทรัพย์อย่างใกล้ชิดและรักษาระดับ Coverage Ratio ในระดับสูงเพื่อรองรับความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า ซึ่งแสดงถึงการบริหารความเสี่ยงที่แข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม การเติบโตของสินเชื่ออาจต้องพิจารณาถึงภาวะเศรษฐกิจโดยรวมที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง ส่วนรายได้ดอกเบี้ยสุทธิจะขึ้นอยู่กับการขยายตัวของสินเชื่อและการบริหารต้นทุนทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป
## Highlight สำคัญ
* **กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคาร (Net Profit Attributable to Parent) เติบโต 57.4% YoY** แตะ 8,780 ล้านบาท
* **รายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (Net Interest Income) เพิ่มขึ้น 5.6% YoY** เป็น 21,086 ล้านบาท จากการเติบโตของสินเชื่อคุณภาพ
* **ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) ลดลง 32.1% YoY** เหลือ 5,470 ล้านบาท จากการบริหารจัดการคุณภาพสินทรัพย์ที่ดีขึ้น
* **NPLs Ratio ลดลงต่อเนื่อง** อยู่ที่ 3.34% จาก 3.50% ณ สิ้นปี 2564
* **Coverage Ratio อยู่ในระดับสูงที่ 173.6%** เพิ่มขึ้นจาก 168.8% ณ สิ้นปี 2564
* **Cost to Income Ratio ปรับลดลง** มาอยู่ที่ 41.25% จาก 44.25% ในปีก่อน
## ภาพรวมผลประกอบการ
ธนาคารกรุงไทย (KTB) รายงานผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2565 มีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคาร 8,780 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 57.4% เมื่อเทียบกับไตรมาส 1 ปี 2564 โดยมีรายได้รวมจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 3.5% เป็น 29,684 ล้านบาท จากการเติบโตของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ 5.6% และรายได้จากการดำเนินงานอื่น 4.1% ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานลดลง 3.5% ส่งผลให้ Cost to Income Ratio ดีขึ้นมาอยู่ที่ 41.25% การตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นลดลง 32.1% เป็น 5,470 ล้านบาท ช่วยหนุนกำไรสุทธิให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง
เมื่อเทียบกับไตรมาส 4 ปี 2564 กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคารเพิ่มขึ้นถึง 77.6% เป็น 8,780 ล้านบาท โดยรายได้รวมใกล้เคียงเดิม แต่ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานลดลงอย่างมีนัยสำคัญถึง 16.8% ทำให้ Cost to Income Ratio ปรับลดลงอย่างมากจาก 49.16% มาอยู่ที่ 41.25%
## โอกาส
* **การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย:** การผ่อนคลายมาตรการควบคุมโควิด-19 และการกลับมาของภาคการท่องเที่ยว จะเป็นปัจจัยหนุนการเติบโตของสินเชื่อและรายได้ของธนาคาร
* **การบริหารจัดการต้นทุนทางการเงิน:** ความสามารถในการบริหารต้นทุนทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพจะช่วยรักษา NIM และเพิ่มความสามารถในการทำกำไร
* **การควบคุมคุณภาพสินทรัพย์:** การรักษา NPLs Ratio ในระดับต่ำและ Coverage Ratio ในระดับสูง จะช่วยลดภาระการตั้งสำรองในอนาคต
## ความเสี่ยง
* **ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก:** ความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน เงินเฟ้อที่สูงขึ้น และการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยและคุณภาพสินทรัพย์ของธนาคาร
* **การแข่งขันในภาคการเงิน:** การแข่งขันที่รุนแรงจากทั้งธนาคารพาณิชย์และผู้ให้บริการทางการเงินดิจิทัล อาจกดดันรายได้ค่าธรรมเนียมและส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย
* **การเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบ:** การเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย หรือมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ที่อาจส่งผลต่อผลประกอบการในระยะยาว
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **แนวโน้มการเติบโตของสินเชื่อ:** การขยายตัวของสินเชื่อในกลุ่มธุรกิจและรายย่อยจะเป็นตัวชี้วัดสำคัญต่อรายได้ดอกเบี้ย
* **การบริหารจัดการหนี้เสีย:** การติดตามและบริหารจัดการ NPLs รวมถึงการตั้งสำรองที่เหมาะสม จะเป็นปัจจัยสำคัญต่อผลกำไร
* **การเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย:** การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธปท. ในอนาคต อาจส่งผลต่อ NIM และต้นทุนทางการเงิน
* **รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการ:** การฟื้นตัวของรายได้จากค่าธรรมเนียมต่างๆ โดยเฉพาะจากธุรกิจประกัน (Bancassurance)
* **ผลกระทบจากมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้:** การติดตามผลกระทบของมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ COVID-19 ที่ยังคงมีอยู่
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: ธุรกิจการเงิน / ธนาคาร / ประกัน / หลักทรัพย์)
* **NIM:** อยู่ที่ 2.44% ลดลงเล็กน้อยจาก 2.50% ในปีก่อนหน้า แม้สินเชื่อจะเติบโต แต่ต้นทุนทางการเงินก็ปรับเพิ่มขึ้นเช่นกัน
* **NII:** เพิ่มขึ้น 5.6% YoY เป็น 21,086 ล้านบาท เป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลักของรายได้
* **Non-NII:** รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิลดลง 4.8% YoY อยู่ที่ 4,968 ล้านบาท แต่รายได้จากการดำเนินงานอื่นเพิ่มขึ้น 4.1% YoY เป็น 3,630 ล้านบาท โดยมีแรงหนุนจากกำไรจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรม และส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในกลุ่มบริษัทประกัน
* **NPLs Ratio:** อยู่ที่ 3.34% ลดลงจาก 3.50% ณ สิ้นปี 2564 สะท้อนการควบคุมคุณภาพสินทรัพย์ที่ดี
* **Coverage Ratio:** อยู่ในระดับสูงที่ 173.6% เพิ่มขึ้นจาก 168.8% ณ สิ้นปี 2564 แสดงถึงการตั้งสำรองที่แข็งแกร่ง
* **Credit Cost:** ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ 32.1% YoY เป็น 5,470 ล้านบาท
* **CAR/Basel:** กลุ่มธุรกิจทางการเงินมี CAR อยู่ที่ 19.84% และ Tier 1 Capital Ratio อยู่ที่ 16.59% ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำของ ธปท. อย่างมีนัยสำคัญ
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี 2565 ธนาคารมีสินทรัพย์รวม 3.58 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.7% จากสิ้นปี 2564 โดยมีเงินให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้สุทธิ 2.50 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.1% จากสิ้นปี 2564 โดยเฉพาะสินเชื่อภาครัฐ สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ และสินเชื่อรายย่อย ด้านเงินรับฝากอยู่ที่ 2.71 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.7% จากสิ้นปี 2564 โดยเพิ่มขึ้นจากเงินฝากออมทรัพย์และเงินฝากจ่ายคืนเมื่อทวงถาม อัตราส่วนเงินให้สินเชื่อต่อเงินรับฝาก (Loan to Deposit Ratio) อยู่ที่ 98.01% ลดลงจาก 100.54% ณ สิ้นปี 2564 ส่วนของเจ้าของ (ส่วนที่เป็นของธนาคาร) อยู่ที่ 361,497 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.4% จากสิ้นปี 2564 มูลค่าหุ้นทางบัญชีอยู่ที่ 25.86 บาทต่อหุ้น
## สรุปท้าย
KTB โชว์ผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2565 แข็งแกร่งด้วยกำไรสุทธิที่เติบโตถึง 57.4% จากการขับเคลื่อนของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่เพิ่มขึ้น 5.6% และการบริหารจัดการคุณภาพสินทรัพย์ที่ดีเยี่ยมส่งผลให้การตั้งสำรองลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้จะเผชิญความท้าทายจากภาวะเศรษฐกิจโลก แต่ธนาคารยังคงรักษาความแข็งแกร่งของฐานะการเงินและเงินกองทุนไว้ได้ในระดับสูง ซึ่งเป็นปัจจัยบวกในการรองรับการเติบโตในอนาคตและบริหารความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ KTB ไตรมาส 4/2564
รายได้รวม
37,642.91
ล้านบาท
↓ 2% YoY
กำไรขั้นต้น
115,344.95
ล้านบาท
↓ 8.3% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
306.42
%
กำไรสุทธิ
10,772.80
ล้านบาท
↑ 2.8% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
28.62
%
D/E Ratio
7.42
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
37,643
↓ -2%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
115,345
↓ -8.3%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
10,773
↑ + 2.8%
YoY
D/E Ratio
7.42
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — KTB
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
7.42
ROE (%)
10.62
ROA (%)
2.79
Book Value/หุ้น
33.62
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — KTB
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-13,724
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
-28,076
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — KTB
| รายการ | 2566 | 2565 | 2564 | 2561 | 2560 | 2559 | 2558 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — | — |
-13,724.15
|
19,293.62
+521.56%
|
3,104.06
-132.67%
|
-9,499.90
-150.05%
|
18,979.72
-63.45%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — | — |
-28,076.41
|
519.95
-94.27%
|
9,072.45
-40.90%
|
15,351.24
-265.16%
|
-9,294.73
-169.46%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — | — |
37,037.96
|
-24,300.97
+122.89%
|
-10,902.64
+112.31%
|
-5,135.13
-60.34%
|
-12,946.45
-68.73%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — | — |
-4,617.42
|
-4,694.74
-420.14%
|
1,466.45
+130.47%
|
636.30
-119.28%
|
-3,299.87
-113.81%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — | — |
68,161.36
-0.40%
|
73,572.87
+2.03%
|
72,106.42
+0.89%
|
71,470.11
-4.41%
|
74,769.98
+47.51%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — | — |
63,543.94
-6.77%
|
68,878.13
-6.38%
|
73,572.87
+2.03%
|
72,106.42
+0.89%
|
71,470.11
-4.18%
|