ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
SET · ธนาคาร
44.25
+0.50 (+1.14%)
สรุปสั้น
กำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้น หลักๆ เกิดจาก กําไร (ขาดทุน) เบ็ดเสร็จอื่นจํานวน 8,349 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจํานวน 14,954 ล้าน บาท หรือ 226.40% หลัก ๆ จากความผันผวนในตลาดเงินและตลาดทุนในช่วงต้นปี 2563 ซึ่งเป็นผลจากภาวะเศรษฐกิจที่หดตัว จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19
จากสินเชื่อที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งถึงร้อยละ 12.6 จากสิ้นปีที่ผ่านมา ธนาคารได้จัดตั้งบริษัท อินฟินิตัส บาย กรุงไทย จํากัด (Infinitas by Krungthai) โดยเป็นบริษัทวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ทางการเงินดิจิทัลรูปแบบใหม่ มุ่งเน้นการให้บริการด้านการพัฒนา Innovation & Digital Platform ต่างๆ เพื่อเข้าสู่ Open Banking, Virtual Digital Banking Service รวมถึง New Business Model อย่างเต็มรูปแบบ
รายได้ดอกเบี้ยสุทธิปี 2564 ลดลงร้อยละ 5.6 เป็นผลจากรายได้ดอกเบี้ยพิเศษเงินให้สินเชื่อจากการขายทอดตลาดทรัพย์สินหลักประกัน จํานองในปี 2563 ประกอบกับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่ปรับลดลงถึงแม้ธนาคารมีอัตราการเติบโตของสินเชื่อที่ร้อยละ 12.6 จาก สิ้นปี 2563
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=23147 out_tok=2951 at=2026-07-25T19:39:59 -->
# KTB กำไร Q3/65 พุ่ง 67% รับรายได้ดอกเบี้ย-ค่าธรรมเนียมโต
## รายได้ดอกเบี้ย-ค่าธรรมเนียมหนุนกำไร KTB ไตรมาส 3 โตแรง 67% ขณะที่การตั้งสำรองลดลง
ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2565 มีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคาร 8,450 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 67.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ปัจจัยหลักมาจากการเติบโตของรายได้รวมจากการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น 11.5% โดยเฉพาะรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ขยายตัวจากการเติบโตของสินเชื่อและการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย รวมถึงรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการที่เพิ่มขึ้น ขณะที่การตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนกำไรสุทธิของ KTB ในไตรมาส 3 ปี 2565 ให้เติบโตถึง 67.2% เมื่อเทียบกับไตรมาส 3 ปี 2564 มาจาก **การเพิ่มขึ้นของรายได้รวมจากการดำเนินงาน 11.5%** โดยมีปัจจัยหลักมาจาก **รายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่เติบโต 8.3%** และ **รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิที่เพิ่มขึ้น 12.8%** ประกอบกับการ **ลดลงของการตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นถึง 30.4%** ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนกำไรที่สำคัญ
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
* **รายได้ดอกเบี้ยสุทธิ:** การเติบโตมาจาก **การขยายตัวของสินเชื่อที่มีคุณภาพ** ทั้งสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่และสินเชื่อรายย่อย รวมถึง **การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 2 ครั้ง** ในเดือนสิงหาคมและกันยายน ซึ่งส่งผลให้อัตราผลตอบแทนสุทธิต่อสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้ (NIM) ขยายตัวจาก 2.51% เป็น 2.61%
* **รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิ:** การเพิ่มขึ้นมาจาก **ค่าธรรมเนียมเกี่ยวเนื่องกับเงินให้สินเชื่อ และ Bancassurance** ที่ยังคงเติบโตต่อเนื่อง
* **การตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น:** การลดลงเกิดจากการที่ธนาคาร **พิจารณาตั้งสำรองอย่างรอบคอบ** โดยคำนึงถึงปัจจัยแวดล้อมทางธุรกิจและภาวะเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอน ประกอบกับการ **ติดตามคุณภาพสินทรัพย์อย่างใกล้ชิด** ทำให้ NPLs Ratio ลดลง และ Coverage Ratio ยังคงอยู่ในระดับสูง
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
**มีโอกาสต่อเนื่อง** โดยเฉพาะในส่วนของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ เนื่องจากแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายมีทิศทางปรับขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปเพื่อเข้าสู่ระดับที่เหมาะสม ซึ่งจะส่งผลดีต่อ NIM อย่างต่อเนื่อง ขณะที่การบริหารจัดการคุณภาพสินทรัพย์และการตั้งสำรองจะยังคงอยู่ภายใต้หลักความระมัดระวังเพื่อรองรับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม การเติบโตของสินเชื่ออาจต้องพิจารณาถึงภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวและผลกระทบต่อภาคธุรกิจ
## Highlight สำคัญ
* **กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคาร (Net Profit attributable to the Bank):** 8,450 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 67.2% YoY
* **รายได้รวมจากการดำเนินงาน (Total Operating Income):** 31,589 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.5% YoY
* **รายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (Net Interest Income):** 22,894 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.3% YoY
* **รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิ (Net Fee and Service Income):** 5,363 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.8% YoY
* **ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Expected Credit Loss):** 5,667 ล้านบาท ลดลง 30.4% YoY
* **อัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพต่อสินเชื่อรวม (NPLs Ratio-Gross):** 3.32% ลดลงจาก 3.50% ณ สิ้นปี 2564
* **อัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (CAR):** อยู่ในระดับแข็งแกร่งที่ 20.64%
## ภาพรวมผลประกอบการ
ธนาคารกรุงไทย (KTB) รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2565 โดยมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคาร 8,450 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 67.2% เมื่อเทียบกับไตรมาส 3 ปี 2564 และเพิ่มขึ้น 1.1% เมื่อเทียบกับไตรมาส 2 ปี 2565 สำหรับงวด 9 เดือนแรกของปี 2565 มีกำไรสุทธิ 25,588 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 53.7% YoY
รายได้รวมจากการดำเนินงานในไตรมาส 3 ปี 2565 อยู่ที่ 31,589 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.5% YoY และเพิ่มขึ้น 7.2% QoQ โดยมีแรงหนุนหลักจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่เติบโต 8.3% YoY และ 4.9% QoQ รวมถึงรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิที่เพิ่มขึ้น 12.8% YoY และ 9.2% QoQ
ค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่นๆ เพิ่มขึ้น 9.3% YoY และ 14.4% QoQ ส่วนหนึ่งเกิดจากการลงทุนด้านเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อรองรับการให้บริการแก่ลูกค้า
การตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในไตรมาส 3 ปี 2565 อยู่ที่ 5,667 ล้านบาท ลดลง 30.4% YoY แต่ทรงตัวเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า
อัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพต่อสินเชื่อรวม (NPLs Ratio-Gross) อยู่ที่ 3.32% ลดลงจาก 3.50% ณ สิ้นปี 2564 โดยธนาคารยังคงรักษา Coverage Ratio ในระดับสูงที่ 176.4%
## โอกาส
* **การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย:** การท่องเที่ยวและการบริโภคภาคเอกชนที่ปรับตัวดีขึ้นเป็นปัจจัยบวกต่อการเติบโตของสินเชื่อและรายได้ดอกเบี้ย
* **แนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้น:** การทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทยจะช่วยหนุน NIM ให้สูงขึ้น
* **การเติบโตของ Digital Banking:** การขยายฐานลูกค้าผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล เช่น Krungthai NEXT, เป๋าตัง, ถุงเงิน จะช่วยเพิ่มรายได้ค่าธรรมเนียมและประสิทธิภาพการดำเนินงาน
* **การบริหารจัดการคุณภาพสินทรัพย์:** การรักษา NPLs Ratio ในระดับต่ำและ Coverage Ratio ในระดับสูง ช่วยลดความเสี่ยงและผลกระทบจากหนี้เสีย
## ความเสี่ยง
* **เศรษฐกิจโลกชะลอตัว:** ความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่อาจเข้าสู่ภาวะถดถอย ส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกและภาคธุรกิจ
* **อัตราเงินเฟ้อสูง:** แรงกดดันจากเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูงอาจส่งผลต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคและต้นทุนของผู้ประกอบการ
* **ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์:** สงครามยูเครนและความขัดแย้งอื่นๆ อาจส่งผลกระทบต่อวิกฤตพลังงานและห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก
* **การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย:** แม้จะส่งผลดีต่อ NIM แต่การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างรวดเร็วอาจเพิ่มภาระต้นทุนทางการเงินของลูกค้าและส่งผลต่อคุณภาพสินทรัพย์ในระยะยาว
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **ทิศทางการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย:** ผลกระทบต่อ NIM และต้นทุนทางการเงินของลูกค้า
* **การเติบโตของสินเชื่อ:** การขยายตัวของสินเชื่อในภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอน
* **คุณภาพสินทรัพย์:** การติดตาม NPLs Ratio และการตั้งสำรองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจที่อ่อนไหวต่อภาวะเศรษฐกิจ
* **การบริหารจัดการต้นทุน:** การควบคุมค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงาน โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ
* **การแข่งขันในธุรกิจดิจิทัลแบงก์กิ้ง:** การรักษาฐานลูกค้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: ธุรกิจการเงิน / ธนาคาร / ประกัน / หลักทรัพย์)
* **NIM:** ปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ 2.61% จาก 2.51% ในปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นผลจากการเติบโตของสินเชื่อและการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย
* **NII/Non-NII:** รายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NII) เติบโต 8.3% YoY ขณะที่รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิ (Non-NII) เติบโต 12.8% YoY แสดงให้เห็นถึงการกระจายตัวของแหล่งรายได้ที่ดี
* **NPL:** NPLs Ratio อยู่ที่ 3.32% ลดลงจาก 3.50% ณ สิ้นปี 2564 บ่งชี้ถึงการบริหารจัดการคุณภาพสินทรัพย์ที่มีประสิทธิภาพ
* **Coverage Ratio:** อยู่ในระดับสูงที่ 176.4% ซึ่งสะท้อนถึงความพร้อมในการรองรับความเสียหายจากหนี้เสีย
* **Credit Cost:** การตั้งสำรองลดลง 30.4% YoY ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อกำไรในไตรมาสนี้
* **สัดส่วนสินเชื่อ:** สินเชื่อรายย่อยยังคงเติบโตได้ดี (4.3% YoY) ขณะที่สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่และสินเชื่อภาครัฐลดลงเล็กน้อย
* **เงินฝาก:** เงินรับฝากลดลงเล็กน้อย 0.5% จากสิ้นปี 2564 โดยลดลงจากเงินฝากออมทรัพย์
* **CASA:** ข้อมูลไม่ได้ระบุสัดส่วน CASA โดยตรง แต่การลดลงของเงินรับฝากโดยรวมอาจส่งผลต่อสัดส่วน CASA
* **CAR/Basel:** CAR อยู่ในระดับแข็งแกร่งที่ 20.64% สูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำของธปท. อย่างมีนัยสำคัญ
* **รายได้ค่าธรรมเนียม:** เติบโตได้ดีจากค่าธรรมเนียมเกี่ยวเนื่องสินเชื่อและ Bancassurance
* **กำไรพิเศษครั้งเดียว:** ไม่พบรายการกำไรพิเศษครั้งเดียวที่มีนัยสำคัญในงบการเงิน
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
* **สินทรัพย์:** รวม 3.69 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.6% จากสิ้นปี 2564
* **หนี้สิน:** รวม 3.31 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.8% จากสิ้นปี 2564 โดยเงินรับฝากยังคงเป็นแหล่งเงินทุนหลัก
* **D/E Ratio:** อัตราส่วนเงินให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้ต่อเงินรับฝากอยู่ที่ 100.39% ใกล้เคียงกับสิ้นปี 2564
* **เงินสด:** ข้อมูลไม่ได้ระบุจำนวนเงินสดคงเหลือโดยตรง แต่รายการระหว่างธนาคารและตลาดเงินสุทธิ (สินทรัพย์) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
* **กระแสเงินสด:**
* **กิจกรรมดำเนินงาน:** ไม่ได้ระบุโดยตรง แต่การตั้งสำรองที่ลดลงส่งผลดีต่อกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน
* **กิจกรรมลงทุน:** การลงทุนในสินทรัพย์ทางการเงินและเงินลงทุนสุทธิเพิ่มขึ้น
* **กิจกรรมจัดหาเงิน:** การออกตราสารด้อยสิทธิเพื่อเสริมเงินกองทุนชั้นที่ 2
## สรุปท้าย
หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนกำไรสุทธิของ KTB ในไตรมาส 3 ปี 2565 คือการเติบโตที่แข็งแกร่งของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิและรายได้ค่าธรรมเนียม ประกอบกับการบริหารจัดการคุณภาพสินทรัพย์ที่ดีขึ้นส่งผลให้การตั้งสำรองลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้ความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวและเงินเฟ้อสูงยังคงอยู่ แต่แนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้นและการเติบโตของ Digital Banking เป็นปัจจัยหนุนที่สำคัญต่อการดำเนินงานในระยะต่อไป โดยธนาคารยังคงรักษาฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่งและอัตราเงินกองทุนที่สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ KTB ไตรมาส 4/2564
รายได้รวม
37,642.91
ล้านบาท
↓ 2% YoY
กำไรขั้นต้น
115,344.95
ล้านบาท
↓ 8.3% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
306.42
%
กำไรสุทธิ
10,772.80
ล้านบาท
↑ 2.8% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
28.62
%
D/E Ratio
7.42
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
37,643
↓ -2%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
115,345
↓ -8.3%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
10,773
↑ + 2.8%
YoY
D/E Ratio
7.42
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — KTB
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
7.42
ROE (%)
10.62
ROA (%)
2.79
Book Value/หุ้น
33.62
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — KTB
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-13,724
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
-28,076
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — KTB
| รายการ | 2566 | 2565 | 2564 | 2561 | 2560 | 2559 | 2558 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — | — |
-13,724.15
|
19,293.62
+521.56%
|
3,104.06
-132.67%
|
-9,499.90
-150.05%
|
18,979.72
-63.45%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — | — |
-28,076.41
|
519.95
-94.27%
|
9,072.45
-40.90%
|
15,351.24
-265.16%
|
-9,294.73
-169.46%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — | — |
37,037.96
|
-24,300.97
+122.89%
|
-10,902.64
+112.31%
|
-5,135.13
-60.34%
|
-12,946.45
-68.73%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — | — |
-4,617.42
|
-4,694.74
-420.14%
|
1,466.45
+130.47%
|
636.30
-119.28%
|
-3,299.87
-113.81%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — | — |
68,161.36
-0.40%
|
73,572.87
+2.03%
|
72,106.42
+0.89%
|
71,470.11
-4.41%
|
74,769.98
+47.51%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — | — |
63,543.94
-6.77%
|
68,878.13
-6.38%
|
73,572.87
+2.03%
|
72,106.42
+0.89%
|
71,470.11
-4.18%
|