บริษัท อาปิโก ไฮเทค จำกัด (มหาชน)
SET · ยานยนต์
15.70
+0.00 (+0.00%)
สรุปสั้น
ในไตรมาสที่ 4 ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนมีจํานวน 30.99 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนที่ 126.15 ล้านบาท
ในส่วนของภาพรวมทั้งปี กำไรเพิ่มขึ้นจากรายได้จากการขายและบริการเพิ่มขึ้นร้อยละ 17.30 โดยมาจากการเพิ่มขึ้นของรายได้ส่วนธุรกิจการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ที่ ร้อยละ 23.80 และธุรกิจตัวแทนจําหน่ายรถยนต์ ที่ร้อยละ 1.71 โดยการเพิ่มขึ้นของรายได้รวมมาจากฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งใน ธุรกิจผลิตชิ้นส่วนยานยนต์
โดยเฉพาะในสาธารณรัฐประชาชนจีนและประเทศไทย
สําหรับธุรกิจตัวแทนจําหน่ายรถยนต์และ ศูนย์บริการมีการเติบโตที่ลดลงโดยมีสาเหตุหลักมาจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยประเทศมาเลเซียมีการล็อกดาวน์อย่าง เต็มกําลังในช่วงเดือนมิถุนายนถึงกลางเดือนสิงหาคม 2564 และในประเทศไทยมีการล็อกดาวน์บางส่วนในเดือนกรกฎาคมถึง สิงหาคม 2564 โดยรวมแล้วการเพิ่มขึ้นของรายได้ยังคงสอดคล้องกับการเติบโตของอุตสาหกรรม ในแง่ของปริมาณการผลิต
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=11286 out_tok=3319 at=2026-07-25T04:29:17 -->
AH กำไรสุทธิ Q3/2566 ลดลง YoY แต่กำไรหลักยังแข็งแกร่ง จากการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ที่เติบโต
AH Q3/2566: กำไรสุทธิหดตัว YoY แต่กำไรจากการดำเนินงานหลักยังเติบโตได้ดี จากการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ที่ขยายตัว ขณะที่ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
บริษัท อาปิโก ไฮเทค จำกัด (มหาชน) หรือ AH รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2566 มีกำไรสุทธิ 501.0 ล้านบาท ลดลง 16.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้ว่ารายได้รวมจะเติบโต 3.2% เป็น 7,792 ล้านบาท โดยปัจจัยหลักที่กดดันกำไรสุทธิมาจากส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม หากพิจารณากำไรสุทธิที่ไม่รวมผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนและส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วม พบว่ากำไรจากการดำเนินงานหลักยังคงแข็งแกร่งและเติบโตได้ดี
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
กลุ่มธุรกิจ: สินค้าอุตสาหกรรม
เลนส์ sector สำหรับหาหัวใจ: มองหาหัวใจจาก utilization, order book, ASP, ราคาวัตถุดิบ, GPM, อัตราแลกเปลี่ยน, หรือคำสั่งซื้อครั้งใหญ่
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจสำคัญที่ส่งผลต่อกำไรสุทธิของ AH ในไตรมาส 3 ปี 2566 คือ **การลดลงของส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วม/ร่วมค้า** ซึ่งหดตัวลงถึง 46.9% หรือ 71.5 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปีก่อน ส่งผลให้กำไรสุทธิโดยรวมลดลง 16.6% แม้ว่ารายได้จากการขายและบริการจะเติบโต 4.4% และอัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวดีขึ้น
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
การลดลงของส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมมีสาเหตุหลัก 2 ประการ คือ
1. **การหยุดรับส่วนแบ่งกำไรจากบริษัท ฮุนไดมอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด:** เนื่องจากกลุ่มฮุนไดมอเตอร์เข้ามาทำธุรกิจเองภายใต้ชื่อบริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) โดย AH ถือหุ้นในฮุนไดมอเตอร์ฯ สัดส่วน 20% ทำให้ไม่สามารถรับรู้ส่วนแบ่งกำไรได้ตั้งแต่เดือนเมษายน 2566 เป็นต้นไป
2. **การรับรู้ค่าใช้จ่ายในช่วงเริ่มต้นโครงการของ Purem AAPICO:** บริษัทมีการลงทุนใน JV company ชื่อ Purem AAPICO ในประเทศไทยและมาเลเซีย โดยโรงงานในมาเลเซียเริ่มผลิตปลายเดือนกันยายน ขณะที่โรงงานในไทยจะเริ่มผลิตเดือนธันวาคม ทำให้ Purem AAPICO มีการรับรู้ค่าใช้จ่ายในการเริ่มโปรเจกต์ก่อนเริ่มการผลิตจริง
อย่างไรก็ตาม **ธุรกิจผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ** โดยมีรายได้เติบโต 6.7% จากคำสั่งซื้อที่มากขึ้น ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เริ่มผลิตในไตรมาส 3/2565 และมีการส่งออกไปยังอาร์เจนตินาและแอฟริกาใต้ รวมถึงคำสั่งซื้อต่อเนื่องจากลูกค้าต่างประเทศ และการกระจายผลิตภัณฑ์ไปยังกลุ่มที่มีมูลค่าสูงขึ้น ทำให้รายได้ในส่วนนี้เติบโตได้ดีกว่าภาพรวมอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ผลิตในประเทศลดลง 6.0%
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
**มีโอกาสต่อเนื่องในแง่ของผลกระทบจากส่วนแบ่งกำไรที่ลดลง** เนื่องจากสาเหตุหลักคือการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างธุรกิจของกลุ่มฮุนไดมอเตอร์ ซึ่งเป็นปัจจัยที่เกิดขึ้นแล้วและส่งผลต่อเนื่องไป ส่วนการรับรู้ค่าใช้จ่ายของ Purem AAPICO คาดว่าจะลดลงเมื่อโรงงานเริ่มดำเนินการผลิตเต็มที่ อย่างไรก็ตาม **การเติบโตของธุรกิจผลิตชิ้นส่วนยานยนต์มีแนวโน้มต่อเนื่อง** จากคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นและผลิตภัณฑ์ใหม่ที่กำลังจะออกสู่ตลาด ซึ่งจะช่วยชดเชยผลกระทบจากส่วนแบ่งกำไรที่ลดลงได้ในระยะยาว
## Highlight สำคัญ
* **กำไรสุทธิ Q3/2566 อยู่ที่ 501.0 ล้านบาท ลดลง 16.6% YoY** จากผลกระทบส่วนแบ่งกำไรบริษัทร่วมที่ลดลง
* **รายได้รวม Q3/2566 เติบโต 3.2% YoY แตะ 7,792 ล้านบาท** โดยมีแรงหนุนหลักจากธุรกิจผลิตชิ้นส่วนยานยนต์
* **อัตรากำไรขั้นต้น Q3/2566 ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 11.7%** จาก 11.1% ในปีก่อน จากคำสั่งซื้อที่มากขึ้นและ Product Mix ที่ดีขึ้น
* **กำไรจากการดำเนินงานหลัก (ไม่รวมรายการพิเศษ) เติบโต 5.6%** สะท้อนความแข็งแกร่งของธุรกิจผลิตชิ้นส่วนยานยนต์
* **สำหรับ 9 เดือนแรกปี 2566 กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 4.2% เป็น 1,473 ล้านบาท** โดยกำไรสุทธิที่ไม่รวมรายการพิเศษเติบโต 19.3%
* **หนี้สินรวมลดลง 3.1%** ขณะที่ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้น 12.7% จากกำไรสะสม
## ภาพรวมผลประกอบการ
ในไตรมาส 3 ปี 2566 บริษัทฯ มีรายได้รวม 7,792 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยรายได้จากการขายและบริการเพิ่มขึ้น 4.4% เป็น 7,624 ล้านบาท การเติบโตนี้มาจากธุรกิจผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ที่เพิ่มขึ้น 6.7% ซึ่งได้รับแรงหนุนจากคำสั่งซื้อที่มากขึ้น ผลิตภัณฑ์ใหม่ และการส่งออกไปยังอาร์เจนตินาและแอฟริกาใต้ อย่างไรก็ตาม รายได้จากธุรกิจตัวแทนจำหน่ายและศูนย์บริการรถยนต์ลดลง 1.1% เนื่องจากความเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อรถยนต์ในประเทศไทย
ต้นทุนขายและบริการเพิ่มขึ้นสอดคล้องกับยอดขาย ส่งผลให้กำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 10.1% เป็น 895 ล้านบาท และอัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวดีขึ้นจาก 11.1% เป็น 11.7% ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเพียง 0.2%
อย่างไรก็ตาม กำไรจากการดำเนินงานก่อนส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วม/ร่วมค้า ลดลงเล็กน้อย 0.2% เป็น 607 ล้านบาท เนื่องจากส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมลดลงถึง 46.9% เป็น 81 ล้านบาท ส่งผลให้กำไรจากการดำเนินงานรวมลดลง 9.6% เป็น 688 ล้านบาท
เมื่อรวมผลกระทบจากค่าใช้จ่ายทางการเงินและภาษีที่สูงขึ้น ทำให้กำไรสุทธิส่วนที่ผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ อยู่ที่ 501 ล้านบาท ลดลง 16.6% เมื่อเทียบกับปีก่อน
สำหรับงวด 9 เดือนแรกปี 2566 บริษัทฯ มีรายได้รวม 23,308 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.6% โดยรายได้จากการขายและบริการเพิ่มขึ้น 13.5% กำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 23.5% และอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 11.8% กำไรจากการดำเนินงานหลักเพิ่มขึ้น 20.9% แม้ว่าส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมจะลดลง 34.0% แต่กำไรสุทธิรวมสำหรับ 9 เดือนแรกปี 2566 อยู่ที่ 1,473 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.2%
## โอกาส
* **การเติบโตของธุรกิจผลิตชิ้นส่วนยานยนต์:** ได้รับคำสั่งซื้อที่มากขึ้น ผลิตภัณฑ์ใหม่ และการขยายตลาดไปยังประเทศใหม่ๆ เช่น อาร์เจนตินาและแอฟริกาใต้
* **การขยายสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงและหลากหลาย:** ความพยายามของผู้บริหารในการกระจายผลิตภัณฑ์ไปยังกลุ่มที่มีมูลค่าสูงขึ้น จะช่วยเพิ่มรายได้และอัตรากำไรในระยะยาว
* **การเปิดโชว์รูมรถยนต์ใหม่:** การเปิดโชว์รูม Proton ในมาเลเซีย และ Ford ในไทย ช่วยหนุนยอดขายในธุรกิจตัวแทนจำหน่าย
* **การผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV):** แม้จะไม่ได้ระบุชัดเจนใน MD&A แต่การที่ AH มีส่วนร่วมในอุตสาหกรรมยานยนต์ ย่อมมีโอกาสในการปรับตัวเข้าสู่การผลิตชิ้นส่วนสำหรับรถยนต์ EV ในอนาคต
* **การดำเนินงานที่เหนือกว่าอุตสาหกรรม:** รายได้ของ AH เติบโตได้ดีกว่าการเติบโตของปริมาณการผลิตรถยนต์ในประเทศที่ลดลง
## ความเสี่ยง
* **ความเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อรถยนต์:** ส่งผลกระทบต่อยอดขายรถยนต์ในประเทศ โดยเฉพาะรถกระบะ
* **การลดลงของส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วม:** เป็นปัจจัยหลักที่กดดันกำไรสุทธิในไตรมาสนี้ และอาจส่งผลต่อเนื่อง
* **ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน:** แม้ในไตรมาสนี้มีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน แต่ก็มีความเสี่ยงหากเงินบาทแข็งค่าขึ้น
* **การแข่งขันในอุตสาหกรรมยานยนต์:** การแข่งขันที่สูงอาจส่งผลต่อราคาขายและอัตรากำไร
* **ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก:** อาจส่งผลกระทบต่อคำสั่งซื้อจากลูกค้าต่างประเทศ
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **แนวโน้มส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วม:** จะฟื้นตัวได้หรือไม่ หรือจะยังคงอยู่ในระดับต่ำ
* **การรับรู้รายได้และต้นทุนของ Purem AAPICO:** เมื่อโรงงานเริ่มดำเนินการผลิตเต็มที่ จะส่งผลต่อผลประกอบการอย่างไร
* **คำสั่งซื้อใหม่และผลิตภัณฑ์ใหม่:** โดยเฉพาะในตลาดส่งออกใหม่ๆ เช่น อาร์เจนตินาและแอฟริกาใต้
* **การปรับตัวต่อเทรนด์รถยนต์ไฟฟ้า (EV):** บริษัทมีแผนหรือการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับการผลิตชิ้นส่วน EV หรือไม่
* **สถานการณ์สินเชื่อรถยนต์ในประเทศ:** ความเข้มงวดจะยังคงอยู่หรือผ่อนคลายลง
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: สินค้าอุตสาหกรรม)
**การผลิตชิ้นส่วนยานยนต์:** เป็นธุรกิจหลักที่ขับเคลื่อนการเติบโตของ AH ในไตรมาสนี้ โดยมีรายได้เพิ่มขึ้น 6.7% จากการเพิ่มขึ้นของคำสั่งซื้อ ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เริ่มผลิตตั้งแต่ Q3/2565 และมีการส่งออกไปยังอาร์เจนตินาและแอฟริกาใต้ รวมถึงคำสั่งซื้อต่อเนื่องจากลูกค้าต่างประเทศ การที่ AH สามารถกระจายผลิตภัณฑ์ไปยังกลุ่มที่มีมูลค่าสูงขึ้นและหลากหลายยิ่งขึ้น แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการปรับตัวและสร้างการเติบโตในระยะยาว อัตรากำไรขั้นต้นที่ปรับตัวดีขึ้นในส่วนนี้ สะท้อนถึงประสิทธิภาพในการผลิตและการบริหารต้นทุน
**ตัวแทนจำหน่ายและศูนย์บริการรถยนต์:** ธุรกิจนี้เผชิญความท้าทายจากการชะลอตัวของยอดขายในประเทศไทย เนื่องจากความเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อรถยนต์ อย่างไรก็ตาม การเปิดโชว์รูม Proton ในมาเลเซีย และการออกโมเดลใหม่ของ Proton ในปี 2566 ช่วยหนุนยอดขายในมาเลเซียได้ดี การเติบโตของรายได้ในส่วนนี้สำหรับ 9 เดือนแรกปี 2566 ที่ 17.4% แสดงให้เห็นถึงศักยภาพเมื่อมีปัจจัยสนับสนุน
**ราคาวัตถุดิบ:** เอกสารไม่ได้ระบุข้อมูลเกี่ยวกับราคาวัตถุดิบโดยตรง แต่การที่อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวดีขึ้น อาจบ่งชี้ว่าบริษัทสามารถบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบได้ดี หรือมีการส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาขายได้
**อัตราแลกเปลี่ยน:** ในไตรมาส 3/2566 มีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน 69.3 ล้านบาท ลดลง 60.3% จากปีก่อน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นรายการที่ไม่ใช่เงินสดจากการกู้ยืมในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐสำหรับธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับ SGAH
**Utilization:** เอกสารไม่ได้ระบุตัวเลข Utilization โดยตรง แต่การที่รายได้จากการขายและบริการเพิ่มขึ้น และอัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวดีขึ้น อาจบ่งชี้ถึงการใช้กำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นหรือมีประสิทธิภาพมากขึ้น
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี 2566 บริษัทฯ มีสินทรัพย์รวม 26,242.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.0% จากสิ้นปี 2565 โดยส่วนใหญ่เป็นการเพิ่มขึ้นของลูกหนี้การค้าและที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ หนี้สินรวมลดลง 3.1% เป็น 15,050.7 ล้านบาท จากการลดลงของเงินกู้ยืมระยะยาวและหุ้นกู้ ส่งผลให้ส่วนของเจ้าของเพิ่มขึ้น 12.7% เป็น 11,191.7 ล้านบาท จากการเพิ่มขึ้นของกำไรสะสม
อัตราส่วนหนี้สินที่มีดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (IBD/Equity) ปรับตัวดีขึ้นจาก 0.8 เท่าในไตรมาส 3/2565 มาอยู่ที่ 0.6 เท่าในไตรมาส 3/2566 แสดงถึงการลดลงของภาระหนี้สิน
อัตราส่วนผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น (ROE) อยู่ที่ 18.7% และอัตราส่วนผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ (ROA) อยู่ที่ 7.3% ซึ่งสูงกว่าในไตรมาส 3/2565
เอกสารไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับกระแสเงินสดโดยตรง
## สรุปท้าย
AH ในไตรมาส 3 ปี 2566 เผชิญแรงกดดันจากส่วนแบ่งกำไรบริษัทร่วมที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้กำไรสุทธิหดตัว YoY อย่างไรก็ตาม หัวใจสำคัญที่ยังคงแข็งแกร่งคือธุรกิจผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ที่เติบโตได้ดีกว่าอุตสาหกรรม จากคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นและผลิตภัณฑ์ใหม่ ซึ่งสะท้อนผ่านอัตรากำไรขั้นต้นที่ปรับตัวดีขึ้น และกำไรจากการดำเนินงานหลักที่เติบโตได้ แม้ความเสี่ยงจากความเข้มงวดสินเชื่อรถยนต์ในประเทศจะยังคงอยู่ แต่การขยายตลาดส่งออกและผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ รวมถึงการบริหารจัดการต้นทุนที่ดี จะเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนผลประกอบการของ AH ในอนาคต
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ AH ไตรมาส 4/2564
รายได้รวม
6,484.96
ล้านบาท
↑ 2.7% YoY
กำไรขั้นต้น
482.35
ล้านบาท
↑ 1.8% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
7.44
%
กำไรสุทธิ
105.56
ล้านบาท
↓ 12% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
1.63
%
D/E Ratio
1.03
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
6,485
↑ + 2.7%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
482
↑ + 1.8%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
106
↓ -12%
YoY
D/E Ratio
1.03
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — AH
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
1.03
ROE (%)
6.83
ROA (%)
5.08
Book Value/หุ้น
33.94
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — AH
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-808
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+1,580
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — AH
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
-807.97
-44.31%
|
-1,450.87
-54.15%
|
-3,164.24
+151.82%
|
-1,256.55
+34.66%
|
-933.12
-236.32%
|
684.53
+655.47%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
1,579.82
-355.42%
|
-618.52
-119.44%
|
3,181.12
+5,125.23%
|
60.88
-48.77%
|
118.84
-83.33%
|
712.69
-413.66%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
419.20
-86.79%
|
3,172.28
+237.67%
|
939.47
+40.46%
|
668.85
+105.28%
|
325.83
-111.27%
|
-2,890.22
+3,770.66%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
1,320.67
+23.78%
|
1,066.99
-3.38%
|
1,104.36
-798.34%
|
-158.14
+12.82%
|
-140.17
-86.96%
|
-1,075.10
+810.10%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
792.69
-61.65%
|
2,067.17
+169.42%
|
767.26
+11.13%
|
690.39
+5.92%
|
651.78
+21.19%
|
537.81
+0.07%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
2,296.02
+189.65%
|
792.69
-61.65%
|
2,067.17
+169.42%
|
767.26
+11.13%
|
690.39
+5.92%
|
651.78
+21.19%
|