บริษัท อาปิโก ไฮเทค จำกัด (มหาชน)
SET · ยานยนต์
15.70
+0.00 (+0.00%)
สรุปสั้น
ในไตรมาสที่ 4 ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนมีจํานวน 30.99 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนที่ 126.15 ล้านบาท
ในส่วนของภาพรวมทั้งปี กำไรเพิ่มขึ้นจากรายได้จากการขายและบริการเพิ่มขึ้นร้อยละ 17.30 โดยมาจากการเพิ่มขึ้นของรายได้ส่วนธุรกิจการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ที่ ร้อยละ 23.80 และธุรกิจตัวแทนจําหน่ายรถยนต์ ที่ร้อยละ 1.71 โดยการเพิ่มขึ้นของรายได้รวมมาจากฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งใน ธุรกิจผลิตชิ้นส่วนยานยนต์
โดยเฉพาะในสาธารณรัฐประชาชนจีนและประเทศไทย
สําหรับธุรกิจตัวแทนจําหน่ายรถยนต์และ ศูนย์บริการมีการเติบโตที่ลดลงโดยมีสาเหตุหลักมาจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยประเทศมาเลเซียมีการล็อกดาวน์อย่าง เต็มกําลังในช่วงเดือนมิถุนายนถึงกลางเดือนสิงหาคม 2564 และในประเทศไทยมีการล็อกดาวน์บางส่วนในเดือนกรกฎาคมถึง สิงหาคม 2564 โดยรวมแล้วการเพิ่มขึ้นของรายได้ยังคงสอดคล้องกับการเติบโตของอุตสาหกรรม ในแง่ของปริมาณการผลิต
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=11553 out_tok=3062 at=2026-07-25T00:48:52 -->
AH กำไรสุทธิ Q2/2566 ทรงตัว แต่กำไรหลักโตเด่น รับอานิสงส์ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์
ฝ่ายจัดการ AH ชี้รายได้รวม Q2/2566 เติบโต 15.9% หนุนโดยธุรกิจผลิตชิ้นส่วนยานยนต์และตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ ขณะที่กำไรขั้นต้นขยายตัวได้ดีจากคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นและการปรับราคาขาย ด้านกำไรสุทธิทรงตัวเนื่องจากผลกระทบจากส่วนแบ่งกำไรเงินลงทุนในบริษัทร่วมที่ลดลง
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
**หัวใจกำไรของ AH ในไตรมาส 2/2566 อยู่ที่การเติบโตของรายได้จากการขายและบริการที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะในธุรกิจผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ ซึ่งเป็นผลมาจากคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้น การเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ และการขยายสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงขึ้น รวมถึงธุรกิจตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ที่เติบโตจากการเปิดโชว์รูมใหม่ อย่างไรก็ตาม กำไรสุทธิที่ทรงตัวเกิดจากปัจจัยลบจากส่วนแบ่งกำไรเงินลงทุนในบริษัทร่วมที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ**
**1) หัวใจคืออะไร**
หัวใจหลักที่ขับเคลื่อนผลประกอบการของ AH ในไตรมาส 2/2566 คือ **การเติบโตของรายได้จากการขายและบริการที่เพิ่มขึ้น 16.4%** เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเฉพาะใน **ธุรกิจผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ที่เติบโต 13.8%** และ **ธุรกิจตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ที่เติบโต 23.6%** ซึ่งส่งผลให้กำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 24.2% อย่างไรก็ตาม กำไรสุทธิที่ทรงตัวอยู่ที่ 410.0 ล้านบาท (เพิ่มขึ้นเพียง 0.0%) เมื่อเทียบกับ 409.8 ล้านบาทในปีก่อน เป็นผลมาจาก **การลดลงของส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วม/ร่วมค้าถึง 74.0%**
**2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น**
การเติบโตของรายได้ใน **ธุรกิจผลิตชิ้นส่วนยานยนต์** มาจากหลายปัจจัย ได้แก่ คำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นจากการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ตั้งแต่ไตรมาส 3/2565 คำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นสำหรับการส่งออกไปยังต่างประเทศ และความพยายามในการกระจายผลิตภัณฑ์ไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงขึ้นและหลากหลายยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในประเทศไทยที่เติบโต 18.4% และจีนที่เติบโต 63.9% (แม้ฐานปีก่อนจะต่ำจากการล็อกดาวน์) ส่วน **ธุรกิจตัวแทนจำหน่ายรถยนต์** เติบโตจากการเปิดโชว์รูม Ford ในไทยตั้งแต่ ส.ค. 2565 และ Proton ในมาเลเซียตั้งแต่ ต.ค. 2565 รวมถึงการออกโมเดลใหม่ของ Proton ในปี 2566
อัตรากำไรขั้นต้นที่เพิ่มขึ้นจาก 10.1% เป็น 10.8% มาจากการเพิ่มขึ้นของคำสั่งซื้อรถยนต์รุ่นใหม่ ผลิตภัณฑ์ใหม่ การปรับราคาขายในโปรตุเกส และการเพิ่มแบรนด์ใหม่ในธุรกิจตัวแทนจำหน่าย
ในทางกลับกัน **ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วม/ร่วมค้าที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ** เกิดจาก 3 สาเหตุหลัก คือ 1) ไม่ได้รับส่วนแบ่งกำไรจาก Hyundai Motor (Thailand) เนื่องจากกลุ่ม Hyundai เข้ามาทำธุรกิจเองตั้งแต่ 1 เม.ย. 2566 2) ส่วนแบ่งกำไรจาก SACL (อินเดีย) ลดลง และ 3) บริษัทร่วม Purem AAPICO ในไทยและมาเลเซียยังไม่เริ่มการผลิต ทำให้รับรู้ค่าใช้จ่ายในการเริ่มโปรเจกต์ก่อน
**3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่**
**มีโอกาสต่อเนื่องในส่วนของรายได้และกำไรจากการดำเนินงานหลัก แต่ต้องจับตาผลกระทบจากส่วนแบ่งกำไรบริษัทร่วม** การเติบโตของธุรกิจผลิตชิ้นส่วนยานยนต์คาดว่าจะต่อเนื่องจากคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นและการขยายผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ส่วนธุรกิจตัวแทนจำหน่ายก็จะได้ประโยชน์จากการเปิดโชว์รูมใหม่และโมเดลรถยนต์ที่หลากหลาย อย่างไรก็ตาม การที่ Hyundai Motor (Thailand) หยุดดำเนินกิจการและเปลี่ยนรูปแบบการทำธุรกิจ ส่งผลกระทบต่อส่วนแบ่งกำไรอย่างชัดเจน ซึ่งต้องติดตามว่าจะมีผลกระทบต่อเนื่องในระยะยาวหรือไม่ ส่วน JV company Purem AAPICO คาดว่าจะเริ่มรับรู้รายได้ในเดือน ก.ย. และ ธ.ค. 2566 ซึ่งจะส่งผลดีต่อผลประกอบการในอนาคต
## Highlight สำคัญ
* **รายได้รวม Q2/2566 เติบโต 15.9% YoY** แตะ 7,354 ล้านบาท โดยรายได้จากการขายและบริการเพิ่มขึ้น 16.4%
* **กำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 24.2% YoY** เป็น 772.3 ล้านบาท ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นขยับขึ้นจาก 10.1% เป็น 10.8%
* **กำไรสุทธิ Q2/2566 ทรงตัว 0.0% YoY** อยู่ที่ 410.0 ล้านบาท
* **กำไรสุทธิ (ไม่รวม FX) เพิ่มขึ้น 6.5% YoY** เป็น 299.1 ล้านบาท สะท้อนการดำเนินงานหลักที่แข็งแกร่ง
* **ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วม/ร่วมค้าลดลง 74.0% YoY** เหลือ 31.7 ล้านบาท เป็นปัจจัยกดดันกำไรสุทธิ
* **ยอดผลิตรถยนต์ในประเทศ Q2/2566 เพิ่มขึ้น 6.1% YoY** และยอดส่งออกเพิ่มขึ้น 23.5% ขณะที่ยอดขายในประเทศลดลง 3.6%
## ภาพรวมผลประกอบการ
สำหรับไตรมาส 2 ปี 2566 บริษัทฯ มีรายได้รวม 7,354 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.9% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีรายได้จากการขายและบริการ 7,153 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.4% จากการเติบโตของธุรกิจผลิตชิ้นส่วนยานยนต์และธุรกิจตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ กำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 24.2% เป็น 772.3 ล้านบาท ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวดีขึ้นจาก 10.1% เป็น 10.8% ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้น 3.9% แต่สัดส่วนต่อรายได้ลดลงจาก 6.5% เป็น 5.8% กำไรจากการดำเนินงานหลักเพิ่มขึ้น 15.8% อย่างไรก็ตาม กำไรสุทธิอยู่ที่ 410.0 ล้านบาท ทรงตัวเมื่อเทียบกับปีก่อน เนื่องจากส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วม/ร่วมค้าลดลง 74.0% รวมถึงค่าใช้จ่ายทางการเงินและภาษีที่สูงขึ้น
สำหรับงวด 6 เดือนแรกปี 2566 บริษัทฯ มีรายได้รวม 15,516 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.9% และกำไรสุทธิ 971.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยกำไรสุทธิไม่รวมผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มขึ้น 30.5% เป็น 896.3 ล้านบาท
## โอกาส
* **การเติบโตของธุรกิจผลิตชิ้นส่วนยานยนต์:** ได้รับแรงหนุนจากคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้น การเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ และการขยายสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงขึ้น รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์ไฟฟ้า
* **การขยายธุรกิจตัวแทนจำหน่ายรถยนต์:** การเปิดโชว์รูมใหม่และการนำเสนอรถยนต์รุ่นใหม่ๆ จะช่วยเพิ่มยอดขายและรายได้
* **การฟื้นตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์:** ยอดผลิตและการส่งออกรถยนต์ในประเทศที่เพิ่มขึ้น เป็นปัจจัยบวกต่อภาพรวมอุตสาหกรรม
* **การลงทุนใน JV Company:** โรงงาน Purem AAPICO ในไทยและมาเลเซียที่คาดว่าจะเริ่มผลิตในครึ่งหลังปี 2566 จะสร้างรายได้และกำไรในอนาคต
## ความเสี่ยง
* **ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน:** แม้จะมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน แต่ส่วนใหญ่เป็นรายการที่ไม่ใช่เงินสด และความผันผวนอาจส่งผลกระทบต่อผลประกอบการได้
* **การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างธุรกิจของลูกค้า:** การที่ Hyundai Motor (Thailand) เปลี่ยนรูปแบบการทำธุรกิจ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อส่วนแบ่งกำไรของ AH
* **ความเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อรถยนต์:** เป็นปัจจัยกดดันยอดขายรถยนต์ในประเทศ โดยเฉพาะรถกระบะและรถบรรทุก
* **การขาดแคลนชิ้นส่วนบางอย่าง:** ยังคงเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการผลิตของผู้ผลิตรถยนต์ในบางประเทศ เช่น โปรตุเกส
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **แนวโน้มคำสั่งซื้อจากลูกค้าต่างประเทศ:** โดยเฉพาะในธุรกิจผลิตชิ้นส่วนยานยนต์
* **ผลประกอบการของ JV Company Purem AAPICO:** เมื่อเริ่มการผลิตในไตรมาส 3 และ 4 ปี 2566
* **การเปลี่ยนแปลงส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วม/ร่วมค้า:** โดยเฉพาะผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างธุรกิจของลูกค้า
* **สถานการณ์การปล่อยสินเชื่อรถยนต์:** และผลกระทบต่อยอดขายในประเทศ
* **การบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน:** เพื่อรักษาอัตรากำไรขั้นต้น
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: สินค้าอุตสาหกรรม)
**Utilization และ Order Book:** เอกสารระบุถึง "คำสั่งซื้อที่มากขึ้น" และ "คำสั่งซื้อที่ต่อเนื่องจากลูกค้าต่างประเทศ" ในธุรกิจผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ ซึ่งบ่งชี้ถึงระดับ utilization ที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ไม่ได้ระบุตัวเลข utilization หรือ order book โดยตรง แต่การเติบโตของรายได้ 13.8% ในธุรกิจนี้สะท้อนถึงการใช้กำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้น
**ราคาวัตถุดิบ:** ไม่ได้มีการกล่าวถึงราคาวัตถุดิบโดยตรง แต่การที่ต้นทุนขายและบริการเพิ่มขึ้นสอดคล้องกับการเพิ่มขึ้นของยอดขาย และอัตรากำไรขั้นต้นที่ปรับตัวดีขึ้น อาจบ่งชี้ว่าบริษัทสามารถบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบได้ดี หรือมีการปรับราคาขายเพื่อชดเชยต้นทุนที่สูงขึ้น
**GPM:** อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ปรับตัวดีขึ้นจาก 10.1% ใน Q2/2565 เป็น 10.8% ใน Q2/2566 ซึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยที่กล่าวไปข้างต้น
**การส่งออก:** มีการกล่าวถึงคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นสำหรับการส่งออกไปยังต่างประเทศในธุรกิจผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ และยอดส่งออกรถยนต์ในประเทศที่เพิ่มขึ้น 23.5% ใน Q2/2566
**ค่าเงิน:** มีการกล่าวถึงกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน 110.9 ล้านบาทใน Q2/2566 เทียบกับ 128.9 ล้านบาทในปีก่อน ซึ่งเกิดจากการอ่อนค่าของเงินบาท แต่ส่วนใหญ่เป็นรายการที่ไม่ใช่เงินสดจากการกู้ยืมในสกุล USD
**สินค้าคงคลัง:** สินทรัพย์รวมลดลง 1.8% โดยส่วนใหญ่เป็นการลดลงของลูกหนี้การค้าและสินค้าคงเหลือ ซึ่งอาจบ่งชี้ถึงการบริหารจัดการสินค้าคงคลังที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ สิ้นไตรมาส 2/2566 สินทรัพย์รวมอยู่ที่ 25,010.0 ล้านบาท ลดลง 1.8% จากสิ้นปี 2565 โดยหลักมาจากการลดลงของลูกหนี้การค้าและสินค้าคงเหลือ หนี้สินรวมลดลง 8.0% เป็น 14,303.4 ล้านบาท จากการลดลงของเจ้าหนี้การค้าและเงินกู้ยืมธนาคาร ส่งผลให้ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้น 7.8% เป็น 10,706.6 ล้านบาท จากกำไรสะสมที่เพิ่มขึ้น อัตราส่วนหนี้สินที่มีดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (IBD/Equity) ปรับตัวดีขึ้นจาก 0.8 เท่าใน Q2/2565 มาอยู่ที่ 0.6 เท่าใน Q2/2566
อัตราส่วนทางการเงินอื่นๆ เช่น ROE อยู่ที่ 20.3% และ ROA อยู่ที่ 8.1% ซึ่งสูงกว่าใน Q2/2565
เอกสารไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน การลงทุน หรือการจัดหาเงินโดยตรง
## สรุปท้าย
AH ในไตรมาส 2/2566 แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งในการดำเนินงานหลัก โดยเฉพาะธุรกิจผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ที่ได้รับอานิสงส์จากคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นและการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ส่งผลให้รายได้และกำไรขั้นต้นเติบโตได้ดี อย่างไรก็ตาม กำไรสุทธิถูกกดดันจากการลดลงอย่างมีนัยสำคัญของส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วม ซึ่งเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด แม้จะมีโอกาสเติบโตต่อเนื่องจากธุรกิจหลักและการลงทุนใหม่ แต่ความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนและการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างธุรกิจของลูกค้า ยังคงเป็นประเด็นที่นักลงทุนควรพิจารณาควบคู่ไปกับแนวโน้มอุตสาหกรรมยานยนต์ที่เริ่มฟื้นตัว
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ AH ไตรมาส 4/2564
รายได้รวม
6,484.96
ล้านบาท
↑ 2.7% YoY
กำไรขั้นต้น
482.35
ล้านบาท
↑ 1.8% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
7.44
%
กำไรสุทธิ
105.56
ล้านบาท
↓ 12% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
1.63
%
D/E Ratio
1.03
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
6,485
↑ + 2.7%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
482
↑ + 1.8%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
106
↓ -12%
YoY
D/E Ratio
1.03
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — AH
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
1.03
ROE (%)
6.83
ROA (%)
5.08
Book Value/หุ้น
33.94
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — AH
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-808
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+1,580
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — AH
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
-807.97
-44.31%
|
-1,450.87
-54.15%
|
-3,164.24
+151.82%
|
-1,256.55
+34.66%
|
-933.12
-236.32%
|
684.53
+655.47%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
1,579.82
-355.42%
|
-618.52
-119.44%
|
3,181.12
+5,125.23%
|
60.88
-48.77%
|
118.84
-83.33%
|
712.69
-413.66%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
419.20
-86.79%
|
3,172.28
+237.67%
|
939.47
+40.46%
|
668.85
+105.28%
|
325.83
-111.27%
|
-2,890.22
+3,770.66%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
1,320.67
+23.78%
|
1,066.99
-3.38%
|
1,104.36
-798.34%
|
-158.14
+12.82%
|
-140.17
-86.96%
|
-1,075.10
+810.10%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
792.69
-61.65%
|
2,067.17
+169.42%
|
767.26
+11.13%
|
690.39
+5.92%
|
651.78
+21.19%
|
537.81
+0.07%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
2,296.02
+189.65%
|
792.69
-61.65%
|
2,067.17
+169.42%
|
767.26
+11.13%
|
690.39
+5.92%
|
651.78
+21.19%
|