บริษัท ไทยกรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน)
SET · ประกันภัยและประกันชีวิต
11.20
+0.10 (+0.90%)
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=7449 out_tok=2584 at=2026-07-26T08:17:38 -->
# TGH พลิกกำไร 1,751 ล้านบาท ปี 2565 รับธุรกิจประกันภัยฟื้น-การเงินโต
## ธุรกิจประกันภัยกลับมาทำกำไรหลังโควิด ขณะที่ธุรกิจการเงินโตต่อเนื่อง หนุนภาพรวมพลิกขาดทุนสู่กำไร
บริษัท ไทยกรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TGH รายงานผลประกอบการปี 2565 พลิกกลับมามีกำไรสุทธิ 1,751 ล้านบาท จากที่ขาดทุน 3,360 ล้านบาทในปี 2564 โดยมีปัจจัยหนุนหลักจากการฟื้นตัวของธุรกิจประกันภัย และการเติบโตของธุรกิจการเงิน ขณะที่ธุรกิจประกันชีวิตยังคงเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจสำคัญที่ทำให้ TGH พลิกกลับมามีกำไรสุทธิ 1,751 ล้านบาทในปี 2565 มาจาก **การพลิกกลับมาทำกำไรของธุรกิจประกันภัย** ซึ่งสามารถชดเชยผลขาดทุนจำนวนมากในปี 2564 จากการรับประกันภัยโควิด-19 ได้ทั้งหมด ประกอบกับการเติบโตอย่างต่อเนื่องของ **ธุรกิจการเงิน** ที่มีรายได้จากการขายรถยนต์หมดสัญญาเช่าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
* **ธุรกิจประกันภัย:** การกลับมาทำกำไรเกิดจากการบริหารความเสี่ยงที่ดีขึ้น โดยบริษัทได้เพิ่มสัดส่วนการเอาประกันภัยต่อ (Reinsurance) ในกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ ส่งผลให้ค่าบำเหน็จจากการเอาประกันภัยต่อเพิ่มขึ้น และค่าสินไหมทดแทนประกันรถยนต์สุทธิลดลง นอกจากนี้ การไม่มีค่าสินไหมทดแทนรายใหญ่จากประกันภัยทรัพย์สิน และการลดลงของค่าใช้จ่ายในการรับประกันภัยจากการโอนกรมธรรม์ประกันภัยทรัพย์สิน และประกันอุบัติเหตุและสุขภาพไปยังบริษัทอื่น ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มกำไร
* **ธุรกิจการเงิน:** รายได้เติบโตขึ้น 10.3% โดยมีปัจจัยหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของรายได้จากการขายรถยนต์ที่หมดสัญญาเช่า 435 ล้านบาท คิดเป็นการเติบโต 32% ซึ่งเป็นผลมาจากการปรับกลยุทธ์การขายรถผ่านช่องทางขายรายย่อยมากขึ้น และลดสัดส่วนการขายผ่านลานประมูล รวมถึงภาพรวมและราคาตลาดรถยนต์มือสองที่ปรับตัวดีขึ้นกว่าปีก่อน
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
**มีโอกาสต่อเนื่อง** โดยเฉพาะในส่วนของธุรกิจประกันภัยที่ฝ่ายจัดการได้ปรับกลยุทธ์การบริหารความเสี่ยงด้วยการเพิ่มสัดส่วนการเอาประกันภัยต่อ ซึ่งน่าจะช่วยควบคุมค่าใช้จ่ายสินไหมทดแทนได้ดีขึ้นในอนาคต ส่วนธุรกิจการเงิน การเติบโตของรายได้จากการขายรถยนต์หมดสัญญาเช่ามีแนวโน้มดีต่อเนื่อง จากการที่ตลาดรถยนต์มือสองออนไลน์ยังคงเติบโต และการปรับกลยุทธ์การขายที่เน้นช่องทางรายย่อย อย่างไรก็ตาม ธุรกิจประกันชีวิตยังคงต้องจับตาผลกระทบจากความผันผวนของตลาดเงินลงทุน และการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ย
## Highlight สำคัญ
* **พลิกกำไรสุทธิ:** TGH มีกำไรสุทธิ 1,751 ล้านบาทในปี 2565 เพิ่มขึ้น 152.1% จากปีก่อนที่ขาดทุน 3,360 ล้านบาท
* **รายได้รวมลดลง 41%:** รายได้รวมอยู่ที่ 19,848 ล้านบาท ลดลง 13,791 ล้านบาท จากการลดลงของเบี้ยประกันชีวิตรับปีแรก และการโอนกรมธรรม์ประกันภัยทรัพย์สินและประกันอุบัติเหตุและสุขภาพ
* **ธุรกิจประกันภัยกลับมาทำกำไร:** มีกำไรก่อนภาษี 597 ล้านบาท จากปีก่อนขาดทุน 11,424 ล้านบาท จากการบริหารความเสี่ยงประกันรถยนต์ และไม่มีสินไหมรายใหญ่
* **ธุรกิจการเงินเติบโต 10.3%:** รายได้จากการขายรถยนต์หมดสัญญาเช่าเพิ่มขึ้น 32% จากการขายผ่านช่องทางรายย่อย
* **ธุรกิจประกันชีวิตขาดทุนลดลง:** ขาดทุนก่อนภาษี 118 ล้านบาท ลดลง 780 ล้านบาท จากผลกระทบกำไรขายเงินลงทุนลดลง และผลขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจากการปรับมูลค่าเงินลงทุนเพิ่มขึ้น
* **สินทรัพย์รวมลดลง 8.1%:** อยู่ที่ 84,151 ล้านบาท โดยหลักมาจากสินทรัพย์ลงทุนที่ลดลง 11.3%
* **หนี้สินรวมลดลง 8.6%:** อยู่ที่ 74,531 ล้านบาท จากการลดลงของหนี้สินจากสัญญาประกันภัย
## ภาพรวมผลประกอบการ
สำหรับปี 2565 TGH มีรายได้รวม 19,848 ล้านบาท ลดลง 41.0% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักมาจากการลดลงของเบี้ยประกันชีวิตรับปีแรก 21% จากการลดลงของรายได้เบี้ยประกันชีวิตรับชำระครั้งเดียวผ่านสถาบันการเงิน และการลดลงของเบี้ยประกันภัยรับจากการโอนกรมธรรม์ประกันภัยทรัพย์สิน และประกันอุบัติเหตุและสุขภาพไปยังบริษัทประกันภัยอื่น อย่างไรก็ตาม รายได้จากธุรกิจการเงินเติบโตขึ้น 10.3% จากการเพิ่มขึ้นของรายได้จากการขายรถยนต์ที่หมดสัญญาเช่า
ในด้านค่าใช้จ่ายรวมลดลง 47.8% มาอยู่ที่ 19,425 ล้านบาท โดยค่าใช้จ่ายในการรับประกันภัยลดลงอย่างมีนัยสำคัญ 61.0% จากการลดลงของค่าสินไหมทดแทนสุทธิในธุรกิจประกันภัย โดยเฉพาะประกันอุบัติเหตุและสุขภาพ และการไม่มีสินไหมรายใหญ่ของประกันภัยทรัพย์สิน รวมถึงต้นทุนการได้มาที่ลดลงจากการลดลงของเบี้ยประกันภัยรับ
ผลประกอบการพลิกกลับมาเป็นกำไรสุทธิ 1,751 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 152.1% จากปีก่อนที่ขาดทุน 3,360 ล้านบาท โดยมีกำไรก่อนภาษีเงินได้ 423 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 111.8% จากปีก่อน
อัตราส่วนกำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติ (Net Profit Margin) อยู่ที่ 2.6% เพิ่มขึ้นจาก -10.0% ในปีก่อน
## โอกาส
* **การเติบโตของตลาดรถยนต์มือสองออนไลน์:** คาดการณ์ว่าจะเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะลูกค้าต่างจังหวัดที่นิยมทำธุรกรรมออนไลน์ 100%
* **การบริหารความเสี่ยงธุรกิจประกันภัย:** การเพิ่มสัดส่วนการเอาประกันภัยต่อในประกันรถยนต์ช่วยบริหารความเสี่ยงและเพิ่มค่าบำเหน็จ
* **การขยายช่องทางการขายธุรกิจการเงิน:** การเพิ่มสัดส่วนการขายรถยนต์หมดสัญญาเช่าผ่านช่องทางรายย่อยช่วยเพิ่มอัตรากำไรจากการขาย
* **การเติบโตของธุรกิจให้เช่ารถยนต์:** ภาคธุรกิจและหน่วยงานราชการหันมาเช่ารถยนต์มากขึ้นเพื่อลดภาระทางการเงิน
## ความเสี่ยง
* **ความผันผวนของตลาดเงินลงทุน:** ส่งผลกระทบต่อมูลค่าเงินลงทุนและตราสารอนุพันธ์ โดยเฉพาะในธุรกิจประกันชีวิต
* **การปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ย:** ส่งผลกระทบต่อต้นทุนทางการเงินจากการกู้ยืมสถาบันการเงิน
* **แรงกดดันจากเงินเฟ้อ:** อาจมีผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค ซึ่งอาจส่งผลต่อตลาดรถยนต์มือสองได้
* **การแข่งขันในธุรกิจให้เช่ารถยนต์:** ยังคงมีการแข่งขันที่รุนแรงในตลาด
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **แนวโน้มเบี้ยประกันชีวิตรายใหม่:** การปรับตัวลดลง 23% ในปี 2565 ต้องติดตามว่าจะมีทิศทางดีขึ้นหรือไม่
* **ผลกระทบจากอัตราดอกเบี้ย:** การปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยมีผลต่อทั้งรายได้จากการลงทุนและต้นทุนทางการเงิน
* **การบริหารจัดการค่าสินไหมทดแทน:** โดยเฉพาะในธุรกิจประกันภัย เพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไร
* **กลยุทธ์การขายรถยนต์มือสอง:** การรักษาอัตรากำไรจากการขายรถยนต์หมดสัญญาเช่าผ่านช่องทางรายย่อย
* **การเปลี่ยนแปลงของ SET Index:** ส่งผลต่อมูลค่าเงินลงทุนในธุรกิจประกันชีวิต
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: ธุรกิจการเงิน / ธนาคาร / ประกัน / หลักทรัพย์)
* **ธุรกิจประกันชีวิต:** เบี้ยประกันชีวิตรายใหม่ลดลง 23% มาอยู่ที่ 5,775 ล้านบาท โดยมีอันดับส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ 10 (3.84%) ซึ่งเป็นผลมาจากการลดลงของเบี้ยประกันชีวิตรับชำระครั้งเดียวผ่านช่องทางสถาบันการเงิน แม้ว่ารายได้จากดอกเบี้ยและเงินปันผลจะเพิ่มขึ้น แต่กำไรจากการขายเงินลงทุนลดลง และมีผลขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจากการปรับมูลค่าเงินลงทุนและตราสารอนุพันธ์เพิ่มขึ้น 373 ล้านบาท
* **ธุรกิจประกันภัย:** เบี้ยประกันภัยรับโดยตรงเติบโต 3.6% ในอุตสาหกรรม โดย TGH มีส่วนแบ่งการตลาด 1.3% (อันดับ 24) ซึ่งดีขึ้นจากปีก่อน (อันดับ 43) การพลิกกลับมามีกำไรก่อนภาษี 597 ล้านบาท มาจากการบริหารความเสี่ยงประกันรถยนต์ที่ดีขึ้น และการไม่มีสินไหมรายใหญ่
* **ธุรกิจการเงิน:** รายได้เติบโต 10.3% โดยรายได้จากการขายรถยนต์หมดสัญญาเช่าเพิ่มขึ้น 32% จากการขายผ่านช่องทางรายย่อยมากขึ้น และราคาขายเฉลี่ยสูงขึ้น
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
* **สินทรัพย์รวม:** ลดลง 8.1% มาอยู่ที่ 84,151 ล้านบาท โดยหลักมาจากสินทรัพย์ลงทุนที่ลดลง 11.3% (6,931 ล้านบาท) จากการจ่ายค่าสินไหม COVID-19 การโอนกรมธรรม์ การจ่ายชำระกรมธรรม์ครบกำหนด และการเวนคืนกรมธรรม์
* **หนี้สินรวม:** ลดลง 8.6% มาอยู่ที่ 74,531 ล้านบาท โดยหนี้สินจากสัญญาประกันภัยลดลง 13.4% จากการโอนสัญญาประกันภัยทรัพย์สินและประกันอุบัติเหตุและสุขภาพ ขณะที่หนี้สินจากสัญญาประกันชีวิตเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.3%
* **ส่วนของผู้ถือหุ้น:** ลดลง 4.0% มาอยู่ที่ 9,620 ล้านบาท จากการปรับลดมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุน 1,959 ล้านบาท แม้จะมีกำไรสุทธิระหว่างงวด 1,751 ล้านบาท
## สรุปท้าย
TGH สามารถพลิกกลับมามีกำไรสุทธิ 1,751 ล้านบาทในปี 2565 จากการบริหารจัดการความเสี่ยงที่ดีขึ้นในธุรกิจประกันภัย และการเติบโตของธุรกิจการเงิน แม้ว่ารายได้รวมจะลดลงจากการปรับโครงสร้างธุรกิจประกันภัยและการลดลงของเบี้ยประกันชีวิตรับครั้งเดียว อย่างไรก็ตาม ความผันผวนของตลาดเงินลงทุนและความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ยยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดในระยะต่อไป
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ TGH ไตรมาส 4/2565
รายได้รวม
39.16
ล้านบาท
↓ 99.3% YoY
กำไรขั้นต้น
4,499.07
ล้านบาท
↓ 2.1% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
11,490.41
%
กำไรสุทธิ
-23.92
ล้านบาท
↓ 286% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
-61.10
%
D/E Ratio
7.40
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
39
↓ -99.3%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
4,499
↓ -2.1%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
-24
↓ -286%
YoY
D/E Ratio
7.40
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — TGH
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
7.40
ROE (%)
10.50
ROA (%)
2.39
Book Value/หุ้น
14.70
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — TGH
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
+1,020
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+1,748
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — TGH
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
1,019.81
-40.73%
|
1,720.56
+1,191.91%
|
133.18
-313.63%
|
-62.34
-99.00%
|
-6,228.59
-535.70%
|
1,429.57
-59.61%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
1,748.28
-347.25%
|
-707.08
-160.60%
|
1,166.88
-15.74%
|
1,384.89
-9.54%
|
1,530.91
-168.63%
|
-2,230.71
-41.93%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
-377.17
-122.19%
|
1,699.83
+60.29%
|
1,060.46
-142.92%
|
-2,470.51
-228.03%
|
1,929.65
-649.71%
|
-351.03
-218.56%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
2,390.68
-4.10%
|
2,492.82
+12.63%
|
2,213.22
-271.10%
|
-1,293.50
-55.67%
|
-2,917.80
+147.33%
|
-1,179.71
+13,066.41%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
3,386.06
+14.71%
|
2,951.93
-11.32%
|
3,328.63
+25.25%
|
2,657.49
-29.53%
|
3,770.92
-23.59%
|
4,935.12
+0.51%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
3,721.02
+9.89%
|
3,386.06
+14.71%
|
2,951.93
-11.32%
|
3,328.63
+25.25%
|
2,657.49
-29.24%
|
3,755.42
-23.90%
|