บริษัท ไทยกรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน)
SET · ประกันภัยและประกันชีวิต
11.20
+0.10 (+0.90%)
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=7099 out_tok=2801 at=2026-07-26T08:38:27 -->
# TGH กำไรสุทธิพุ่ง 493% รับรายการพิเศษจากการสิ้นสุดการเป็นบริษัทย่อย Q1/65
## ผลประกอบการ TGH ไตรมาส 1/65 พลิกบวกแรงจากกำไรปกติที่เติบโต 64% และรายการพิเศษจากการเลิกบริษัทย่อย
บริษัท ไทยกรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TGH รายงานผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2565 มีกำไรสุทธิ 1,702 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 493% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนหลักจากกำไรจากการดำเนินงานปกติที่เติบโตถึง 64% ประกอบกับรายการพิเศษจากการสิ้นสุดการเป็นบริษัทย่อยสุทธิ ซึ่งส่งผลให้ภาพรวมผลประกอบการพลิกฟื้นอย่างแข็งแกร่ง
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจหลักของผลประกอบการ TGH ในไตรมาส 1 ปี 2565 คือ **การกลับมาเติบโตอย่างแข็งแกร่งของกำไรจากการดำเนินงานปกติที่เพิ่มขึ้น 64.5%** ประกอบกับ **รายการพิเศษจากการสิ้นสุดการเป็นบริษัทย่อยสุทธิจำนวน 1,230 ล้านบาท** ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้กำไรสุทธิรวมพุ่งสูงขึ้นถึง 493.0%
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
**กำไรจากการดำเนินงานปกติที่เพิ่มขึ้น** เป็นผลมาจากหลายปัจจัย:
* **ธุรกิจประกันชีวิต:** แม้กำไรสุทธิจะลดลง 154 ล้านบาทจากการลดลงของรายได้ลงทุน แต่กำไรจากการรับประกันชีวิตไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีสาระสำคัญ
* **ธุรกิจประกันภัย:** มีผลกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 389 ล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของค่าบำเหน็จรับจากการเอาประกันภัยต่อที่เพิ่มขึ้น เพื่อบริหารความเสี่ยงภัยของกรมธรรม์รถยนต์ที่รับโอนมาจาก SEIC
* **ธุรกิจการเงิน:** มีผลการดำเนินงานลดลงเล็กน้อยจากค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงรถทดแทนและค่าใช้จ่ายพนักงานที่เพิ่มขึ้นเพื่อรองรับการขยายธุรกิจสินเชื่อ
ส่วน **รายการพิเศษจากการสิ้นสุดการเป็นบริษัทย่อยสุทธิ** เกิดขึ้นจากการที่บริษัท เครือไทย โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) (“TGH”) ได้สูญเสียอำนาจควบคุมในบริษัท อาคเนย์ประกันภัย จำกัด (มหาชน) (“SEIC”) ซึ่งถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันวินาศภัย โดย TGH ได้บันทึกผลขาดทุนสุทธิสำหรับงวดของ SEIC (1 ม.ค. - 16 มี.ค. 2565) จำนวน 12,752 ล้านบาท และบันทึกผลต่างจากการสิ้นสุดการเป็นบริษัทย่อยสุทธิเป็นจำนวน 1,230 ล้านบาท
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
**ลักษณะครั้งคราว** สำหรับรายการพิเศษจากการสิ้นสุดการเป็นบริษัทย่อยสุทธิ เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวจากการเลิกกิจการของ SEIC อย่างไรก็ตาม **การเติบโตของกำไรจากการดำเนินงานปกติมีโอกาสต่อเนื่อง** โดยเฉพาะในส่วนของธุรกิจประกันภัยที่ได้รับผลบวกจากค่าบำเหน็จรับจากการเอาประกันภัยต่อที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะมีการปรับปรุงยอดตามอัตราการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนที่เกิดขึ้นจริงในสิ้นปี ส่วนธุรกิจการเงินต้องติดตามการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นเพื่อรองรับการขยายธุรกิจ
## Highlight สำคัญ
* **กำไรสุทธิ:** 1,702 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 493.0% YoY
* **กำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติ:** 472 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 64.5% YoY
* **รายการพิเศษ:** ผลต่างจากการสิ้นสุดการเป็นบริษัทย่อยสุทธิ 1,230 ล้านบาท
* **รายได้รวม:** 4,655 ล้านบาท ลดลง 19.4% YoY
* **รายได้ธุรกิจการเงิน:** เพิ่มขึ้น 28.3% YoY จากการขายรถยนต์ที่หมดสัญญาเช่า
* **ค่าใช้จ่ายในการรับประกันภัย:** ลดลง 46.3% YoY จากการลดลงของสำรองประกันชีวิตและค่าสินไหมทดแทน
* **สินทรัพย์รวม:** 85,626 ล้านบาท ลดลง 6.5% จากสิ้นปี 2564 โดยหลักจากสินทรัพย์ลงทุน
* **หนี้สินรวม:** 75,137 ล้านบาท ลดลง 7.9% จากสิ้นปี 2564 โดยหลักจากหนี้สินจากสัญญาประกันภัย
## ภาพรวมผลประกอบการ
TGH รายงานกำไรสุทธิสำหรับไตรมาส 1 ปี 2565 ที่ 1,702 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด 493.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีกำไรจากการดำเนินงานปกติ 472 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 64.5% และมีรายการพิเศษจากการสิ้นสุดการเป็นบริษัทย่อยสุทธิ 1,230 ล้านบาท รายได้รวมอยู่ที่ 4,655 ล้านบาท ลดลง 19.4% YoY เนื่องจากการลดลงของเบี้ยประกันภัยรับในธุรกิจประกันชีวิตและประกันภัย ซึ่งได้รับผลกระทบจากการเลิกกิจการของ SEIC อย่างไรก็ตาม รายได้จากธุรกิจการเงินเติบโต 28.3% YoY จากการขายรถยนต์ที่หมดสัญญาเช่าที่เพิ่มขึ้น ค่าใช้จ่ายรวมลดลง 25.8% YoY โดยหลักจากค่าใช้จ่ายในการรับประกันภัยที่ลดลง
## โอกาส
* **ธุรกิจประกันภัย:** การบริหารความเสี่ยงภัยในการรับประกันภัยของกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ที่รับโอนมาจาก SEIC ผ่านค่าบำเหน็จรับจากการเอาประกันภัยต่อที่เพิ่มขึ้น
* **ธุรกิจการเงิน:** การขยายธุรกิจสินเชื่อและการเพิ่มขึ้นของรายได้จากการขายรถยนต์ที่หมดสัญญาเช่าจากการเพิ่มขึ้นของยอดขายรถยนต์มือสองและราคาขายเฉลี่ยที่สูงขึ้น
* **การเตรียมพร้อม IFRS17:** ค่าใช้จ่ายที่ปรึกษาในการเตรียมความพร้อมในการใช้มาตรฐานบัญชี IFRS17 สะท้อนถึงการปรับปรุงระบบเพื่อการรายงานทางการเงินที่แม่นยำยิ่งขึ้นในอนาคต
## ความเสี่ยง
* **ผลกระทบจากการเลิกกิจการ SEIC:** การลดลงของเบี้ยประกันภัยรับในธุรกิจประกันชีวิตและประกันภัย ซึ่งได้รับผลกระทบจากการเลิกกิจการของ SEIC และการโอนกรมธรรม์ไปยังบริษัทอื่น
* **ความผันผวนของรายได้ลงทุน:** ธุรกิจประกันชีวิตมีผลกำไรสุทธิลดลงจากการลดลงของรายได้ลงทุน
* **ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น:** ธุรกิจการเงินมีค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงรถทดแทนและค่าใช้จ่ายพนักงานเพิ่มขึ้น
* **ภาวะเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ย:** มูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลและหุ้นกู้ปรับตัวลงจากการปรับอัตราดอกเบี้ยเพื่อจัดการภาวะเงินเฟ้อ
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* การปรับปรุงยอดค่าบำเหน็จรับจากการเอาประกันภัยต่อในธุรกิจประกันภัยตามอัตราการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนที่เกิดขึ้นจริง
* แนวโน้มการเติบโตของธุรกิจการเงิน โดยเฉพาะการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายพนักงานที่เพิ่มขึ้น
* ผลกระทบจากการปรับอัตราดอกเบี้ยต่อมูลค่าเงินลงทุนในตราสารหนี้
* ความคืบหน้าในการคลี่คลายสถานการณ์และผลกระทบจากการเลิกกิจการของ SEIC ต่อรายได้ธุรกิจประกันชีวิตและประกันภัย
* การบริหารจัดการสินทรัพย์ลงทุนที่ลดลง
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: ธุรกิจการเงิน / ธนาคาร / ประกัน / หลักทรัพย์)
**ธุรกิจประกันชีวิต:** มีผลกำไรสุทธิลดลง 154 ล้านบาท YoY เนื่องจากการลดลงของรายได้จากการลงทุน แม้เบี้ยประกันชีวิตรับปีแรกจะลดลง 41% YoY เป็น 954 ล้านบาท ซึ่งได้รับผลกระทบจากการเลิกกิจการของ SEIC ทำให้รายได้เบี้ยประกันชีวิตรับชำระครั้งเดียวจากช่องทางขายผ่านสถาบันการเงินลดลง แต่สถานการณ์เริ่มคลี่คลาย
**ธุรกิจประกันภัย:** มีผลกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 389 ล้านบาท YoY เป็น 351 ล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักจากการเพิ่มขึ้นของค่าบำเหน็จรับจากการเอาประกันภัยต่อที่เพิ่มขึ้น เพื่อบริหารความเสี่ยงภัยของกรมธรรม์รถยนต์ที่รับโอนมาจาก SEIC รายได้จากธุรกิจประกันภัยรวมลดลง 39% YoY เป็น 1,311 ล้านบาท เนื่องจากการลดลงของเบี้ยประกันภัยรับจากการเลิกกิจการ SEIC และการโอนกรมธรรม์บางส่วนไปยังบริษัทอื่น
**ธุรกิจการเงิน:** มีรายได้เพิ่มขึ้น 28.3% YoY เป็น 1,391 ล้านบาท โดยรายได้จากการขายรถยนต์ที่หมดสัญญาเช่าเพิ่มขึ้น 649 ล้านบาท จากยอดขายรถยนต์มือสองที่เพิ่มขึ้น 537 คัน และราคาขายเฉลี่ยสูงขึ้น 27.9% YoY เนื่องจากมีการขายผ่านช่องทางขายปลีกมากขึ้นและลดสัดส่วนการขายผ่านลานประมูล อย่างไรก็ตาม ผลการดำเนินงานโดยรวมลดลงเล็กน้อยจากค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงรถทดแทนและค่าใช้จ่ายพนักงานที่เพิ่มขึ้น
**รายได้จากการลงทุนสุทธิ:** ลดลง 60.9% YoY เป็น 239 ล้านบาท โดยอัตราส่วนรายได้จากการลงทุนต่อรายได้รวมลดลงจาก 10.6% เป็น 5.1%
**ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (OPEX ratio):** เพิ่มขึ้นจาก 10.3% เป็น 16.0% โดยมีสาเหตุหลักจากค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพนักงาน ค่าที่ปรึกษา IFRS17 และค่าสิทธิการเช่าที่ดินที่เพิ่มขึ้น
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
**สินทรัพย์รวม:** ณ 31 มีนาคม 2565 อยู่ที่ 85,626 ล้านบาท ลดลง 6.5% จากสิ้นปี 2564 โดยหลักมาจากการลดลงของสินทรัพย์ลงทุน 10.0% หรือ 6,150 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการจ่ายค่าสินไหม COVID-19 การโอนกรมธรรม์ SEIC การจ่ายกรมธรรม์ที่ครบกำหนดและการเวนคืนกรมธรรม์
**หนี้สินรวม:** ณ 31 มีนาคม 2565 อยู่ที่ 75,137 ล้านบาท ลดลง 7.9% จากสิ้นปี 2564 โดยหลักมาจากหนี้สินจากสัญญาประกันภัยที่ลดลง 13.5% หรือ 7,836 ล้านบาท จากการโอนสัญญาประกันภัยของ SEIC
**ส่วนของผู้ถือหุ้น:** ณ 31 มีนาคม 2565 อยู่ที่ 10,489 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.7% จากสิ้นปี 2564 โดยมาจากกำไรสุทธิจากการดำเนินธุรกิจปกติ และการโอนส่วนเกินจากการตีราคาที่ดินและอาคารไปยังกำไรสะสม
## สรุปท้าย
TGH ในไตรมาส 1 ปี 2565 แสดงผลประกอบการที่แข็งแกร่งจากการเติบโตของกำไรจากการดำเนินงานปกติ 64.5% โดยเฉพาะธุรกิจประกันภัยที่ได้รับผลบวกจากค่าบำเหน็จรับจากการเอาประกันภัยต่อ และธุรกิจการเงินที่รายได้เติบโตจากการขายรถยนต์ที่หมดสัญญาเช่า แม้จะมีรายการพิเศษจากการสิ้นสุดการเป็นบริษัทย่อยสุทธิเข้ามาเสริมให้กำไรสุทธิพุ่งสูงถึง 493.0% แต่ปัจจัยกดดันยังคงมีอยู่จากการลดลงของรายได้ธุรกิจประกันชีวิตและประกันภัยอันเป็นผลจากการเลิกกิจการของ SEIC รวมถึงความเสี่ยงจากความผันผวนของรายได้ลงทุนและผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยที่ส่งผลต่อมูลค่าเงินลงทุน นักลงทุนควรจับตาการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นในธุรกิจการเงินและการปรับปรุงยอดค่าบำเหน็จรับในธุรกิจประกันภัยเพื่อประเมินแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่อง
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ TGH ไตรมาส 1/2565
รายได้รวม
39.16
ล้านบาท
↓ 99.3% YoY
กำไรขั้นต้น
4,499.07
ล้านบาท
↓ 2.1% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
11,490.41
%
กำไรสุทธิ
-23.92
ล้านบาท
↓ 286% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
-61.10
%
D/E Ratio
7.40
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
39
↓ -99.3%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
4,499
↓ -2.1%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
-24
↓ -286%
YoY
D/E Ratio
7.40
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — TGH
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
7.40
ROE (%)
10.50
ROA (%)
2.39
Book Value/หุ้น
14.70
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — TGH
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
+1,020
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+1,748
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — TGH
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
1,019.81
-40.73%
|
1,720.56
+1,191.91%
|
133.18
-313.63%
|
-62.34
-99.00%
|
-6,228.59
-535.70%
|
1,429.57
-59.61%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
1,748.28
-347.25%
|
-707.08
-160.60%
|
1,166.88
-15.74%
|
1,384.89
-9.54%
|
1,530.91
-168.63%
|
-2,230.71
-41.93%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
-377.17
-122.19%
|
1,699.83
+60.29%
|
1,060.46
-142.92%
|
-2,470.51
-228.03%
|
1,929.65
-649.71%
|
-351.03
-218.56%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
2,390.68
-4.10%
|
2,492.82
+12.63%
|
2,213.22
-271.10%
|
-1,293.50
-55.67%
|
-2,917.80
+147.33%
|
-1,179.71
+13,066.41%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
3,386.06
+14.71%
|
2,951.93
-11.32%
|
3,328.63
+25.25%
|
2,657.49
-29.53%
|
3,770.92
-23.59%
|
4,935.12
+0.51%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
3,721.02
+9.89%
|
3,386.06
+14.71%
|
2,951.93
-11.32%
|
3,328.63
+25.25%
|
2,657.49
-29.24%
|
3,755.42
-23.90%
|