บริษัท ไทยกรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน)
SET · ประกันภัยและประกันชีวิต
11.20
+0.10 (+0.90%)
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=8736 out_tok=2727 at=2026-07-26T08:22:17 -->
# TGH พลิกขาดทุนหนักปี 64 รับผลกระทบโควิด-19 กรมธรรม์เจอจ่ายจบพ่นพิษ
## ฝ่ายจัดการชี้แจงผลประกอบการปี 2564 เผชิญภาระสินไหมโควิด-19 สูงถึง 10,907 ล้านบาท แต่ได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากผู้ถือหุ้นรายใหญ่
บริษัท ไทยกรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TGH รายงานผลประกอบการปี 2564 ขาดทุนสุทธิ 3,360 ล้านบาท พลิกจากปีก่อนที่มีกำไร 706 ล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักมาจากผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญของธุรกิจประกันวินาศภัยจากกรมธรรม์ประกันอุบัติเหตุและการเจ็บป่วยด้วยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ประเภทเจอจ่ายจบ อย่างไรก็ตาม ฝ่ายจัดการได้ระบุถึงการสนับสนุนทางการเงินจากผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่ช่วยลดผลขาดทุนลงได้อย่างมาก และได้เริ่มดำเนินการแผนการเลิกประกอบธุรกิจของบริษัทย่อย SEIC แล้ว
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจหลักที่ทำให้ TGH พลิกขาดทุนสุทธิ 3,360 ล้านบาทในปี 2564 มาจาก **ภาระค่าสินไหมทดแทนจำนวนมหาศาลจากกรมธรรม์ประกัน COVID-19 ประเภทเจอจ่ายจบ** ของบริษัทย่อย 2 แห่ง คือ SEIC และ TIC ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสินไหมทดแทนรวมถึง 10,907 ล้านบาท หากไม่ได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากผู้ถือหุ้นรายใหญ่จำนวน 9,600 ล้านบาท ผลขาดทุนจะสูงกว่า 10,000 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีการตั้งสำรองรายการที่เกี่ยวข้องกับการเลิกประกอบธุรกิจของ SEIC อีก 278 ล้านบาท ซึ่งปัจจัยเหล่านี้เป็นรายการที่ส่งผลกระทบต่อผลประกอบการอย่างมีนัยสำคัญและเป็นครั้งคราว
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
การระบาดของ COVID-19 ที่มีการกลายพันธุ์อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2563 จนถึงสายพันธุ์โอไมครอนในปี 2564 ทำให้ยอดผู้ติดเชื้อรายวันพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก เกินกว่าที่คาดการณ์ไว้ในตอนแรก ส่งผลให้ภาระค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์เจอจ่ายจบสูงเกินกว่าที่ธุรกิจประกันวินาศภัยจะรับไหว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของ TIC ที่ต้องรับภาระขาดทุนสุทธิจากกรมธรรม์ COVID-19 ทั้งของตนเองและที่รับประกันภัยต่อจาก SEIC เป็นจำนวนมากถึง 8,179 ล้านบาท (รวม 1,849 + 6,330 ล้านบาท) และ SEIC เองก็มีค่าใช้จ่ายสินไหมทดแทนก่อนการรับประกันภัยต่ออีก 794 ล้านบาท รวมถึงมีการตั้งสำรองความเสี่ยงภัยที่ยังไม่สิ้นสุดอีก 3,412 ล้านบาท
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
**ลักษณะครั้งคราว** โดยปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบต่อผลประกอบการในปี 2564 นี้ คือการระบาดของ COVID-19 และผลกระทบจากกรมธรรม์เจอจ่ายจบ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ไม่ปกติและคาดการณ์ได้ยาก ฝ่ายจัดการได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาโดยการหยุดการขายกรมธรรม์ดังกล่าวตั้งแต่ช่วงกลางปี 2564 และได้เริ่มแผนการเลิกประกอบธุรกิจของ SEIC อย่างเป็นทางการในเดือนมกราคม 2565 โดยมีเป้าหมายที่จะจัดการหรือโอนภาระผูกพันตามกรมธรรม์ให้เสร็จสิ้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผลกระทบจากกรมธรรม์ COVID-19 นี้มีแนวโน้มที่จะไม่เกิดขึ้นต่อเนื่องในลักษณะเดียวกันอีก
## Highlight สำคัญ
* **ขาดทุนสุทธิ 3,360 ล้านบาท:** พลิกจากกำไร 706 ล้านบาทในปี 2563 โดยมีสาเหตุหลักจากธุรกิจประกันวินาศภัย
* **ภาระสินไหม COVID-19 สูงถึง 10,907 ล้านบาท:** เป็นปัจจัยกดดันผลประกอบการอย่างหนัก
* **ผู้ถือหุ้นรายใหญ่สนับสนุน 9,600 ล้านบาท:** ช่วยลดผลขาดทุนลงได้อย่างมีนัยสำคัญ
* **กำไรจากการขายเงินลงทุนใน TIC 7,100 ล้านบาท:** เป็นรายการพิเศษที่ช่วยชดเชยผลขาดทุนบางส่วน
* **ธุรกิจประกันชีวิตและธุรกิจการเงินยังคงมีกำไร:** โดยธุรกิจประกันชีวิตมีกำไร 665 ล้านบาท และธุรกิจการเงินมีกำไร 640 ล้านบาท
* **แผนเลิกประกอบธุรกิจ SEIC:** อยู่ระหว่างดำเนินการตามแผนที่ได้รับอนุมัติจาก คปภ.
## ภาพรวมผลประกอบการ
สำหรับปี 2564 TGH มีรายได้รวม 33,616 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 44.8% จากปีก่อน โดยมีปัจจัยหนุนหลักจากรายได้ธุรกิจประกันชีวิตที่เพิ่มขึ้น 24.1% จากเบี้ยประกันชีวิตรับปีแรกที่เติบโต 59.8% และรายได้ธุรกิจประกันภัยที่เพิ่มขึ้น 13.8% ซึ่งรวมถึงรายการกำไรจากการขายเงินลงทุนในบริษัทย่อย (TIC) จำนวน 7,100 ล้านบาท และรายได้ธุรกิจการเงินที่เพิ่มขึ้น 13.8% จากการขายรถยนต์ที่หมดสัญญาเช่า อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายรวมเพิ่มขึ้นถึง 66.7% เป็น 37,198 ล้านบาท โดยมีค่าใช้จ่ายในการรับประกันภัยเพิ่มขึ้นถึง 88.9% ซึ่งส่วนใหญ่มาจากค่าสินไหมทดแทนสุทธิที่เพิ่มขึ้นอย่างมากจากการประกัน COVID-19 ทำให้บริษัทขาดทุนสุทธิ 3,360 ล้านบาท
## โอกาส
* **การเติบโตของธุรกิจประกันชีวิต:** มีส่วนแบ่งการตลาดเบี้ยประกันชีวิตรับรายใหม่ขึ้นอันดับ 7 ของอุตสาหกรรม และรักษาอัตราความคงอยู่ของกรมธรรม์ได้ดีกว่าอุตสาหกรรม
* **การบริหารจัดการธุรกิจการเงิน:** มีการบริหารจัดการการขายรถเช่าที่หมดสัญญาได้ดี แม้ตลาดจะได้รับผลกระทบจากโควิด และมีการบริหารต้นทุนทางการเงินที่ต่ำลง
* **การปรับโครงสร้างธุรกิจ:** การเลิกประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยของ SEIC และการโอนกรมธรรม์ที่ยังคงมีผลบังคับอยู่ จะช่วยลดภาระและความซับซ้อนในการดำเนินงานในระยะยาว
## ความเสี่ยง
* **การกลายพันธุ์ของเชื้อ COVID-19:** แม้จะมีการดำเนินการเลิกธุรกิจ SEIC แล้ว แต่การกลายพันธุ์ของเชื้อยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องจับตา โดยเฉพาะผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจและกำลังซื้อ
* **การบริหารจัดการภาระหนี้สิน:** แม้จะได้รับการสนับสนุนจากผู้ถือหุ้นรายใหญ่ แต่การจัดการภาระหนี้สินที่เกิดจากธุรกิจประกันวินาศภัยยังคงเป็นประเด็นสำคัญ
* **การแข่งขันในธุรกิจประกันชีวิต:** แม้จะมีส่วนแบ่งการตลาดที่ดีขึ้น แต่การแข่งขันในอุตสาหกรรมประกันชีวิตยังคงรุนแรง
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **ความคืบหน้าในการเลิกประกอบธุรกิจของ SEIC:** การจัดการโอนภาระผูกพันตามกรมธรรม์และการชำระหนี้ต่างๆ ให้เสร็จสิ้นตามที่ คปภ. กำหนด
* **ผลประกอบการของธุรกิจประกันชีวิต:** การรักษาการเติบโตของเบี้ยประกันรับใหม่และการบริหารจัดการต้นทุน
* **ผลประกอบการของธุรกิจการเงิน:** การบริหารจัดการพอร์ตสินเชื่อและการขายรถยนต์ที่หมดสัญญา
* **การเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ย:** ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อรายได้จากการลงทุนของกลุ่มบริษัท
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: ธุรกิจการเงิน / ธนาคาร / ประกัน / หลักทรัพย์)
**ธุรกิจประกันภัย:** เป็นธุรกิจที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดในปี 2564 จากค่าสินไหมทดแทนกรมธรรม์ COVID-19 จำนวน 10,907 ล้านบาท ซึ่งส่งผลให้ขาดทุนสุทธิจากธุรกิจนี้ 4,383 ล้านบาท (รวม 4,206 ล้านบาทจาก COVID-19 และ 278 ล้านบาทจากการตั้งสำรองเลิกกิจการ SEIC) อย่างไรก็ตาม ธุรกิจประกันภัยรถยนต์และทรัพย์สินมีการปรับตัวดีขึ้นจากการลดลงของค่าสินไหมทดแทน
**ธุรกิจประกันชีวิต:** มีผลการดำเนินงานดีต่อเนื่อง มีกำไรสุทธิ 665 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อยจากปีก่อน โดยมีการเติบโตของเบี้ยประกันชีวิตรับรายใหม่ 59.8% และมีส่วนแบ่งการตลาดอันดับ 7 ของอุตสาหกรรม การรักษาอัตราความคงอยู่ของกรมธรรม์และควบคุมต้นทุนการได้มาอย่างมีประสิทธิภาพ
**ธุรกิจการเงิน:** มีผลการดำเนินงานเป็นกำไรสุทธิ 640 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 309 ล้านบาท จากการบริหารจัดการการขายรถเช่าที่หมดสัญญาได้ดีเยี่ยม ทำให้รายได้จากการขายรถยนต์ที่หมดสัญญาเช่าเพิ่มขึ้น 1,276 ล้านบาท และการบริหารต้นทุนทางการเงินที่ต่ำลง
**NIM, NII/non-NII, NPL, Coverage, credit cost, สัดส่วนสินเชื่อ, เงินฝาก, CASA, CAR/Basel, รายได้ค่าธรรมเนียม, กำไรพิเศษครั้งเดียว:** ข้อมูลในเอกสารไม่ได้ระบุรายละเอียดเชิงลึกเกี่ยวกับตัวชี้วัดเหล่านี้ของธุรกิจการเงินโดยตรง แต่ระบุถึงการบริหารต้นทุนทางการเงินที่ต่ำลงจากการปรับอัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมตามตลาด และการเพิ่มขึ้นของเงินให้กู้ยืมจากการขยายตัวของการให้สินเชื่อและการรับซื้อลดเช็ค ส่วนธุรกิจประกันภัย มีการระบุถึงกำไรจากการขายเงินลงทุนในบริษัทย่อย (TIC) จำนวน 7,100 ล้านบาท ซึ่งเป็นกำไรพิเศษครั้งเดียว
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ สิ้นปี 2564 สินทรัพย์รวมของ TGH อยู่ที่ 91,562 ล้านบาท ลดลง 1.1% จากปีก่อน โดยมีสินทรัพย์ลงทุนลดลง 1.8% เป็น 61,553 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในตราสารหนี้และตราสารทุน มีการปรับพอร์ตเป็นการลงทุนระยะสั้นมากขึ้นเพื่อเตรียมกระแสเงินสดสำหรับจ่ายค่าสินไหม COVID-19 และมีการเพิ่มขึ้นของเงินให้กู้ยืมในธุรกิจการเงิน
หนี้สินรวมอยู่ที่ 81,545 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.4% โดยส่วนใหญ่เป็นหนี้สินจากสัญญาประกันภัย (57,948 ล้านบาท) และเงินกู้ยืม (16,021 ล้านบาท) หนี้สินจากสัญญาประกันภัยเพิ่มขึ้นจากธุรกิจประกันภัยเป็นหลัก จากเบี้ยประกันรับที่เพิ่มขึ้นและค่าสินไหมทดแทนค้างจ่าย
ส่วนของผู้ถือหุ้นรวมลดลง 27.3% เป็น 10,017 ล้านบาท เนื่องจากขาดทุนจากการปรับมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนเพิ่มขึ้น และมีการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลสำหรับปี 2563
## สรุปท้าย
ปี 2564 เป็นปีที่ TGH เผชิญความท้าทายอย่างหนักจากผลกระทบของกรมธรรม์ประกัน COVID-19 เจอจ่ายจบ ซึ่งส่งผลให้บริษัทขาดทุนสุทธิ 3,360 ล้านบาท แม้จะมีการรับรู้กำไรพิเศษจากการขายเงินลงทุนใน TIC จำนวน 7,100 ล้านบาท แต่ก็ไม่สามารถชดเชยภาระค่าสินไหมทดแทนที่สูงถึง 10,907 ล้านบาทได้ อย่างไรก็ตาม การสนับสนุนทางการเงินจากผู้ถือหุ้นรายใหญ่จำนวน 9,600 ล้านบาท ได้ช่วยบรรเทาผลกระทบได้อย่างมาก ในขณะที่ธุรกิจประกันชีวิตและธุรกิจการเงินยังคงแสดงผลการดำเนินงานที่ดีและมีกำไร การดำเนินการตามแผนเลิกประกอบธุรกิจของ SEIC จะเป็นก้าวสำคัญในการปรับโครงสร้างธุรกิจและลดความเสี่ยงในระยะยาว นักลงทุนควรจับตาความคืบหน้าในการจัดการภาระผูกพันของ SEIC และการเติบโตของธุรกิจประกันชีวิตและธุรกิจการเงินต่อไป
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ TGH ไตรมาส 4/2564
รายได้รวม
39.16
ล้านบาท
↓ 99.3% YoY
กำไรขั้นต้น
4,499.07
ล้านบาท
↓ 2.1% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
11,490.41
%
กำไรสุทธิ
-23.92
ล้านบาท
↓ 286% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
-61.10
%
D/E Ratio
7.40
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
39
↓ -99.3%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
4,499
↓ -2.1%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
-24
↓ -286%
YoY
D/E Ratio
7.40
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — TGH
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
7.40
ROE (%)
10.50
ROA (%)
2.39
Book Value/หุ้น
14.70
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — TGH
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
+1,020
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+1,748
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — TGH
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
1,019.81
-40.73%
|
1,720.56
+1,191.91%
|
133.18
-313.63%
|
-62.34
-99.00%
|
-6,228.59
-535.70%
|
1,429.57
-59.61%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
1,748.28
-347.25%
|
-707.08
-160.60%
|
1,166.88
-15.74%
|
1,384.89
-9.54%
|
1,530.91
-168.63%
|
-2,230.71
-41.93%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
-377.17
-122.19%
|
1,699.83
+60.29%
|
1,060.46
-142.92%
|
-2,470.51
-228.03%
|
1,929.65
-649.71%
|
-351.03
-218.56%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
2,390.68
-4.10%
|
2,492.82
+12.63%
|
2,213.22
-271.10%
|
-1,293.50
-55.67%
|
-2,917.80
+147.33%
|
-1,179.71
+13,066.41%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
3,386.06
+14.71%
|
2,951.93
-11.32%
|
3,328.63
+25.25%
|
2,657.49
-29.53%
|
3,770.92
-23.59%
|
4,935.12
+0.51%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
3,721.02
+9.89%
|
3,386.06
+14.71%
|
2,951.93
-11.32%
|
3,328.63
+25.25%
|
2,657.49
-29.24%
|
3,755.42
-23.90%
|