บริษัท ไทยกรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน)
SET · ประกันภัยและประกันชีวิต
11.20
+0.10 (+0.90%)
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=8968 out_tok=2873 at=2026-07-26T07:55:36 -->
# TGH พลิกขาดทุนสุทธิ Q3/66 สู่กำไร 38 ล้านบาท หลังรายได้ลงทุนหนุน-ค่าใช้จ่ายลด
## รายได้รวมหดตัว 6.4% แต่คุมค่าใช้จ่ายได้ดี หนุนกำไรจากการดำเนินงานฟื้นตัว ขณะที่ภาพรวม 9 เดือนยังขาดทุนสุทธิ
บริษัท ไทยกรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TGH รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2566 พลิกกลับมามีกำไรสุทธิ 38 ล้านบาท จากที่ขาดทุน 78 ล้านบาทในปีก่อน แม้รายได้รวมจะลดลง 6.4% เป็น 4,653 ล้านบาท แต่การบริหารจัดการค่าใช้จ่ายที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายในการรับประกันภัยและต้นทุนทางตรงจากการให้เช่าที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันผลประกอบการ อย่างไรก็ตาม ภาพรวม 9 เดือนแรกของปี 2566 บริษัทยังคงมีผลขาดทุนสุทธิ 190 ล้านบาท
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจสำคัญที่ทำให้ TGH พลิกกลับมามีกำไรสุทธิในไตรมาส 3 ปี 2566 คือ **การบริหารจัดการต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ** โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายในการรับประกันภัยและต้นทุนทางตรงจากการให้เช่า ซึ่งสามารถชดเชยผลกระทบจากรายได้รวมที่ลดลงได้
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
* **ค่าใช้จ่ายในการรับประกันภัยลดลง 5.9%** ในไตรมาส 3 ปี 2566 เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยธุรกิจประกันชีวิตมีค่าใช้จ่ายลดลงจากการสำรองประกันชีวิตที่ลดลงตามเบี้ยรับที่ลดลง แม้ค่าสินไหมทดแทนสุทธิจะเพิ่มขึ้นจากการประกันชีวิตกลุ่ม ส่วนธุรกิจประกันภัยมีค่าใช้จ่ายลดลงจากค่าสินไหมทดแทนสุทธิที่ลดลงในงานประกันภัยรถยนต์ทั้งภาคบังคับและสมัครใจ แม้ต้นทุนการได้มาจะสูงขึ้น
* **ต้นทุนทางตรงจากการให้เช่าลดลง 9.1%** เป็นผลมาจากการลดลงของต้นทุนจากการขายสินทรัพย์ให้เช่าตามสัญญาเช่าดำเนินงาน ซึ่งสอดคล้องกับการลดลงของปริมาณการขายรถยนต์ที่หมดสัญญาเช่า แม้ต้นทุนค่าเสื่อมราคาและค่าซ่อมบำรุงรถยนต์จะเพิ่มขึ้น
* **รายได้จากการลงทุนสุทธิเพิ่มขึ้น 5.7%** เป็นปัจจัยบวกที่ช่วยสนับสนุนผลประกอบการ
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
**ยังไม่ชัดเจน ต้องติดตาม** แม้ว่าการบริหารจัดการต้นทุนในไตรมาส 3 จะทำได้ดี แต่ปัจจัยหลักที่กดดันรายได้รวมยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะรายได้จากธุรกิจประกันชีวิตและประกันภัยที่ลดลงจากการปรับกลยุทธ์การรับประกันภัยและการลดลงของเบี้ยประกันชีวิตรับชำระครั้งเดียว นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น 17.6% และต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้น 23.8% จากอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นและเงินกู้ยืมที่เพิ่มขึ้นเพื่อสนับสนุนธุรกิจรถเช่า เป็นปัจจัยที่ต้องจับตา
## Highlight สำคัญ
* **กำไรสุทธิพลิกเป็น 38 ล้านบาท** ในไตรมาส 3 ปี 2566 จากขาดทุน 78 ล้านบาทในปีก่อน
* **รายได้รวมลดลง 6.4%** เหลือ 4,653 ล้านบาท โดยรายได้ธุรกิจประกันชีวิตลดลง 5.5%, ประกันภัยลดลง 8.3% และธุรกิจการเงินลดลง 8.4%
* **ค่าใช้จ่ายรวมลดลง 3.9%** เหลือ 4,788 ล้านบาท จากการลดลงของค่าใช้จ่ายในการรับประกันภัยและต้นทุนทางตรงจากการให้เช่า
* **รายได้จากการลงทุนสุทธิเพิ่มขึ้น 5.7%** เป็น 484 ล้านบาท
* **ผลการดำเนินงาน 9 เดือนแรกปี 2566 ขาดทุนสุทธิ 190 ล้านบาท** ลดลง 89.9% จากปีก่อนที่ขาดทุน 1,874 ล้านบาท (ซึ่งรวมรายการพิเศษจากการสิ้นสุดการเป็นบริษัทย่อย)
* **สินทรัพย์รวมลดลง 0.6%** อยู่ที่ 83,620 ล้านบาท โดยสินทรัพย์ลงทุนลดลง 3.4% จากการปรับลดมูลค่ายุติธรรมของตราสารทุนและตราสารหนี้
* **ส่วนของผู้ถือหุ้นลดลง 15.7%** อยู่ที่ 8,112 ล้านบาท จากการปรับลดมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนและกำไรสุทธิระหว่างงวด
## ภาพรวมผลประกอบการ
สำหรับไตรมาส 3 ปี 2566 TGH มีรายได้รวม 4,653 ล้านบาท ลดลง 6.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากรายได้ธุรกิจประกันชีวิตที่ลดลง 5.5% จากเบี้ยประกันชีวิตรับชำระครั้งเดียวที่ลดลง แม้เบี้ยประกันชีวิตกลุ่มและรายได้ดอกเบี้ยจะเพิ่มขึ้น ด้านธุรกิจประกันภัย รายได้ลดลง 8.3% จากการเอาประกันภัยต่อในสัดส่วนที่มากขึ้นสำหรับงานประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับ เพื่อบริหารความเสี่ยง แม้เบี้ยประกันภัยรับจะเติบโตต่อเนื่อง ส่วนธุรกิจการเงิน รายได้ลดลง 8.4% จากการลดลงของรายได้จากการขายรถยนต์ที่หมดสัญญาเช่า
ในขณะที่ค่าใช้จ่ายรวมลดลง 3.9% เป็น 4,788 ล้านบาท โดยค่าใช้จ่ายในการรับประกันภัยลดลง 5.9% และต้นทุนทางตรงจากการให้เช่าลดลง 9.1% อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 17.6% และต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น 23.8% จากอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นและเงินกู้ยืมที่เพิ่มขึ้น
ผลประกอบการก่อนภาษีเงินได้ขาดทุน 135 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ขาดทุน 8 ล้านบาท โดยธุรกิจประกันชีวิตมีผลขาดทุนเพิ่มขึ้น 123 ล้านบาท ธุรกิจประกันภัยมีกำไรลดลง 10 ล้านบาท และธุรกิจการเงินมีกำไรลดลง 19 ล้านบาท
เมื่อรวมภาษีเงินได้แล้ว บริษัทมีผลขาดทุนสุทธิ 78 ล้านบาท พลิกกลับมามีกำไรสุทธิ 38 ล้านบาทในไตรมาส 3 ปี 2566
สำหรับผลการดำเนินงานในรอบ 9 เดือนแรกของปี 2566 รายได้รวมอยู่ที่ 12,434 ล้านบาท ลดลง 13.4% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักจากการลดลงของรายได้ธุรกิจประกันชีวิต ประกันภัย และการเงิน ขณะที่ค่าใช้จ่ายรวมลดลง 11.6% ส่งผลให้กำไรก่อนภาษีเงินได้และรายการที่ไม่ใช่การดำเนินงานปกติ อยู่ที่ 223 ล้านบาท ลดลง 58.7% และมีกำไรสุทธิ 190 ล้านบาท ลดลง 89.9% จากปีก่อน ซึ่งมีรายการพิเศษจากการสิ้นสุดการเป็นบริษัทย่อย
## โอกาส
* **การฟื้นตัวของเศรษฐกิจและการบริโภคภาคเอกชน** สนับสนุนธุรกิจให้เช่ารถยนต์ระยะยาว คาดว่าจะขยายตัว 5% ในปี 2566
* **การเติบโตของเบี้ยประกันภัยรับอย่างต่อเนื่อง** ในธุรกิจประกันภัย จากการต่ออายุกรมธรรม์และงานรับประกันภัยลูกค้าใหม่ โดยเฉพาะประกันภัยรถยนต์และทรัพย์สิน
* **การขยายตัวของการรับประกันชีวิตกลุ่ม** และรายได้จากดอกเบี้ยและเงินปันผลรับที่เพิ่มขึ้นในธุรกิจประกันชีวิต
## ความเสี่ยง
* **การแข่งขันที่สูงขึ้นในตลาดรถยนต์มือสอง** จากแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของรถยนต์ไฟฟ้ามือสอง และการเข้ามาของธุรกิจ Subscription
* **การปรับลดมูลค่ายุติธรรมของสินทรัพย์ลงทุน** จากการปรับตัวลดลงของดัชนี SET INDEX และการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ส่งผลกระทบต่อส่วนของผู้ถือหุ้น
* **ต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้น** จากอัตราดอกเบี้ยที่ปรับตัวสูงขึ้นและจำนวนเงินกู้ยืมที่เพิ่มขึ้นเพื่อสนับสนุนการขยายธุรกิจ
* **การปรับสัดส่วนการเอาประกันภัยต่อในงานประกันภัยรถยนต์** เพื่อบริหารความเสี่ยง ส่งผลให้เบี้ยประกันภัยรับที่ถือเป็นรายได้ลดลง
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **แนวโน้มเบี้ยประกันชีวิตรับชำระครั้งเดียว** และกลยุทธ์การขายผ่านช่องทางสถาบันการเงิน
* **การบริหารจัดการค่าสินไหมทดแทนสุทธิ** ในธุรกิจประกันภัย โดยเฉพาะประกันภัยรถยนต์
* **ปริมาณการขายรถยนต์ที่หมดสัญญาเช่า** และผลกระทบต่อรายได้และต้นทุนในธุรกิจการเงิน
* **ทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบาย** และผลกระทบต่อรายได้จากการลงทุนและต้นทุนทางการเงิน
* **การบริหารจัดการต้นทุนทางการเงิน** ท่ามกลางอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: ธุรกิจการเงิน / ธนาคาร / ประกัน / หลักทรัพย์)
**ธุรกิจประกันชีวิต:** เบี้ยประกันชีวิตรับรวมลดลง 17.2% ในไตรมาส 3 ปี 2566 โดยมีเบี้ยประกันชีวิตรับชำระครั้งเดียวขายผ่านช่องทางสถาบันการเงินเป็นส่วนใหญ่ที่ลดลง แต่มีการขยายตัวของการรับประกันชีวิตกลุ่ม รายได้จากการลงทุนเพิ่มขึ้น 5.7% อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายในการรับประกันภัยเพิ่มขึ้นจากการประกันชีวิตกลุ่มเป็นส่วนใหญ่ ส่งผลให้ธุรกิจประกันชีวิตมีผลขาดทุนก่อนภาษีเพิ่มขึ้น
**ธุรกิจประกันภัย:** เบี้ยประกันภัยรับโดยตรงในอุตสาหกรรมเติบโต 3.6% ในไตรมาส 3 ปี 2566 แต่ TGH มีเบี้ยประกันภัยรับโดยตรงลดลง 8.3% เนื่องจากมีการเอาประกันภัยต่อในสัดส่วนที่มากขึ้นเพื่อบริหารความเสี่ยง โดยเฉพาะงานประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับ แม้เบี้ยประกันภัยรับจะเติบโตต่อเนื่องจากการต่ออายุกรมธรรม์และงานรับประกันภัยลูกค้าใหม่ ส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ 1.4% อันดับ 23 ของอุตสาหกรรม ค่าใช้จ่ายในการรับประกันภัยลดลงจากค่าสินไหมทดแทนสุทธิที่ลดลงในงานประกันภัยรถยนต์
**ธุรกิจการเงิน:** ธุรกิจให้เช่ารถยนต์มีแนวโน้มเติบโต 10.2% ในปี 2566 โดย TGH ยังคงครองอันดับ 1 ส่วนแบ่งทางการตลาดจำนวนรถยนต์ให้เช่า แต่รายได้จากธุรกิจการเงินลดลง 8.4% ในไตรมาส 3 ปี 2566 จากการลดลงของรายได้จากการขายรถยนต์ที่หมดสัญญาเช่า เนื่องจากปริมาณการขายลดลง ต้นทุนทางตรงจากการให้เช่าลดลง 9.1% สอดคล้องกับการลดลงของรายได้จากการขายรถยนต์ที่หมดสัญญาเช่า
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี 2566 สินทรัพย์รวมของ TGH อยู่ที่ 83,620 ล้านบาท ลดลง 0.6% จากสิ้นปี 2565 โดยสินทรัพย์ลงทุนลดลง 3.4% จากการปรับลดมูลค่ายุติธรรมของตราสารทุนและตราสารหนี้ หนี้สินรวมเพิ่มขึ้น 1.3% เป็น 75,508 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นหนี้สินจากสัญญาประกันภัยและเงินกู้ยืม ส่วนของผู้ถือหุ้นลดลง 15.7% เป็น 8,112 ล้านบาท สาเหตุหลักมาจากการปรับลดลงของมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุน และกำไรสุทธิระหว่างงวด
## สรุปท้าย
TGH พลิกกลับมามีกำไรสุทธิในไตรมาส 3 ปี 2566 จากการบริหารจัดการต้นทุนและค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายในการรับประกันภัยและต้นทุนทางตรงจากการให้เช่าที่ลดลง ซึ่งช่วยชดเชยรายได้รวมที่หดตัว อย่างไรก็ตาม ภาพรวม 9 เดือนแรกยังคงขาดทุนสุทธิ และความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้น และการปรับลดมูลค่ายุติธรรมของสินทรัพย์ลงทุน ยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดในระยะต่อไป
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ TGH ไตรมาส 3/2566
รายได้รวม
39.16
ล้านบาท
↓ 99.3% YoY
กำไรขั้นต้น
4,499.07
ล้านบาท
↓ 2.1% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
11,490.41
%
กำไรสุทธิ
-23.92
ล้านบาท
↓ 286% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
-61.10
%
D/E Ratio
7.40
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
39
↓ -99.3%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
4,499
↓ -2.1%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
-24
↓ -286%
YoY
D/E Ratio
7.40
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — TGH
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
7.40
ROE (%)
10.50
ROA (%)
2.39
Book Value/หุ้น
14.70
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — TGH
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
+1,020
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+1,748
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — TGH
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
1,019.81
-40.73%
|
1,720.56
+1,191.91%
|
133.18
-313.63%
|
-62.34
-99.00%
|
-6,228.59
-535.70%
|
1,429.57
-59.61%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
1,748.28
-347.25%
|
-707.08
-160.60%
|
1,166.88
-15.74%
|
1,384.89
-9.54%
|
1,530.91
-168.63%
|
-2,230.71
-41.93%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
-377.17
-122.19%
|
1,699.83
+60.29%
|
1,060.46
-142.92%
|
-2,470.51
-228.03%
|
1,929.65
-649.71%
|
-351.03
-218.56%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
2,390.68
-4.10%
|
2,492.82
+12.63%
|
2,213.22
-271.10%
|
-1,293.50
-55.67%
|
-2,917.80
+147.33%
|
-1,179.71
+13,066.41%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
3,386.06
+14.71%
|
2,951.93
-11.32%
|
3,328.63
+25.25%
|
2,657.49
-29.53%
|
3,770.92
-23.59%
|
4,935.12
+0.51%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
3,721.02
+9.89%
|
3,386.06
+14.71%
|
2,951.93
-11.32%
|
3,328.63
+25.25%
|
2,657.49
-29.24%
|
3,755.42
-23.90%
|