บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด (มหาชน)
SET · ธุรกิจการเกษตร
6.55
+0.00 (+0.00%)
สรุปสั้น
กําไรสุทธิในไตรมาส 2/2566 อยู่ที่ 47.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 41.6% จากปีที่ผ่านมา จากการเพิ่มขึ้นของอัตรากําไรขั้นต้นที่ ฟื้นตัวขึ้นตามที่ได้กล่าวมาข้างต้น ในขณะที่สัดส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขายยังคงอยู่ในระดับเดิมที่ 7.0% ทั้งนี้ ในไตรมาส 2/2566 บริษัทได้มีการบันทึกรายการพิเศษที่ เกิดจากการตัดจําหน่าย ฟาร์มทดลองที่จังหวัดตรัง เป็น ค่าใช้จ่ายอื่น จํานวน 20.0 ล้านบาท
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=8749 out_tok=2927 at=2026-07-26T07:11:37 -->
TFM Q4/2565 กำไรสุทธิวูบ 57.3% ต้นทุนวัตถุดิบพุ่งกดดัน GPM
รายได้รวมเติบโต 12.1% จากอาหารกุ้งฟื้นตัว แต่กำไรขั้นต้นหดตัวต่อเนื่องจากราคาวัตถุดิบโลกที่ยังสูง ฝ่ายจัดการเร่งปรับกลยุทธ์เน้นสินค้าทำกำไรสูง
บริษัท ไทยยูเนี่ยนฟีดมิลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TFM รายงานผลประกอบการไตรมาส 4 ปี 2565 มีรายได้จากการขาย 1,227.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหนุนจากยอดขายอาหารกุ้งที่เติบโต 17.6% และอาหารสัตว์บกที่เพิ่มขึ้น 13.0% อย่างไรก็ตาม กำไรสุทธิกลับลดลงถึง 57.3% มาอยู่ที่ 16.9 ล้านบาท เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจหลักที่ทำให้อัตรากำไรของ TFM ในไตรมาส 4/2565 ปรับลดลง คือ **แรงกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบหลักที่ยังคงอยู่ในระดับสูง** ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่ออัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ที่ลดลงจาก 9.4% ในไตรมาส 4/2564 มาอยู่ที่ 7.4% ในไตรมาส 4/2565 แม้ว่ารายได้จากการขายจะเติบโต 12.1% ก็ตาม นอกจากนี้ ผลการดำเนินงานของบริษัทย่อยในประเทศอินโดนีเซีย (TUKL) ที่ยังขาดทุนในช่วงเริ่มต้นก็เป็นอีกปัจจัยที่กดดันกำไรสุทธิ
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
ฝ่ายจัดการระบุว่า ราคาวัตถุดิบหลัก เช่น กากถั่วเหลือง ปลาป่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และแป้งสาลี มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในปี 2565 เมื่อเทียบกับปี 2564 โดยราคาเฉลี่ยของกากถั่วเหลืองเพิ่มขึ้น 17.6%, ปลาป่น 12.5%, ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 19.6% และแป้งสาลี 37.4% การเพิ่มขึ้นของต้นทุนวัตถุดิบนี้ส่งผลให้ต้นทุนขายของบริษัทฯ ในไตรมาส 4/2565 เพิ่มขึ้น 14.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้ว่าปริมาณการขายจะลดลง 7.7% ก็ตาม การที่บริษัทฯ ไม่สามารถผลักภาระต้นทุนไปยังราคาขายสินค้าได้ทั้งหมด ทำให้ GPM ถูกบีบแคบลง ประกอบกับผลขาดทุนจากบริษัทย่อย TUKL ที่เริ่มรับรู้ค่าใช้จ่ายในปี 2565 ทำให้กำไรสุทธิลดลง 57.3% เมื่อเทียบกับปีก่อน
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
**ลักษณะครั้งคราว** จากข้อมูลที่ปรากฏ ฝ่ายจัดการได้พยายามปรับกลยุทธ์โดยการ **"มุ่งเน้นการขายสินค้าในกลุ่มที่มีความสามารถในการทำกำไร"** เช่น อาหารปลากะพง และอาหารสัตว์บกในปากีสถาน ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีในการบริหารจัดการ GPM ในระยะต่อไป อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ราคาวัตถุดิบโลกยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด และผลการดำเนินงานของบริษัทย่อย TUKL ที่ยังขาดทุนในช่วงเริ่มต้น อาจส่งผลกระทบต่อกำไรในระยะสั้น แต่หากสามารถปรับปรุงการดำเนินงานให้ถึงจุดคุ้มทุนได้ ก็จะเป็นปัจจัยบวกในอนาคต
## Highlight สำคัญ
* **รายได้เติบโต 12.1%:** ยอดขายรวมในไตรมาส 4/2565 อยู่ที่ 1,227.5 ล้านบาท หนุนโดยยอดขายอาหารกุ้งที่เพิ่มขึ้น 17.6% และอาหารสัตว์บกที่เพิ่มขึ้น 13.0%
* **กำไรสุทธิหดตัว 57.3%:** กำไรสุทธิอยู่ที่ 16.9 ล้านบาท ลดลงอย่างมีนัยสำคัญจาก 39.4 ล้านบาทในปีก่อนหน้า
* **GPM ถูกกดดัน:** อัตรากำไรขั้นต้นลดลงจาก 9.4% เป็น 7.4% เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบหลักปรับตัวสูงขึ้น
* **ปริมาณขายอาหารปลารวมลดลง:** แม้รายได้อาหารปลาจะโต 3.1% แต่ปริมาณขายลดลง 18.5% จากการปรับพอร์ตเน้นสินค้ากำไรสูง
* **ต้นทุนขายเพิ่ม 14.6%:** เป็นผลมาจากราคาวัตถุดิบในตลาดโลกที่สูงขึ้น
* **ค่าใช้จ่ายขายและบริหารลดลง 9.8%:** มาจากการควบคุมค่าใช้จ่ายภายในบริษัท
## ภาพรวมผลประกอบการ
ในไตรมาส 4 ปี 2565 TFM มีรายได้จากการขาย 1,227.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากการเติบโตของยอดขายอาหารกุ้ง 17.6% และอาหารสัตว์บก 13.0% อย่างไรก็ตาม ปริมาณการขายโดยรวมลดลง 7.7% ซึ่งสะท้อนถึงการปรับกลยุทธ์การขายสินค้า ในขณะที่ต้นทุนขายเพิ่มขึ้น 14.6% ส่งผลให้กำไรขั้นต้นลดลง 11.9% มาอยู่ที่ 90.2 ล้านบาท และกำไรสุทธิลดลง 57.3% มาอยู่ที่ 16.9 ล้านบาท โดยมีอัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ 1.4% ลดลงจาก 3.6% ในปีก่อนหน้า
สำหรับภาพรวมทั้งปี 2565 บริษัทฯ มีรายได้จากการขาย 4,888.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.4% แม้ว่าปริมาณการขายจะลดลง 5.1% แต่กำไรสุทธิทั้งปีลดลง 48.2% มาอยู่ที่ 109.5 ล้านบาท
## โอกาส
* **การฟื้นตัวของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว:** ส่งผลดีต่อปริมาณการขายอาหารปลากะพงที่เพิ่มขึ้น 74.3% ในไตรมาส 4/2565
* **การขยายตลาดอาหารสัตว์บกในปากีสถาน:** การเริ่มจำหน่ายสินค้ากลุ่มอาหารสัตว์บกของ AMG-TFM ในปากีสถานในช่วงฤดูหนาว ช่วยชดเชยยอดขายอาหารปลาที่ลดลง
* **การปรับกลยุทธ์เน้นสินค้ากำไรสูง:** การมุ่งเน้นขายสินค้าในกลุ่มที่มีความสามารถในการทำกำไรสูง เช่น อาหารปลากะพง และการปรับพอร์ตสินค้า จะช่วยเพิ่ม GPM ในระยะยาว
* **แนวโน้มความต้องการอาหารสัตว์ปี 2566 เพิ่มขึ้น:** สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทยคาดการณ์ความต้องการอาหารสัตว์ปี 2566 จะเพิ่มขึ้น 4.8% โดยเฉพาะอาหารสุกร และอาหารกุ้งคาดเติบโต 2.0%
## ความเสี่ยง
* **ความผันผวนของราคาวัตถุดิบหลัก:** ราคาวัตถุดิบ เช่น กากถั่วเหลือง ปลาป่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และแป้งสาลี ยังคงมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตและอัตรากำไร
* **ผลการดำเนินงานของบริษัทย่อย:** ผลขาดทุนที่ยังคงมีอยู่ในบริษัทย่อย TUKL ในประเทศอินโดนีเซีย ยังคงเป็นปัจจัยกดดันผลประกอบการโดยรวม
* **ฤดูกาลผลิต:** การลดลงของปริมาณการเลี้ยงกุ้งและปลาในช่วงฤดูหนาว หรือสภาพอากาศที่เย็นลง ส่งผลกระทบต่อปริมาณการขายตามฤดูกาล
* **การแข่งขันในอุตสาหกรรม:** แม้จะไม่ได้ระบุชัดเจนในเอกสาร แต่การแข่งขันในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องพิจารณา
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **ทิศทางราคาวัตถุดิบหลัก:** การเปลี่ยนแปลงของราคาวัตถุดิบสำคัญ เช่น กากถั่วเหลืองและปลาป่น จะส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนและ GPM
* **ผลการดำเนินงานของ TUKL:** ความคืบหน้าในการปรับปรุงผลประกอบการของบริษัทย่อยในอินโดนีเซีย เพื่อให้ถึงจุดคุ้มทุน
* **ความสามารถในการผลักภาระต้นทุน:** กลยุทธ์การปรับราคาขายสินค้าเพื่อสะท้อนต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น
* **ปริมาณการขายอาหารกุ้ง:** การฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของอุตสาหกรรมกุ้ง และผลจากการลงทุนเพิ่มในไลน์การผลิตอาหารกุ้งที่มหาชัย
* **การบริหารจัดการสต็อก:** การบริหารจัดการปริมาณสินค้าคงคลังให้เหมาะสมกับความต้องการของตลาด
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: เกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร)
**รายได้จากการขาย:** ในไตรมาส 4/2565 รายได้รวมเติบโต 12.1% มาที่ 1,227.5 ล้านบาท โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนหลักจาก:
* **อาหารกุ้ง:** รายได้เพิ่มขึ้น 17.6% เป็น 658.7 ล้านบาท แม้ปริมาณขายลดลง 2.6% แต่ราคาขายเฉลี่ยต่อหน่วยเพิ่มขึ้น 20.8% สะท้อนการมุ่งเน้นสินค้ากำไรสูง
* **อาหารปลา:** รายได้เพิ่มขึ้น 3.1% เป็น 427.8 ล้านบาท แม้ปริมาณขายลดลง 18.5% แต่ราคาขายเฉลี่ยต่อหน่วยเพิ่มขึ้น 26.5% โดยเฉพาะอาหารปลากะพงที่ปริมาณขายเพิ่มขึ้น 74.3%
* **อาหารสัตว์บก:** รายได้เพิ่มขึ้น 13.0% เป็น 120.5 ล้านบาท จากปริมาณขายที่เพิ่มขึ้น 3.1% โดยเฉพาะในปากีสถาน
**ต้นทุนขายและกำไรขั้นต้น:** ต้นทุนขายเพิ่มขึ้น 14.6% เป็น 1,137.3 ล้านบาท ตามราคาวัตถุดิบโลกที่สูงขึ้น ส่งผลให้ GPM ลดลงจาก 9.4% เป็น 7.4% และกำไรขั้นต้นลดลง 11.9%
**ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร:** ลดลง 9.8% เป็น 75.8 ล้านบาท จากการควบคุมค่าใช้จ่าย
**การดำเนินงานในต่างประเทศ:** บริษัทย่อย TUKL ในอินโดนีเซียยังคงมีผลขาดทุนในช่วงเริ่มต้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาพรวมกำไร
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ สิ้นไตรมาส 4/2565 บริษัทฯ มีสินทรัพย์รวม 3,201.9 ล้านบาท ลดลง 4.2% จากสิ้นปีก่อนหน้า โดยมีสาเหตุหลักจากการชำระคืนเงินกู้ยืมระยะยาวของ TUKL เพื่อลดต้นทุนทางการเงิน หนี้สินรวมลดลง 19.4% มาอยู่ที่ 757.9 ล้านบาท ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้น 1.7% เป็น 2,444.0 ล้านบาท
กระแสเงินสดจากการดำเนินงานในปี 2565 อยู่ที่ 32.1 ล้านบาท โดยมี EBITDA 292.3 ล้านบาท เงินทุนสุทธิที่ใช้ไปในการลงทุน 20.4 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในไลน์การผลิตอาหารกุ้งที่โรงงานมหาชัย เงินสดสุทธิใช้ไปจากการจัดหาเงินทุน 155.1 ล้านบาท เป็นผลจากการชำระคืนเงินกู้ยืมระยะยาวของ TUKL และการจ่ายเงินปันผล
อัตราส่วนสภาพคล่องอยู่ที่ 2.5 เท่า ลดลงจาก 2.9 เท่า ในปีก่อนหน้า
## สรุปท้าย
TFM ในไตรมาส 4/2565 เผชิญกับแรงกดดันด้านต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบโดยตรงต่ออัตรากำไรขั้นต้นที่ลดลง แม้รายได้จากการขายจะเติบโตได้ดีจากการฟื้นตัวของอาหารกุ้งและการปรับกลยุทธ์การขายสินค้ากำไรสูง ฝ่ายจัดการกำลังเร่งปรับตัวเพื่อบริหารจัดการ GPM และลดผลกระทบจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ความผันผวนของราคาวัตถุดิบโลกและผลการดำเนินงานของบริษัทย่อยยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในระยะต่อไป
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ TFM ไตรมาส 2/2023
รายได้รวม
1,649.04
ล้านบาท
↑ 13.9% YoY
กำไรขั้นต้น
364.90
ล้านบาท
↑ 24.5% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
22.13
%
กำไรสุทธิ
184.33
ล้านบาท
↑ 22.1% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
11.18
%
D/E Ratio
0.42
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
1,649
↑ + 13.9%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
365
↑ + 24.5%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
184
↑ + 22.1%
YoY
D/E Ratio
0.42
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — TFM
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
0.42
ROE (%)
29.00
ROA (%)
20.93
Book Value/หุ้น
2.69
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — TFM
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-216
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+117
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — TFM
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
-216.20
+252.06%
|
-61.41
+121.94%
|
-27.67
-85.52%
|
-191.08
-341.23%
|
79.21
-85.93%
|
563.04
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
117.19
+170.09%
|
43.39
-120.61%
|
-210.48
-5.57%
|
-222.90
+204.55%
|
-73.19
-76.94%
|
-317.37
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
408.41
+6,192.91%
|
6.49
-110.22%
|
-63.49
-61.66%
|
-165.60
-147.38%
|
349.52
-267.81%
|
-208.28
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
309.40
-2,962.16%
|
-10.81
-96.42%
|
-301.65
+0.32%
|
-300.69
-233.00%
|
226.09
+504.84%
|
37.38
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
1,075.03
+177.58%
|
387.28
+134.16%
|
165.39
-52.25%
|
346.38
+190.42%
|
119.27
+29.29%
|
92.25
+83.36%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
654.19
-39.15%
|
1,075.03
+177.58%
|
387.28
+134.16%
|
165.39
-52.25%
|
346.38
+190.42%
|
119.27
+29.28%
|