บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด (มหาชน)
SET · ธุรกิจการเกษตร
6.55
+0.00 (+0.00%)
สรุปสั้น
กําไรสุทธิในไตรมาส 2/2566 อยู่ที่ 47.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 41.6% จากปีที่ผ่านมา จากการเพิ่มขึ้นของอัตรากําไรขั้นต้นที่ ฟื้นตัวขึ้นตามที่ได้กล่าวมาข้างต้น ในขณะที่สัดส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขายยังคงอยู่ในระดับเดิมที่ 7.0% ทั้งนี้ ในไตรมาส 2/2566 บริษัทได้มีการบันทึกรายการพิเศษที่ เกิดจากการตัดจําหน่าย ฟาร์มทดลองที่จังหวัดตรัง เป็น ค่าใช้จ่ายอื่น จํานวน 20.0 ล้านบาท
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=8310 out_tok=2896 at=2026-07-26T07:21:20 -->
# TFM Q4/2564 กำไรสุทธิหด 44.3% กดดันหนักจากต้นทุนวัตถุดิบพุ่ง
## รายได้ทรงตัวแต่ GPM ร่วงแรง ฝ่ายจัดการชี้ต้นทุนวัตถุดิบพุ่งกระทบผลประกอบการทั้งปี
บริษัท ไทยยูเนี่ยนฟีดมิลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TFM รายงานผลประกอบการไตรมาส 4 ปี 2564 มีกำไรสุทธิ 39.4 ล้านบาท ลดลง 44.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า แม้รายได้จากการขายจะทรงตัว แต่ถูกกดดันอย่างหนักจากต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และกระทบต่อผลประกอบการทั้งปี
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจหลักที่ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นและกำไรสุทธิของ TFM ในไตรมาส 4 ปี 2564 และทั้งปี 2564 ปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ คือ **ต้นทุนวัตถุดิบหลักที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง** โดยเฉพาะกากถั่วเหลืองและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนขายและอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ที่ลดลงจาก 14.3% ใน Q4/2563 เหลือ 9.4% ใน Q4/2564 และจาก 16.6% ในปี 2563 เหลือ 10.4% ในปี 2564
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
ราคาวัตถุดิบหลัก เช่น กากถั่วเหลืองและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในปี 2564 โดยราคาเฉลี่ยกากถั่วเหลืองเพิ่มขึ้น 29.5% และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพิ่มขึ้น 6.0% เมื่อเทียบกับปี 2563 แม้ราคาปลาป่นจะปรับลดลงเล็กน้อย แต่การเพิ่มขึ้นของวัตถุดิบหลักส่งผลให้ต้นทุนขายเฉลี่ยต่อหน่วยเพิ่มขึ้น 4.3% ใน Q4/2564 และเพิ่มขึ้น 22.6% สำหรับทั้งปี 2564 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า เมื่อต้นทุนขายเพิ่มขึ้นแต่ราคาขายสินค้าไม่สามารถปรับขึ้นตามได้ทันท่วงที หรือมีการปรับสัดส่วนสินค้าที่ทำกำไรได้น้อยลง ทำให้ GPM ถูกกดดันอย่างหนัก นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่เพิ่มขึ้นจากการตั้งสำรองผลประโยชน์พนักงานและค่าเชื้อเพลิงในการขนส่งก็เป็นปัจจัยรองที่ส่งผลกระทบต่อกำไรสุทธิเช่นกัน
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
**มีโอกาสต่อเนื่อง แต่ต้องติดตามสถานการณ์ราคาวัตถุดิบอย่างใกล้ชิด** ฝ่ายจัดการระบุว่าราคาวัตถุดิบหลักเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันอัตรากำไรมาตลอดทั้งปี 2564 และยังคงเป็นความท้าทายในระยะต่อไป แม้ว่าบริษัทฯ จะพยายามปรับกลยุทธ์โดยมุ่งเน้นสินค้าที่สามารถทำกำไรได้สูงขึ้น เช่น อาหารสุกร และมีการปรับสัดส่วนสินค้าที่ต้องการขาย แต่แนวโน้มราคาวัตถุดิบในตลาดโลกยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดว่าจะส่งผลกระทบต่อ GPM และกำไรสุทธิในระยะถัดไปอย่างไร
## Highlight สำคัญ
* **รายได้รวมปี 2564 เติบโต 14.1%** สู่ระดับ 4,773.1 ล้านบาท โดยได้แรงหนุนจากยอดขายอาหารกุ้งที่เติบโต 14.1% และอาหารสัตว์บกที่เติบโต 41.3%
* **กำไรสุทธิปี 2564 ลดลง 48.6%** เหลือ 211.5 ล้านบาท จาก 411.7 ล้านบาทในปี 2563
* **อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) หดตัวแรง** ใน Q4/2564 อยู่ที่ 9.4% (จาก 14.3% YoY) และทั้งปี 2564 อยู่ที่ 10.4% (จาก 16.6% YoY)
* **ต้นทุนขายปี 2564 เพิ่มขึ้น 22.6%** จากปีก่อนหน้า โดยมีปัจจัยหลักจากราคาวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง
* **ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารปี 2564 เพิ่มขึ้น 9.6%** จากปีก่อนหน้า โดยมีปัจจัยจากค่าขนส่งและค่าเดินทางที่สูงขึ้น
* **ฐานะการเงินแข็งแกร่งขึ้น** หลังการเพิ่มทุน โดยสินทรัพย์รวมเพิ่มขึ้น 33.8% และหนี้สินรวมลดลง 7.5% ทำให้อัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อทุนสุทธิเป็น 0
## ภาพรวมผลประกอบการ
TFM รายงานรายได้จากการขายในไตรมาส 4 ปี 2564 อยู่ที่ 1,095.0 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยมีปริมาณการขายเพิ่มขึ้น 2.4% การเติบโตของรายได้มาจากยอดขายอาหารกุ้งที่เพิ่มขึ้น 11.4% และอาหารสัตว์บกที่เพิ่มขึ้น 47.1% แต่ถูกหักล้างด้วยยอดขายอาหารปลาที่ลดลง 11.5% สำหรับทั้งปี 2564 รายได้จากการขายรวมอยู่ที่ 4,773.1 ล้านบาท เติบโต 14.1% จากปีก่อนหน้า
อย่างไรก็ตาม กำไรขั้นต้นในไตรมาส 4/2564 ลดลง 34.2% มาอยู่ที่ 102.4 ล้านบาท ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลงเหลือ 9.4% และสำหรับทั้งปี 2564 กำไรขั้นต้นลดลง 28.7% มาอยู่ที่ 494.9 ล้านบาท โดยมีอัตรากำไรขั้นต้น 10.4% สาเหตุหลักมาจากต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
กำไรสุทธิในไตรมาส 4/2564 อยู่ที่ 39.4 ล้านบาท ลดลง 44.3% จาก 70.8 ล้านบาทในปีก่อนหน้า และกำไรสุทธิทั้งปี 2564 อยู่ที่ 211.5 ล้านบาท ลดลง 48.6% จาก 411.7 ล้านบาทในปี 2563
## โอกาส
* **ความต้องการอาหารสัตว์น้ำเติบโต:** สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทยคาดการณ์ว่าความต้องการอาหารสัตว์น้ำจะเติบโตขึ้น โดยเฉพาะอาหารกุ้งที่คาดว่าจะเติบโต 11.0% จากอุปสงค์การบริโภคสัตว์น้ำที่เพิ่มขึ้นและราคาสัตว์น้ำที่จูงใจเกษตรกร
* **การมุ่งเน้นสินค้ากำไรสูง:** บริษัทฯ มีการมุ่งเน้นสินค้าที่สามารถทำกำไรได้สูง เช่น อาหารสุกร ซึ่งช่วยหนุนรายได้และอัตรากำไรในกลุ่มอาหารสัตว์บก
* **การขยายธุรกิจในต่างประเทศ:** การลงทุนในบริษัทย่อยที่ประเทศอินโดนีเซีย (TUKL) เป็นการขยายฐานการผลิตและตลาดในต่างประเทศ ซึ่งอาจเป็นโอกาสในการเติบโตในอนาคต
## ความเสี่ยง
* **ความผันผวนของราคาวัตถุดิบ:** ราคาวัตถุดิบหลัก เช่น กากถั่วเหลืองและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มีแนวโน้มผันผวนและปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันอัตรากำไรขั้นต้นและกำไรสุทธิอย่างต่อเนื่อง
* **โรคระบาดในสุกร:** การแพร่ระบาดของโรคในสุกรส่งผลให้ปริมาณการเลี้ยงสุกรลดลง ซึ่งกระทบต่อยอดขายอาหารสัตว์บก
* **ฤดูกาลผลิต:** ยอดขายอาหารกุ้งและอาหารปลาได้รับผลกระทบจากฤดูกาลผลิต ซึ่งอาจทำให้ปริมาณการขายลดลงในช่วงเวลาที่อากาศเย็นลง หรือช่วงฤดูหนาวในบางพื้นที่
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **แนวโน้มราคาวัตถุดิบหลัก:** ติดตามการเปลี่ยนแปลงของราคาวัตถุดิบ เช่น กากถั่วเหลืองและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ว่าจะปรับตัวขึ้นหรือลง และส่งผลกระทบต่อ GPM อย่างไร
* **กลยุทธ์การปรับราคาขาย:** บริษัทฯ จะสามารถปรับราคาขายสินค้าให้สะท้อนต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้นได้มากน้อยเพียงใด เพื่อรักษาอัตรากำไร
* **การฟื้นตัวของอุตสาหกรรมสุกร:** จับตาการควบคุมโรคระบาดในสุกรและการฟื้นตัวของอุตสาหกรรม ซึ่งจะส่งผลต่อความต้องการอาหารสัตว์บก
* **ผลการดำเนินงานของบริษัทย่อยในอินโดนีเซีย:** ติดตามการเติบโตและผลกำไรของ TUKL ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการขยายธุรกิจในต่างประเทศ
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: เกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร)
* **ปริมาณการขาย:** แม้รายได้รวมจะเติบโต แต่ปริมาณการขายอาหารปลาลดลง 11.5% ใน Q4/2564 YoY เนื่องจากบริษัทฯ ปรับสัดส่วนสินค้าที่ต้องการขาย ทำให้ราคาขายเฉลี่ยต่อหน่วยอาหารปลาเพิ่มขึ้น 1.2% ส่วนอาหารสัตว์บกปริมาณขายเพิ่มขึ้น 26.6% แต่รายได้ลดลง 10.8% QoQ จากการแพร่ระบาดของโรคในสุกร
* **ราคาขายเฉลี่ย:** มีการปรับราคาขายเฉลี่ยต่อหน่วยในสินค้าบางประเภท เช่น อาหารสัตว์บก เพื่อมุ่งเน้นสินค้าที่ทำกำไรได้สูง
* **ฤดูกาลผลิต:** ยอดขายอาหารกุ้งลดลง 19.1% QoQ เนื่องจากอากาศเย็นลงทำให้เกษตรกรลดปริมาณการเลี้ยงกุ้ง และยอดขายอาหารปลาในปากีสถานลดลงช่วงฤดูหนาว
* **ต้นทุนวัตถุดิบ:** ราคาเฉลี่ยกากถั่วเหลืองปี 2564 เพิ่มขึ้น 29.5% YoY และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพิ่มขึ้น 6.0% YoY
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ สิ้นปี 2564 บริษัทฯ มีสินทรัพย์รวม 3,343.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33.8% จากปีก่อนหน้า ส่วนใหญ่มาจากการเพิ่มขึ้นของเงินสดและเงินลงทุนระยะสั้นจากการเพิ่มทุน และการเพิ่มขึ้นของที่ดินอาคารและอุปกรณ์ของ TUKL หนี้สินรวมลดลง 7.5% มาอยู่ที่ 940.1 ล้านบาท จากการลดลงของเงินกู้ยืมระยะสั้น ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้น 62.1% มาอยู่ที่ 2,403.4 ล้านบาท จากการออกหุ้นเพิ่มทุน
กระแสเงินสดจากการดำเนินงานในปี 2564 อยู่ที่ 302.7 ล้านบาท EBITDA อยู่ที่ 360.4 ล้านบาท เงินทุนสุทธิที่ใช้ไปในการลงทุนอยู่ที่ 578.8 ล้านบาท ส่วนใหญ่ใช้ในการลงทุนที่ TUKL และเงินลงทุนระยะสั้น เงินสดสุทธิได้มาจากการจัดหาเงินทุน 502.1 ล้านบาท จากการรับเงินเพิ่มทุน 1,186.9 ล้านบาท และนำไปชำระหนี้สิน 359.5 ล้านบาท
อัตราส่วนสภาพคล่องเพิ่มขึ้นจาก 1.3 เท่า เป็น 2.9 เท่า อัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อทุนสุทธิเท่ากับ 0 จากการชำระหนี้สินหลังการเพิ่มทุน อัตราส่วนความสามารถในการทำกำไร เช่น ROCE, ROE, ROA ปรับลดลงในปี 2564 เนื่องจากอัตรากำไรลดลงจากราคาวัตถุดิบที่สูงขึ้น
## สรุปท้าย
TFM เผชิญความท้าทายด้านต้นทุนวัตถุดิบที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในปี 2564 ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่ออัตรากำไรขั้นต้นและกำไรสุทธิที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้รายได้จากการขายจะยังคงเติบโตได้จากความต้องการอาหารสัตว์น้ำที่เพิ่มขึ้นและการมุ่งเน้นสินค้ากำไรสูง แต่แรงกดดันด้านต้นทุนยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดในระยะต่อไป ขณะที่ฐานะการเงินของบริษัทฯ แข็งแกร่งขึ้นอย่างมากหลังจากการเพิ่มทุน ซึ่งช่วยลดภาระหนี้สินและเพิ่มสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจ
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ TFM ไตรมาส 2/2023
รายได้รวม
1,649.04
ล้านบาท
↑ 13.9% YoY
กำไรขั้นต้น
364.90
ล้านบาท
↑ 24.5% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
22.13
%
กำไรสุทธิ
184.33
ล้านบาท
↑ 22.1% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
11.18
%
D/E Ratio
0.42
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
1,649
↑ + 13.9%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
365
↑ + 24.5%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
184
↑ + 22.1%
YoY
D/E Ratio
0.42
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — TFM
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
0.42
ROE (%)
29.00
ROA (%)
20.93
Book Value/หุ้น
2.69
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — TFM
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-216
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+117
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — TFM
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
-216.20
+252.06%
|
-61.41
+121.94%
|
-27.67
-85.52%
|
-191.08
-341.23%
|
79.21
-85.93%
|
563.04
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
117.19
+170.09%
|
43.39
-120.61%
|
-210.48
-5.57%
|
-222.90
+204.55%
|
-73.19
-76.94%
|
-317.37
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
408.41
+6,192.91%
|
6.49
-110.22%
|
-63.49
-61.66%
|
-165.60
-147.38%
|
349.52
-267.81%
|
-208.28
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
309.40
-2,962.16%
|
-10.81
-96.42%
|
-301.65
+0.32%
|
-300.69
-233.00%
|
226.09
+504.84%
|
37.38
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
1,075.03
+177.58%
|
387.28
+134.16%
|
165.39
-52.25%
|
346.38
+190.42%
|
119.27
+29.29%
|
92.25
+83.36%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
654.19
-39.15%
|
1,075.03
+177.58%
|
387.28
+134.16%
|
165.39
-52.25%
|
346.38
+190.42%
|
119.27
+29.28%
|