บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)
SET · อาหารและเครื่องดื่ม
12.80
+0.60 (+4.92%)
สรุปสั้น
กำไรที่เพิ่มขึ้นเป็นผลจากธุรกิจหลักที่มียอดขายเพิ่มขึ้นและมีอัตรากําไรในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับส่วนแบ่งขาดทุนจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมที่ลดลง และกําไรจากอัตราแลกเปลี่ยนที่เพิ่มขึ้นช่วยลดผลกระทบจาก ความท้าทายในห่วงโซ่อุปทาน
โดยรายได้รวม Q4/64 เพิ่มขึ้น 15.1% เนื่องจากธุรกิจอาหารทะเลแปรรูปเติบโต 4.9% ธุรกิจ อาหารทะเลแช่แข็งและแช่เย็นฟื้นตัว 21.0% และธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงและ ผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่าเติบโตอย่างแข็งแกร่งที่ 272% จากช่วงเดียวกันปี ก่อนหน้า และมีกําไรจากอัตราแลกเปลี่ยนที่เพิ่มขึ้นในปี 2564 บริษัทฯ รายงานยอดขายรวม 141.0 พันล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดย เพิ่มขึ้น 6.5% จากปีก่อน
ในส่วนของกำไรขั้นต้น อัตรากําไรขั้นต้นในไตรมาส 4/2564 และปี 2564 อยู่ในระดับสูงที่ 18.2% จากอัตรากําไรขั้นต้นของธุรกิจอาหาร ทะเลแช่แข็งและแช่เย็นเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก ขณะที่ธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง และผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า และธุรกิจอาหารทะเลแปรรูปยังมีอัตรากําไร ขั้นต้นที่เพิ่มขึ้นเช่นกันแม้ราคาวัตถุดิบและต้นทุนค่าขนส่งปรับตัวสูงขึ้น
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=19154 out_tok=3120 at=2026-07-26T11:09:51 -->
# TU กำไรสุทธิ Q3/2566 ดิ่ง 52.3% รับผลขาดทุน FX-Dilution Effect แต่ GPM-Op. Margin ดีขึ้น
## รายได้-กำไรสุทธิปรับตัวตามปัจจัยพิเศษ ขณะที่ฝ่ายจัดการเน้นการบริหารต้นทุนและ GPM ที่แข็งแกร่งขึ้น
บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2566 มีกำไรสุทธิ 1,206 ล้านบาท ลดลง 52.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้ว่ากำไรขั้นต้น (GPM) และกำไรจากการดำเนินงาน (Operating Margin) จะปรับตัวดีขึ้น แต่ได้รับผลกระทบจากรายการขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนและผลกระทบจากการเจือจางของหุ้นบริษัท ไอ-เทล (ITC)
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจหลักที่ทำกำไรสุทธิของ TU ในไตรมาส 3/2566 ปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ คือ **รายการที่ไม่ได้เกิดจากการดำเนินงานตามปกติของธุรกิจ** โดยเฉพาะ **ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนจำนวน 268 ล้านบาท** (เทียบกับกำไร 792 ล้านบาทในปีก่อน) และ **ผลกระทบจากการเจือจางของหุ้นบริษัท ไอ-เทล (ITC) จำนวน 324 ล้านบาท** ซึ่งหักล้างผลบวกจากกำไรขั้นต้นที่เพิ่มขึ้น 8.4% QoQ และอัตรากำไรจากการดำเนินงานที่สูงสุดในรอบ 9 ไตรมาส
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
* **ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน:** เกิดจากกิจกรรมจัดหาเงินจำนวน 285 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจากการแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยที่ป้องกันความเสี่ยงไว้สำหรับเงินกู้ยืมระหว่างบริษัท อันเป็นผลมาจากอัตราดอกเบี้ยในตลาดที่สูงขึ้น
* **ผลกระทบจากการเจือจางของหุ้น ITC:** การเพิ่มทุนของบริษัท ไอ-เทล (ITC) ส่งผลให้สัดส่วนการถือหุ้นของ TU ลดลง ทำให้เกิดผลกระทบเชิงลบต่อกำไรสุทธิ
* **ปัจจัยบวกที่ถูกหักล้าง:** แม้กำไรสุทธิจะลดลง แต่ฝ่ายจัดการได้เน้นย้ำถึงการปรับตัวดีขึ้นของ **อัตรากำไรขั้นต้น (GPM)** ที่ 18.4% (สูงสุดอันดับสองของประวัติการณ์) และ **อัตรากำไรจากการดำเนินงาน** ที่ 6.4% (สูงสุดในรอบ 9 ไตรมาส) ซึ่งเป็นผลมาจากการบริหารต้นทุนวัตถุดิบ (โดยเฉพาะปลาทูน่าที่ราคาเพิ่มขึ้น +8.0% YoY แต่บางส่วนถูกชดเชยด้วย GPM ที่ดีขึ้นในธุรกิจอาหารแช่แข็งและแช่เย็น) และการควบคุมค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) ที่ลดลง 20.1% YoY จากต้นทุนค่าขนส่งที่ลดลง
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
**ลักษณะครั้งคราว** สำหรับรายการขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนและผลกระทบจากการเจือจางของหุ้น ITC โดยทั่วไปรายการเหล่านี้มักเป็นเหตุการณ์เฉพาะช่วงเวลา อย่างไรก็ตาม ฝ่ายจัดการได้ระบุว่ามีการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนอยู่เสมอเพื่อลดความผันผวน ซึ่งอาจช่วยบรรเทาผลกระทบในอนาคตได้ ส่วนแนวโน้ม GPM และ Operating Margin ที่ดีขึ้นนั้น มีโอกาส **มีโอกาสต่อเนื่อง** จากกลยุทธ์การปรับขนาดธุรกิจในสหรัฐอเมริกา การจัดการสินค้าคงคลังที่ดีขึ้น และการควบคุมต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ
## Highlight สำคัญ
* **กำไรสุทธิ Q3/2566 อยู่ที่ 1,206 ล้านบาท ลดลง 52.3% YoY** จากผลกระทบขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยน 268 ล้านบาท และ Dilution effect ของ ITC 324 ล้านบาท
* **ยอดขายรวม 33,915 ล้านบาท ลดลง 16.8% YoY** สาเหตุหลักจากปริมาณการขายลดลงในทุกกลุ่มธุรกิจหลัก และราคาขายเฉลี่ยที่ลดลง
* **อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) แตะ 18.4%** เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 18.2% ในปีก่อน และเป็นระดับสูงสุดอันดับสองของประวัติการณ์
* **อัตรากำไรจากการดำเนินงาน (Operating Margin) อยู่ที่ 6.4%** สูงสุดในรอบ 9 ไตรมาส จากการควบคุมค่าใช้จ่าย SG&A ที่ลดลง 20.1% YoY
* **กระแสเงินสดอิสระแข็งแกร่ง 1.4 พันล้านบาท** ในไตรมาสนี้ และเป็นบวก 4.5 พันล้านบาทในช่วง 9 เดือนแรกปี 2566
* **อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุน (D/E) อยู่ที่ 0.65 เท่า** ณ สิ้นไตรมาส 3/2566
## ภาพรวมผลประกอบการ
ในไตรมาส 3 ปี 2566 บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU มีรายได้รวม 33,915 ล้านบาท ลดลง 16.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นผลมาจากปริมาณการขายที่ลดลงในทุกกลุ่มธุรกิจหลัก รวมถึงราคาขายเฉลี่ยที่ลดลง และรายได้ค่าขนส่งที่ลดลง
แม้ว่ารายได้จะลดลง แต่บริษัทฯ สามารถบริหารจัดการต้นทุนได้ดีขึ้น ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) อยู่ที่ 18.4% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 18.2% ในปีก่อน และเป็นระดับสูงสุดอันดับสองของประวัติการณ์ ขณะที่อัตรากำไรจากการดำเนินงาน (Operating Margin) อยู่ที่ 6.4% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 9 ไตรมาส โดยได้รับแรงหนุนจากการลดลงของค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) ถึง 20.1% YoY จากต้นทุนค่าขนส่งที่ปรับตัวลดลง
อย่างไรก็ตาม กำไรสุทธิในไตรมาสนี้อยู่ที่ 1,206 ล้านบาท ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ 52.3% YoY สาเหตุหลักมาจากรายการที่ไม่ใช่การดำเนินงานปกติ ได้แก่ ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน 268 ล้านบาท และผลกระทบจากการเจือจางของหุ้นบริษัท ไอ-เทล (ITC) จำนวน 324 ล้านบาท ซึ่งหักล้างผลบวกจากการดำเนินงานที่แข็งแกร่งขึ้น
## โอกาส
* **การฟื้นตัวของธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง:** ยอดขายธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงฟื้นตัว 19.1% QoQ จากการที่ลูกค้ากลับมาสั่งซื้อสินค้า โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกาและยุโรป
* **การปรับกลยุทธ์ธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็งและแช่เย็น:** กลยุทธ์การปรับลดขนาดธุรกิจในสหรัฐอเมริกาและการจัดการสินค้าคงคลังที่ดีขึ้น ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่ง
* **การพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรม:** การร่วมมือกับ McCormick เปิดตัวผลิตภัณฑ์โปรตีนแบบใหม่ 6 รสชาติ สะท้อนการมุ่งเน้นนวัตกรรมและตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค
* **ความแข็งแกร่งด้านความยั่งยืน:** การได้รับการจัดอันดับที่ 1 ในดัชนี Seafood Stewardship Index (SSI) เป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน และการบรรลุเป้าหมาย Zero Discharge แสดงถึงความมุ่งมั่นด้านความยั่งยืน ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อภาพลักษณ์และการดำเนินธุรกิจระยะยาว
* **การลงทุนในโครงการ CAPEX:** การลงทุนในโรงงานผลิตอาหารพร้อมรับประทาน, โรงงานผลิตโปรตีนไฮโดรไลเซตและคอลลาเจนเปปไทด์, และโรงงานผลิตอาหารสัตว์เลี้ยง จะช่วยเพิ่มกำลังการผลิตและประสิทธิภาพในอนาคต
## ความเสี่ยง
* **กำลังซื้อผู้บริโภคทั่วโลกอ่อนแอ:** ผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและอัตราเงินเฟ้อในสหรัฐฯ อาจส่งผลกระทบต่อความต้องการซื้อ โดยเฉพาะธุรกิจร้านอาหาร
* **ความผันผวนของราคาวัตถุดิบ:** ราคาวัตถุดิบหลัก เช่น ปลาทูน่า มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิต
* **ความท้าทายด้านห่วงโซ่อุปทาน:** ความไม่แน่นอนของการใช้จ่ายของผู้บริโภคทั่วโลกยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องจับตา
* **ผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน:** ความผันผวนของค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักยังคงเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อผลประกอบการ
* **ส่วนแบ่งขาดทุนจาก Red Lobster:** ธุรกิจ Red Lobster ยังคงเผชิญความท้าทายจากต้นทุนวัตถุดิบ ค่าแรงที่สูงขึ้น และอัตราดอกเบี้ยที่สูง ส่งผลให้ส่วนแบ่งขาดทุนจากการดำเนินงานทั้งปี 2566 ถูกปรับเพิ่มขึ้น
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **แนวโน้มยอดขายและปริมาณการขายในไตรมาส 4/2566:** โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงและอาหารทะเลแปรรูป
* **ทิศทางราคาวัตถุดิบหลัก:** โดยเฉพาะปลาทูน่าและกุ้งขาว
* **ผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน:** ต่อกำไรสุทธิในไตรมาสถัดไป
* **ความคืบหน้าของโครงการลงทุน CAPEX:** และผลกระทบต่อกำลังการผลิตและประสิทธิภาพ
* **การบริหารจัดการต้นทุนและ GPM:** เพื่อรักษาอัตรากำไรขั้นต้นให้อยู่ในระดับสูง
* **แนวโน้มกำลังซื้อผู้บริโภค:** และผลกระทบต่อยอดขายในตลาดหลัก
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: เกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร)
**ยอดขายรวมลดลง 16.8% YoY** โดยธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงลดลง 39.2%, อาหารทะเลแช่แข็งและแช่เย็นลดลง 21.8%, อาหารทะเลแปรรูปลดลง 6.7%, และผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่าและอื่นๆ ลดลง 1.6% การลดลงส่วนใหญ่มาจากปริมาณการขายที่ลดลงในทุกกลุ่มธุรกิจหลัก และราคาขายเฉลี่ยที่ลดลงในบางกลุ่ม
**อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) โดยรวมปรับดีขึ้นเล็กน้อยเป็น 18.4%** แม้ว่ายอดขายจะลดลง
* **อาหารทะเลแปรรูป:** GPM อยู่ที่ 20.4% เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน จากต้นทุนวัตถุดิบที่ลดลง แม้ปริมาณขายจะลดลง
* **อาหารทะเลแช่แข็งและแช่เย็น:** GPM ปรับเพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่งเป็น 12.9% จากกลยุทธ์การปรับลดขนาดธุรกิจในสหรัฐฯ การจัดการสินค้าคงคลังที่ดี และราคาวัตถุดิบที่ต่ำ
* **อาหารสัตว์เลี้ยง:** GPM อยู่ที่ 19.4% ลดลงจากปีก่อน จากปริมาณขายที่ลดลงและต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น
* **ผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่าและอื่นๆ:** GPM อยู่ที่ 28.9% จากกลยุทธ์เน้นเพิ่ม GPM และราคาขาย
**ราคาวัตถุดิบหลัก:** ปลาทูน่าเพิ่มขึ้น 8.0% YoY แต่ลดลง 10.0% QoQ, กุ้งขาวลดลง 21.6% YoY และ 3.1% QoQ, ปลาแซลมอนเพิ่มขึ้น 13.3% YoY แต่ลดลง 23.9% QoQ
**อัตราแลกเปลี่ยน:** เงินบาทอ่อนค่า 3.4% เมื่อเทียบกับ USD YoY แต่แข็งค่า 3.4% เมื่อเทียบกับ EUR และ 4.0% เมื่อเทียบกับ GBP YoY
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
**สินทรัพย์รวม** ณ สิ้นไตรมาส 3/2566 อยู่ที่ 183,679 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากสิ้นปี 2565
**หนี้สินรวม** ปรับเพิ่มขึ้น 7.1% มาอยู่ที่ 101,123 ล้านบาท จากการเพิ่มขึ้นของเงินกู้ระยะสั้นเพื่อชำระคืนพันธบัตร
**ส่วนของผู้ถือหุ้น** ลดลง 6.3% จากสิ้นปี 2565 เนื่องจากโครงการหุ้นซื้อคืนและการจ่ายปันผล
**อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุน (D/E)** อยู่ที่ 0.65 เท่า เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 0.54 เท่า ณ สิ้นปี 2565
**กระแสเงินสดอิสระ** แข็งแกร่งที่ 1.4 พันล้านบาทในไตรมาสนี้ และเป็นบวก 4.5 พันล้านบาทในช่วง 9 เดือนแรกปี 2566 จาก EBITDA ที่แข็งแกร่ง
## สรุปท้าย
TU ในไตรมาส 3/2566 เผชิญกับแรงกดดันจากรายการพิเศษที่ส่งผลให้กำไรสุทธิลดลงอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม การบริหารจัดการต้นทุนและกลยุทธ์การปรับขนาดธุรกิจในบางกลุ่มผลิตภัณฑ์ได้ช่วยหนุนให้อัตรากำไรขั้นต้นและอัตรากำไรจากการดำเนินงานปรับตัวดีขึ้น ซึ่งเป็นสัญญาณบวกต่อการดำเนินงานปกติ แม้ความเสี่ยงด้านกำลังซื้อและราคาวัตถุดิบยังคงเป็นสิ่งที่ต้องจับตา แต่การลงทุนในโครงการ CAPEX และความมุ่งมั่นด้านความยั่งยืนจะเป็นปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตในระยะยาว
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ TU ไตรมาส 4/2564
รายได้รวม
35,272.71
ล้านบาท
↓ 0.2% YoY
กำไรขั้นต้น
6,409.49
ล้านบาท
↓ 2.2% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
18.17
%
กำไรสุทธิ
1,013.24
ล้านบาท
↓ 49.1% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
2.87
%
D/E Ratio
2.04
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
35,273
↓ -0.2%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
6,409
↓ -2.2%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
1,013
↓ -49.1%
YoY
D/E Ratio
2.04
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — TU
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
2.04
ROE (%)
9.88
ROA (%)
5.11
Book Value/หุ้น
11.97
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — TU
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-4,963
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+5,786
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — TU
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
-4,963.26
+66.04%
|
-2,989.20
+39.02%
|
-2,150.13
-122.31%
|
9,638.15
-750.72%
|
-1,481.15
-77.34%
|
-6,535.43
+196.29%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
5,786.11
-238.11%
|
-4,189.55
-147.75%
|
8,773.58
-1,024.55%
|
-948.96
-166.69%
|
1,422.84
+44.63%
|
983.81
-57.12%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
-496.96
-104.23%
|
11,754.17
+129.03%
|
5,132.10
-68.54%
|
16,313.53
+124.61%
|
7,263.07
+30.44%
|
5,568.09
+3.97%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
325.89
-92.88%
|
4,575.42
-61.08%
|
11,755.56
-52.98%
|
25,002.72
+406.75%
|
4,933.96
+29,857.26%
|
16.47
-97.49%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
8,280.65
-41.82%
|
14,233.30
+18.39%
|
12,022.20
+36.18%
|
8,828.32
+46.67%
|
6,019.25
+34.26%
|
4,483.43
+242.10%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
8,431.84
+1.83%
|
8,280.65
-41.82%
|
14,233.30
+18.39%
|
12,022.20
+36.18%
|
8,828.32
+46.67%
|
6,019.25
+34.26%
|