บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)
SET · อาหารและเครื่องดื่ม
12.80
+0.60 (+4.92%)
สรุปสั้น
กำไรที่เพิ่มขึ้นเป็นผลจากธุรกิจหลักที่มียอดขายเพิ่มขึ้นและมีอัตรากําไรในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับส่วนแบ่งขาดทุนจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมที่ลดลง และกําไรจากอัตราแลกเปลี่ยนที่เพิ่มขึ้นช่วยลดผลกระทบจาก ความท้าทายในห่วงโซ่อุปทาน
โดยรายได้รวม Q4/64 เพิ่มขึ้น 15.1% เนื่องจากธุรกิจอาหารทะเลแปรรูปเติบโต 4.9% ธุรกิจ อาหารทะเลแช่แข็งและแช่เย็นฟื้นตัว 21.0% และธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงและ ผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่าเติบโตอย่างแข็งแกร่งที่ 272% จากช่วงเดียวกันปี ก่อนหน้า และมีกําไรจากอัตราแลกเปลี่ยนที่เพิ่มขึ้นในปี 2564 บริษัทฯ รายงานยอดขายรวม 141.0 พันล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดย เพิ่มขึ้น 6.5% จากปีก่อน
ในส่วนของกำไรขั้นต้น อัตรากําไรขั้นต้นในไตรมาส 4/2564 และปี 2564 อยู่ในระดับสูงที่ 18.2% จากอัตรากําไรขั้นต้นของธุรกิจอาหาร ทะเลแช่แข็งและแช่เย็นเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก ขณะที่ธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง และผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า และธุรกิจอาหารทะเลแปรรูปยังมีอัตรากําไร ขั้นต้นที่เพิ่มขึ้นเช่นกันแม้ราคาวัตถุดิบและต้นทุนค่าขนส่งปรับตัวสูงขึ้น
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=19534 out_tok=3142 at=2026-07-26T11:34:24 -->
# TU กำไรสุทธิ Q2/65 ลดลง 30.7% รับผลกระทบรายการพิเศษ-ต้นทุนพุ่ง
**ยอดขายสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 3.89 หมื่นล้านบาท แต่ GPM หดตัวจากราคาวัตถุดิบ-ค่าขนส่งสูง ฝ่ายจัดการปรับเพิ่มเป้าขายทั้งปี**
บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2565 มีรายได้จากการขายสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 38,946 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่กำไรสุทธิกลับลดลง 30.7% มาอยู่ที่ 1,624 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหลักจากผลประกอบการที่แข็งแกร่งผิดปกติในปีที่แล้ว และรายการพิเศษที่ไม่ใช่เงินสด รวมถึงต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งที่ปรับตัวสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ฝ่ายจัดการได้ปรับเพิ่มเป้าหมายยอดขายทั้งปี 2565 เป็นเติบโต 10-12% จากปีก่อน
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจหลักที่อธิบายการเปลี่ยนแปลงของผลประกอบการในไตรมาส 2/2565 คือ **การเติบโตของยอดขายที่แข็งแกร่งแต่ถูกกดดันด้วยอัตรากำไรขั้นต้นที่ลดลง** โดยยอดขายรวมทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 38,946 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.5% YoY แต่กำไรขั้นต้นลดลง 3.2% YoY มาอยู่ที่ 6,584 ล้านบาท ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ปรับลดลงจาก 19.0% ในปีก่อนมาอยู่ที่ 16.9% ในไตรมาสนี้ นอกจากนี้ กำไรสุทธิยังได้รับผลกระทบจากรายการพิเศษที่ไม่ใช่เงินสด และค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) ที่เพิ่มขึ้น
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
* **ยอดขายเติบโต:** ปัจจัยขับเคลื่อนหลักมาจากยอดขายที่สูงขึ้นในกลุ่มธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงและผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า (+41.7%) และกลุ่มอาหารทะเลแปรรูป (+10.7%) ซึ่งได้รับแรงหนุนจากความต้องการสินค้าที่เพิ่มขึ้น การปรับขึ้นราคาขาย และการอ่อนค่าของเงินบาทที่ช่วยสนับสนุนการส่งออก
* **อัตรากำไรขั้นต้นลดลง:** สาเหตุหลักมาจากราคาวัตถุดิบหลักที่สูงขึ้น โดยเฉพาะราคาปลาทูน่า (+21.5% YoY) และปลาแซลมอน (+53.0% YoY) รวมถึงต้นทุนค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ ธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็งและแช่เย็นได้รับผลกระทบจากราคาขายที่ปรับลดลงสู่สภาวะปกติในตลาดสหรัฐอเมริกา และการปรับปรุงโครงสร้างโรงงานรูเก้นฟิชในเยอรมนี
* **ค่าใช้จ่าย SG&A เพิ่มขึ้น:** เพิ่มขึ้น 14.9% YoY คิดเป็น 639 ล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของค่าขนส่งประมาณ 560 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายจากการปรับปรุงโครงสร้างโรงงานรูเก้นฟิช
* **รายการพิเศษ:** กำไรสุทธิได้รับผลกระทบจากรายการพิเศษที่ไม่ใช่เงินสด ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงมูลค่าทางบัญชีของหุ้นบุริมสิทธิใน Red Lobster จำนวน 424 ล้านบาท (หลังเครดิตภาษี) และการปรับปรุงโครงสร้างโรงงานรูเก้นฟิช 195 ล้านบาท (หลังเครดิตภาษี)
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
**ลักษณะครั้งคราว แต่ต้องจับตาปัจจัยกดดันต่อเนื่อง**
ฝ่ายจัดการระบุว่าราคาวัตถุดิบและค่าขนส่งเริ่มมีสัญญาณที่ดีขึ้นในไตรมาส 2/2565 แต่ยังคงอยู่ในระดับสูงและเป็นปัจจัยกดดันต่อเนื่อง นอกจากนี้ การปรับปรุงโครงสร้างโรงงานรูเก้นฟิชเป็นรายการพิเศษที่เกิดขึ้นครั้งเดียว อย่างไรก็ตาม การอ่อนค่าของเงินบาทและการปรับขึ้นราคาขายมีส่วนช่วยชดเชยผลกระทบได้บางส่วน ฝ่ายจัดการได้ปรับเพิ่มเป้าหมายยอดขายทั้งปี สะท้อนความเชื่อมั่นต่อการเติบโต แต่ยังคงต้องจับตาสถานการณ์เงินเฟ้อและต้นทุนที่อาจส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรในระยะต่อไป
## Highlight สำคัญ
* **ยอดขายสูงสุดเป็นประวัติการณ์:** 38,946 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.5% YoY
* **กำไรสุทธิลดลง 30.7%:** อยู่ที่ 1,624 ล้านบาท จากผลกระทบรายการพิเศษและต้นทุนที่สูงขึ้น
* **อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) หดตัว:** เหลือ 16.9% จาก 19.0% YoY เนื่องจากราคาวัตถุดิบและค่าขนส่งที่สูงขึ้น
* **ค่าใช้จ่าย SG&A เพิ่มขึ้น 14.9%:** หลักๆ จากค่าขนส่งและค่าปรับปรุงโครงสร้างโรงงาน
* **ธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงเติบโตโดดเด่น:** ยอดขายเพิ่ม 41.7% YoY
* **ปรับเพิ่มเป้าหมายยอดขายปี 65:** คาดเติบโต 10-12% จากปีก่อน
## ภาพรวมผลประกอบการ
ในไตรมาส 2/2565 บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) มีรายได้จากการขายรวม 38,946 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการเติบโตของกลุ่มธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงและผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า (+41.7%) และกลุ่มอาหารทะเลแปรรูป (+10.7%) รวมถึงผลจากการอ่อนค่าของเงินบาท อย่างไรก็ตาม กำไรขั้นต้นลดลงเล็กน้อย 3.2% มาอยู่ที่ 6,584 ล้านบาท ทำให้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ปรับลดลงมาอยู่ที่ 16.9% จาก 19.0% ในปีก่อน เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งที่สูงขึ้น
กำไรจากการดำเนินงานอยู่ที่ 1,791 ล้านบาท ลดลง 42.3% YoY เนื่องจากผลประกอบการที่แข็งแกร่งกว่าปกติในปีก่อน และค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) ที่เพิ่มขึ้น 14.9% จากค่าขนส่งและค่าใช้จ่ายปรับปรุงโครงสร้างโรงงาน
สำหรับกำไรสุทธิอยู่ที่ 1,624 ล้านบาท ลดลง 30.7% YoY โดยมีสาเหตุหลักจากผลประกอบการที่แข็งแกร่งกว่าระดับปกติในปีก่อน และรายการพิเศษที่ไม่ใช่เงินสด อย่างไรก็ตาม กำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติอยู่ที่ 2,243 ล้านบาท ใกล้เคียงกับปีก่อน
## โอกาส
* **การเติบโตของธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง:** ความต้องการผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และการเปิดตัวผลิตภัณฑ์นวัตกรรมใหม่ๆ เป็นปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตที่สำคัญ
* **การขยายธุรกิจผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า:** การเติบโตของธุรกิจผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่าและบรรจุภัณฑ์ รวมถึงการขยายไปยังกลุ่มลูกค้าใหม่
* **การปรับขึ้นราคาขาย:** ความสามารถในการปรับขึ้นราคาขายสินค้าเพื่อชดเชยต้นทุนวัตถุดิบและค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น
* **การอ่อนค่าของเงินบาท:** เป็นปัจจัยบวกต่อรายได้จากการส่งออก
* **การลงทุนในธุรกิจใหม่:** การลงทุนใน Mara Renewables เพื่อขยายธุรกิจน้ำมันสกัดจากสาหร่าย และการเปิดตัวผลิตภัณฑ์คอลลาเจนและน้ำมันสกัดจากปลาภายใต้แบรนด์ ZEAVITA
* **การปรับเพิ่มเป้าหมายยอดขายปี 65:** ฝ่ายจัดการปรับเพิ่มเป้าหมายยอดขายทั้งปีเป็นเติบโต 10-12% สะท้อนความมั่นใจในแนวโน้มธุรกิจ
## ความเสี่ยง
* **ต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งที่สูง:** ยังคงเป็นปัจจัยกดดันอัตรากำไรขั้นต้น แม้จะเริ่มมีสัญญาณบรรเทาลงในไตรมาส 2/2565
* **ภาวะเงินเฟ้อ:** ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตและกำลังซื้อของผู้บริโภคในตลาดหลัก
* **ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน:** แม้ปัจจุบันจะเป็นปัจจัยบวก แต่การเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงอาจส่งผลกระทบต่อผลประกอบการได้
* **การแข่งขันในอุตสาหกรรม:** การแข่งขันที่รุนแรงอาจจำกัดความสามารถในการปรับขึ้นราคาขาย
* **ความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทาน:** การหยุดชะงักหรือความล่าช้าในการขนส่งอาจส่งผลกระทบต่อการผลิตและส่งมอบสินค้า
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **แนวโน้มราคาวัตถุดิบและค่าขนส่ง:** การเปลี่ยนแปลงของต้นทุนเหล่านี้จะส่งผลโดยตรงต่อ GPM
* **การบริหารจัดการต้นทุน SG&A:** ความสามารถในการควบคุมค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม
* **ผลประกอบการของธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็งและแช่เย็น:** การฟื้นตัวของตลาดสหรัฐอเมริกาและผลกระทบจากการปรับปรุงโครงสร้างโรงงาน
* **การเติบโตของธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง:** การรักษาโมเมนตัมการเติบโตที่แข็งแกร่ง
* **ความคืบหน้าโครงการลงทุน CAPEX:** การก่อสร้างโรงงานผลิตอาหารพร้อมรับประทาน, โรงงานผลิตโปรตีนไฮโดรไลเซต และห้องเย็นใหม่
* **การประกาศเป้าหมาย SeaChange® 2030 และ science-based targets:** ความคืบหน้าด้านความยั่งยืนของบริษัทฯ
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: เกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร)
**ธุรกิจผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแปรรูป:** ทำยอดขายสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 16,912 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11% YoY จากราคาขายที่สูงขึ้นและความต้องการซื้อที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในธุรกิจรับจ้างผลิตในเอเชียและสหรัฐอเมริกา อย่างไรก็ตาม GPM ลดลงเล็กน้อยจากราคาวัตถุดิบที่สูงขึ้นและการปรับปรุงโครงสร้างโรงงานรูเก้นฟิช
**ธุรกิจผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแช่แข็ง แช่เย็นและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง:** ยอดขายอยู่ที่ 13,900 ล้านบาท ลดลง 6.5% YoY เนื่องจากยอดขายกลับสู่สภาวะปกติในตลาดสหรัฐอเมริกาหลังจากการฟื้นตัวของธุรกิจร้านอาหารในปีที่แล้ว รวมถึงผลประกอบการที่ลดลงของธุรกิจอาหารสัตว์และแซลมอน GPM ลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากราคาตลาดที่ลดลงในสหรัฐฯ และต้นทุนค่าขนส่ง/วัตถุดิบที่สูงขึ้น
**ธุรกิจผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า และอื่นๆ:** มียอดขายเติบโตโดดเด่นถึง 41.7% YoY มาอยู่ที่ 8,133 ล้านบาท จากความต้องการผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ราคาขายที่สูงขึ้น และการเปิดตัวผลิตภัณฑ์นวัตกรรม GPM แข็งแกร่งที่ 29.5%
**อัตราแลกเปลี่ยน:** การอ่อนค่าของเงินบาทเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ (-9.7% YoY) เป็นปัจจัยสนับสนุนการส่งออก โดยหากไม่รวมผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน ยอดขายจะเติบโต 6.2% YoY
**ปริมาณขาย:** เพิ่มขึ้น 0.9% YoY โดยมีปริมาณขายเพิ่มขึ้นในกลุ่มอาหารทะเลแปรรูปและอาหารสัตว์เลี้ยง แต่ลดลงในกลุ่มอาหารทะเลแช่แข็งและแช่เย็น
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ สิ้นไตรมาส 2/2565 สินทรัพย์รวมอยู่ที่ 171,415 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.9% จากสิ้นปี 2564 โดยมีสาเหตุหลักจากการเพิ่มขึ้นของสินค้าคงคลังและลูกหนี้การค้า ขณะที่เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดลดลงจากการชำระคืนเงินกู้ยืมระยะยาว
หนี้สินรวมเพิ่มขึ้น 4.0% มาอยู่ที่ 108,547 ล้านบาท จากการออกหุ้นกู้ส่งเสริมความยั่งยืน ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้น 1.1% มาอยู่ที่ 62,868 ล้านบาท
กระแสเงินสดอิสระในช่วงครึ่งแรกปี 2565 เป็นลบที่ 1,360 ล้านบาท เนื่องจากลูกหนี้การค้าและสินค้าคงคลังที่เพิ่มขึ้น แม้ EBITDA จะอยู่ที่ 5,879 ล้านบาท
อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนอยู่ที่ 1.09 เท่า เพิ่มขึ้นจาก 0.98 เท่า ณ สิ้นปี 2564 และหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อ EBITDA เพิ่มขึ้นเป็น 5.17 เท่า จาก 4.11 เท่า ณ สิ้นปี 2564 เนื่องจาก EBITDA ที่ลดลง
## สรุปท้าย
ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป (TU) ในไตรมาส 2/2565 สามารถสร้างสถิติยอดขายสูงสุดเป็นประวัติการณ์ได้สำเร็จ โดยมีแรงหนุนจากธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงที่เติบโตโดดเด่นและการอ่อนค่าของเงินบาท อย่างไรก็ตาม กำไรสุทธิกลับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งที่พุ่งสูงขึ้น ประกอบกับรายการพิเศษที่ไม่ใช่เงินสดและค่าใช้จ่าย SG&A ที่เพิ่มขึ้น แม้ฝ่ายจัดการจะปรับเพิ่มเป้าหมายยอดขายทั้งปี แต่ความสามารถในการรักษาอัตรากำไรขั้นต้นท่ามกลางแรงกดดันด้านต้นทุนยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่นักลงทุนต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อบริษัทฯ มีกลยุทธ์ในการบริหารจัดการต้นทุนและราคาขายเพื่อประคองผลประกอบการในระยะต่อไป
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ TU ไตรมาส 4/2564
รายได้รวม
35,272.71
ล้านบาท
↓ 0.2% YoY
กำไรขั้นต้น
6,409.49
ล้านบาท
↓ 2.2% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
18.17
%
กำไรสุทธิ
1,013.24
ล้านบาท
↓ 49.1% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
2.87
%
D/E Ratio
2.04
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
35,273
↓ -0.2%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
6,409
↓ -2.2%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
1,013
↓ -49.1%
YoY
D/E Ratio
2.04
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — TU
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
2.04
ROE (%)
9.88
ROA (%)
5.11
Book Value/หุ้น
11.97
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — TU
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-4,963
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+5,786
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — TU
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
-4,963.26
+66.04%
|
-2,989.20
+39.02%
|
-2,150.13
-122.31%
|
9,638.15
-750.72%
|
-1,481.15
-77.34%
|
-6,535.43
+196.29%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
5,786.11
-238.11%
|
-4,189.55
-147.75%
|
8,773.58
-1,024.55%
|
-948.96
-166.69%
|
1,422.84
+44.63%
|
983.81
-57.12%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
-496.96
-104.23%
|
11,754.17
+129.03%
|
5,132.10
-68.54%
|
16,313.53
+124.61%
|
7,263.07
+30.44%
|
5,568.09
+3.97%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
325.89
-92.88%
|
4,575.42
-61.08%
|
11,755.56
-52.98%
|
25,002.72
+406.75%
|
4,933.96
+29,857.26%
|
16.47
-97.49%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
8,280.65
-41.82%
|
14,233.30
+18.39%
|
12,022.20
+36.18%
|
8,828.32
+46.67%
|
6,019.25
+34.26%
|
4,483.43
+242.10%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
8,431.84
+1.83%
|
8,280.65
-41.82%
|
14,233.30
+18.39%
|
12,022.20
+36.18%
|
8,828.32
+46.67%
|
6,019.25
+34.26%
|