บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)
SET · อาหารและเครื่องดื่ม
12.80
+0.60 (+4.92%)
สรุปสั้น
กำไรที่เพิ่มขึ้นเป็นผลจากธุรกิจหลักที่มียอดขายเพิ่มขึ้นและมีอัตรากําไรในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับส่วนแบ่งขาดทุนจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมที่ลดลง และกําไรจากอัตราแลกเปลี่ยนที่เพิ่มขึ้นช่วยลดผลกระทบจาก ความท้าทายในห่วงโซ่อุปทาน
โดยรายได้รวม Q4/64 เพิ่มขึ้น 15.1% เนื่องจากธุรกิจอาหารทะเลแปรรูปเติบโต 4.9% ธุรกิจ อาหารทะเลแช่แข็งและแช่เย็นฟื้นตัว 21.0% และธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงและ ผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่าเติบโตอย่างแข็งแกร่งที่ 272% จากช่วงเดียวกันปี ก่อนหน้า และมีกําไรจากอัตราแลกเปลี่ยนที่เพิ่มขึ้นในปี 2564 บริษัทฯ รายงานยอดขายรวม 141.0 พันล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดย เพิ่มขึ้น 6.5% จากปีก่อน
ในส่วนของกำไรขั้นต้น อัตรากําไรขั้นต้นในไตรมาส 4/2564 และปี 2564 อยู่ในระดับสูงที่ 18.2% จากอัตรากําไรขั้นต้นของธุรกิจอาหาร ทะเลแช่แข็งและแช่เย็นเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก ขณะที่ธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง และผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า และธุรกิจอาหารทะเลแปรรูปยังมีอัตรากําไร ขั้นต้นที่เพิ่มขึ้นเช่นกันแม้ราคาวัตถุดิบและต้นทุนค่าขนส่งปรับตัวสูงขึ้น
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=19580 out_tok=3519 at=2026-07-26T11:20:33 -->
# TU กำไร Q3/64 ลดลง 5.8% เหตุต้นทุนขนส่งพุ่ง-ส่วนแบ่งขาดทุนบริษัทร่วม
## รายได้รวมโต 2.2% รับอานิสงส์อาหารทะเลแช่แข็ง-สัตว์เลี้ยงฟื้นตัว แต่กำไรสุทธิหดตัวจากปัจจัยภายนอก
บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2564 มีกำไรสุทธิ 1,937 ล้านบาท ลดลง 5.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้ว่ายอดขายรวมจะเติบโต 2.2% เป็น 35,539 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหลักมาจากยอดขายธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็งและแช่เย็น รวมถึงธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงและผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่าที่ปรับตัวดีขึ้น อย่างไรก็ตาม กำไรสุทธิที่ลดลงเป็นผลมาจากต้นทุนค่าขนส่งที่สูงขึ้น และส่วนแบ่งขาดทุนจากเงินลงทุนในบริษัทร่วม ประกอบกับกำลังการผลิตที่ลดลงในช่วงการแพร่ระบาดของ COVID-19
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจสำคัญที่ทำให้อัตรากำไรสุทธิของ TU ในไตรมาส 3/2564 ปรับลดลง 5.8% เมื่อเทียบกับปีก่อน มาจาก **แรงกดดันด้านต้นทุนค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ** และ **ส่วนแบ่งขาดทุนจากเงินลงทุนในบริษัทร่วม** ซึ่งหักล้างผลบวกจากการเติบโตของยอดขายในธุรกิจหลักและกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนที่เพิ่มขึ้น
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
* **ต้นทุนค่าขนส่งที่สูงขึ้น:** เอกสารระบุชัดเจนว่าค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) เพิ่มขึ้น 4.1% หรือ 177 ล้านบาท เทียบกับไตรมาสเดียวกันปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักมาจาก **ค่าขนส่งที่ปรับสูงขึ้นราว 468 ล้านบาท** ซึ่งเป็นผลจากภาวะขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ขนส่งทั่วโลก ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการดำเนินงาน
* **ส่วนแบ่งขาดทุนจากบริษัทร่วม:** บริษัทฯ บันทึก **ส่วนแบ่งขาดทุนจากธุรกิจ Red Lobster มูลค่า 63 ล้านบาท** เพิ่มขึ้นจากปีก่อน และ **ส่วนแบ่งขาดทุนจากธุรกิจ Avanti ลดลง** เมื่อเทียบกับปีก่อน เนื่องจากผลการดำเนินงานของธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็งในอินเดียได้รับผลกระทบจาก COVID-19 และการเรียกคืนสินค้าที่ส่งออกไปสหรัฐอเมริกา
* **กำลังการผลิตลดลงชั่วคราว:** แม้จะไม่ได้ระบุเป็นตัวเลขชัดเจน แต่เอกสารกล่าวถึงผลกระทบจาก **กำลังการผลิตที่ลดลงในช่วงการแพร่ระบาดของ COVID-19** ซึ่งส่งผลต่อปริมาณการผลิตและแรงงานในบางโรงงาน เช่น โรงงานในประเทศไทยและเวียดนาม
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
**ยังไม่ชัดเจน ต้องติดตาม** แม้ว่าฝ่ายจัดการคาดการณ์ว่าสถานการณ์การปิดโรงงานชั่วคราวจะเข้าสู่ภาวะปกติในไตรมาส 4/2564 แต่ **ผลกระทบจากค่าขนส่งที่สูงขึ้นคาดว่าจะยังคงอยู่จนถึงปี 2565** และคาดว่าไตรมาส 4/2564 จะยังคงได้รับผลกระทบเช่นเดียวกับไตรมาส 3/2564 นอกจากนี้ ราคาบรรจุภัณฑ์และน้ำมันที่ใช้ในการผลิตอาหารก็เป็นความเสี่ยงที่อาจส่งผลให้ต้นทุนขายปรับเพิ่มขึ้นในปี 2565 ดังนั้น ปัจจัยด้านต้นทุนและห่วงโซ่อุปทานยังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด
## Highlight สำคัญ
* **กำไรสุทธิ Q3/64 อยู่ที่ 1,937 ล้านบาท ลดลง 5.8% YoY** จาก 2,056 ล้านบาท ในขณะที่กำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติลดลง 16.9%
* **ยอดขายรวม Q3/64 เพิ่มขึ้น 2.2% YoY เป็น 35,539 ล้านบาท** โดยได้รับแรงหนุนจากยอดขายอาหารทะเลแช่แข็งและแช่เย็น (+11.0%) และอาหารสัตว์เลี้ยงและผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า (+11.4%)
* **อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ทรงตัวที่ 18.0%** ใกล้เคียงกับ 18.2% ในปีก่อน แม้ GPM ของอาหารทะเลแช่แข็งและแช่เย็นจะเพิ่มขึ้น แต่ GPM ของอาหารสัตว์เลี้ยงและผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่าปรับลดลง
* **ค่าใช้จ่าย SG&A เพิ่มขึ้น 4.1% YoY** เป็น 4,506 ล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักจากค่าขนส่งที่สูงขึ้น 468 ล้านบาท
* **อัตราแลกเปลี่ยนเป็นปัจจัยบวก:** ค่าเงินบาทอ่อนค่า 5.1% เมื่อเทียบกับ USD, 6.0% เมื่อเทียบกับ EUR และ 12.2% เมื่อเทียบกับ GBP ส่งผลดีต่อยอดขายรวม 2.2% หากไม่รวมผลกระทบ FX ยอดขายจะลดลง 1.2%
* **การลงทุนใน RBF:** บริษัทฯ เข้าซื้อหุ้น 10% ใน RBF มูลค่า 3,000 ล้านบาท เพื่อสร้างโอกาสเติบโตในเอเชีย
## ภาพรวมผลประกอบการ
ยอดขายรวมในไตรมาส 3/2564 อยู่ที่ 35,539 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.2% จาก 34,784 ล้านบาทในไตรมาส 3/2563 โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนหลักจากยอดขายกลุ่มอาหารทะเลแช่แข็งและแช่เย็นที่เติบโต 11.0% จากการฟื้นตัวของธุรกิจร้านอาหาร และยอดขายธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงและผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่าที่เติบโต 11.4% จากความต้องการสินค้าที่สูงและการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ขณะที่ยอดขายกลุ่มอาหารทะเลแปรรูปปรับลดลง 8.0% เข้าสู่ระดับปกติหลังจากการกักตุนสินค้าในปีก่อนหน้า หากเทียบกับช่วงก่อน COVID-19 (Q3/2562) ยอดขายรวมยังคงเติบโต 11.6%
กำไรขั้นต้นอยู่ที่ 6,391 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.0% YoY โดยอัตรากำไรขั้นต้นโดยรวมทรงตัวที่ 18.0% จาก 18.2% ในปีก่อน แม้ว่า GPM ของธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็งและแช่เย็นจะปรับสูงขึ้น 30.2% แต่ GPM ของธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงและผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่าปรับลดลง และ GPM ของธุรกิจอาหารทะเลแปรรูปลดลง 11.3%
ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) เพิ่มขึ้น 4.1% YoY เป็น 4,506 ล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักจากค่าขนส่งที่สูงขึ้นราว 468 ล้านบาท ส่งผลให้อัตราส่วน SG&A ต่อขายเพิ่มขึ้นจาก 12.4% เป็น 12.7%
กำไรสุทธิอยู่ที่ 1,937 ล้านบาท ลดลง 5.8% YoY โดยมีปัจจัยกดดันจากค่าใช้จ่าย SG&A ที่สูงขึ้น และส่วนแบ่งขาดทุนจากเงินลงทุนในบริษัทร่วม ขณะที่กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนที่เพิ่มขึ้นช่วยลดผลกระทบลงได้บ้าง
## โอกาส
* **การฟื้นตัวของธุรกิจร้านอาหาร:** ส่งผลดีต่อยอดขายกลุ่มอาหารทะเลแช่แข็งและแช่เย็น โดยเฉพาะธุรกิจกุ้งและล็อบสเตอร์
* **ความต้องการอาหารสัตว์เลี้ยงที่สูง:** หนุนยอดขายธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงและผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า จากการเปิดตัวสินค้าใหม่และการขยายฐานลูกค้า
* **การลงทุนใน RBF:** สร้างโอกาสเติบโตในเอเชีย สนับสนุนธุรกิจ Culinary, โปรตีนทางเลือก และอาหารสัตว์เลี้ยง
* **การขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์ "Healthy Living":** เปิดตัวผลิตภัณฑ์ทูน่ากระป๋องที่อุดมด้วยวิตามินและโอเมก้า-3 ในตลาดยุโรป
* **การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่มูลค่าเพิ่ม:** เช่น น้ำพริกนรกทูน่า, อาหารทะเลแช่แข็งและผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่าที่ให้ GPM สูงขึ้น
* **การใช้เทคโนโลยี Automation:** เพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนการผลิตในธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็ง
* **การเติบโตของธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงและผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า:** ด้วยสินค้านวัตกรรม เช่น เครื่องดื่มสำหรับสุนัขและแมว, แฮมเบอร์เกอร์, Purée สำหรับสัตว์เลี้ยง
* **การขยายธุรกิจ Ingredients:** การสร้างโรงงานผลิตโปรตีนไฮโดรไลเสตและคอลลาเจนเปปไทด์เพื่อตอบสนองตลาดโภชนาการสัตว์เลี้ยง, สุขภาพ, เครื่องสำอาง
* **การลงทุนในสตาร์ทอัพ:** เช่น Orca Food ผู้ผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงจากโปรตีนแมลง
## ความเสี่ยง
* **ภาวะขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์และค่าระวางเรือที่สูง:** ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการขนส่ง คาดว่าจะต่อเนื่องถึงปี 2565
* **ราคาบรรจุภัณฑ์และน้ำมันที่ใช้ในการผลิตอาหาร:** อาจส่งผลให้ต้นทุนขายปรับเพิ่มขึ้นในปี 2565
* **การปิดโรงงานชั่วคราว:** จากสถานการณ์ COVID-19 ส่งผลกระทบต่อกำลังการผลิตและแรงงานในระยะสั้น
* **การเรียกคืนสินค้า:** กรณีธุรกิจ Avanti ที่ส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกา
* **ความผันผวนของราคาวัตถุดิบ:** เช่น ปลาทูน่า, กุ้งขาว, ปลาแซลมอน
* **ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน:** แม้ในไตรมาสนี้จะเป็นผลบวก แต่ยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องติดตาม
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **แนวโน้มต้นทุนค่าขนส่งและภาวะห่วงโซ่อุปทาน:** จะยังคงเป็นปัจจัยกดดันต่อ GPM หรือไม่ และจะสามารถบริหารจัดการได้ดีเพียงใด
* **การฟื้นตัวของกำลังการผลิต:** หลังจากการปิดโรงงานชั่วคราวจาก COVID-19 จะกลับสู่ระดับปกติได้เร็วแค่ไหน
* **ผลประกอบการของ Red Lobster และ Avanti:** จะสามารถพลิกกลับมามีกำไรได้หรือไม่
* **การเติบโตของธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงและผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า:** จะยังคงรักษาโมเมนตัมการเติบโตได้ต่อเนื่องหรือไม่
* **ความคืบหน้าในการลงทุนใหม่ๆ:** เช่น RBF, โรงงานโปรตีนไฮโดรไลเสต, ZEAVITA
* **การบริหารจัดการความเสี่ยงด้านต้นทุน:** เช่น สัญญา FOB, การแบ่งปันต้นทุนกับคู่ค้า
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: เกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร)
* **ธุรกิจผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแปรรูป:** ยอดขายลดลง 8.0% YoY เนื่องจากกลับสู่ภาวะปกติหลังการกักตุนสินค้าในปีก่อนหน้า และปัญหาขาดแคลนตู้เรือขนส่ง อย่างไรก็ตาม อัตรากำไรขั้นต้นยังคงอยู่ในระดับสูงที่ 20.7% จากราคาวัตถุดิบที่ลดลง และผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นของธุรกิจซาร์ดีน แมคเคอเรล และแซลมอน
* **ธุรกิจผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแช่แข็ง แช่เย็น และธุรกิจที่เกี่ยวข้อง:** ยอดขายเติบโต 11.0% YoY จากปริมาณขายที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจกุ้งและล็อบสเตอร์ที่ฟื้นตัวจากการเปิดของร้านอาหารในเอเชียและสหรัฐอเมริกา อัตรากำไรขั้นต้นปรับสูงขึ้นเป็น 13.1% จาก 11.1% ในปีก่อน
* **ธุรกิจผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยง ผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า และอื่นๆ:** ยอดขายเติบโต 11.4% YoY จากความต้องการสินค้าที่สูง การเปิดตัวสินค้าใหม่ และการขยายฐานลูกค้า อย่างไรก็ตาม อัตรากำไรขั้นต้นลดลงเป็น 23.6% จาก 26.2% YoY เนื่องจากผลกระทบจากการปิดโรงงานชั่วคราว ค่าขนส่งและค่าระวางเรือที่สูงขึ้น
* **ราคาวัตถุดิบ:** ราคาปลาทูน่าเฉลี่ย Q3/64 อยู่ที่ 1,400 USD/ตัน ลดลง 6.7% YoY, ราคากุ้งขาวเฉลี่ย Q3/64 อยู่ที่ 128 บาท/กก. ลดลง 11.7% YoY, ราคาปลาแซลมอนเฉลี่ย Q3/64 อยู่ที่ 58 NOK/กก. เพิ่มขึ้น 11.5% YoY
* **อัตราแลกเปลี่ยน:** ค่าเงินบาทอ่อนค่าเมื่อเทียบกับ USD, EUR, GBP ส่งผลบวกต่อยอดขาย
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
* **สินทรัพย์รวม:** เพิ่มขึ้น 11.8% จากสิ้นปี 2563 เป็น 161,687 ล้านบาท โดยมีสินค้าคงคลังเพิ่มขึ้น และการลงทุนในบริษัทย่อยและบริษัทร่วมทุน
* **หนี้สินรวม:** เพิ่มขึ้น 16.1% เป็น 103,174 ล้านบาท จากการเตรียมจัดหาเงินกู้ล่วงหน้าสำหรับหนี้สินระยะยาว และการออกหุ้นกู้ส่งเสริมความยั่งยืน
* **ส่วนของผู้ถือหุ้น:** เพิ่มขึ้น 5.0% เป็น 58,513 ล้านบาท จากผลกำไรระหว่างไตรมาส
* **อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุน:** อยู่ที่ 1.08 เท่า เพิ่มขึ้นจาก 0.97 เท่า ณ สิ้นปี 2563
* **EBITDA:** 11,341 ล้านบาท ใน 9 เดือนแรกของปี 2564
* **กระแสเงินสดอิสระ:** เป็นบวก 4,011 ล้านบาท ใน 9 เดือนแรกของปี 2564 แม้มีเงินทุนหมุนเวียนเพิ่มขึ้นชั่วคราว
* **เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด:** ลดลง 1,922 ล้านบาท ณ สิ้นไตรมาส 3/2564 อยู่ที่ 4,365 ล้านบาท
* **อัตราผลตอบแทนต่อเงินทุน (ROCE):** ปรับดีขึ้นเป็น 10.3% จาก 9.2% ในปีก่อน
* **จำนวนวันสินค้าคงคลัง:** เพิ่มขึ้นเป็น 135 วัน จาก 123 วันในปีก่อน เนื่องจากมูลค่าสินค้าคงคลังและสินค้าที่รอการขนส่งเพิ่มขึ้น
## สรุปท้าย
แม้ว่า TU จะสามารถรักษาการเติบโตของยอดขายในไตรมาส 3/2564 ได้จากธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็งและอาหารสัตว์เลี้ยงที่ฟื้นตัว ประกอบกับผลบวกจากอัตราแลกเปลี่ยน แต่กำไรสุทธิกลับปรับลดลง 5.8% YoY โดยมีปัจจัยกดดันหลักจากต้นทุนค่าขนส่งที่พุ่งสูงขึ้น และส่วนแบ่งขาดทุนจากบริษัทร่วม ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่ฝ่ายจัดการคาดว่าจะยังคงมีผลกระทบต่อเนื่องไปถึงปี 2565 ทำให้การบริหารจัดการต้นทุนและห่วงโซ่อุปทานเป็นประเด็นสำคัญที่นักลงทุนต้องจับตาอย่างใกล้ชิดในระยะถัดไป
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ TU ไตรมาส 4/2564
รายได้รวม
35,272.71
ล้านบาท
↓ 0.2% YoY
กำไรขั้นต้น
6,409.49
ล้านบาท
↓ 2.2% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
18.17
%
กำไรสุทธิ
1,013.24
ล้านบาท
↓ 49.1% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
2.87
%
D/E Ratio
2.04
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
35,273
↓ -0.2%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
6,409
↓ -2.2%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
1,013
↓ -49.1%
YoY
D/E Ratio
2.04
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — TU
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
2.04
ROE (%)
9.88
ROA (%)
5.11
Book Value/หุ้น
11.97
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — TU
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-4,963
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+5,786
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — TU
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
-4,963.26
+66.04%
|
-2,989.20
+39.02%
|
-2,150.13
-122.31%
|
9,638.15
-750.72%
|
-1,481.15
-77.34%
|
-6,535.43
+196.29%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
5,786.11
-238.11%
|
-4,189.55
-147.75%
|
8,773.58
-1,024.55%
|
-948.96
-166.69%
|
1,422.84
+44.63%
|
983.81
-57.12%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
-496.96
-104.23%
|
11,754.17
+129.03%
|
5,132.10
-68.54%
|
16,313.53
+124.61%
|
7,263.07
+30.44%
|
5,568.09
+3.97%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
325.89
-92.88%
|
4,575.42
-61.08%
|
11,755.56
-52.98%
|
25,002.72
+406.75%
|
4,933.96
+29,857.26%
|
16.47
-97.49%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
8,280.65
-41.82%
|
14,233.30
+18.39%
|
12,022.20
+36.18%
|
8,828.32
+46.67%
|
6,019.25
+34.26%
|
4,483.43
+242.10%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
8,431.84
+1.83%
|
8,280.65
-41.82%
|
14,233.30
+18.39%
|
12,022.20
+36.18%
|
8,828.32
+46.67%
|
6,019.25
+34.26%
|