บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)
SET · อาหารและเครื่องดื่ม
12.80
+0.60 (+4.92%)
สรุปสั้น
กำไรที่เพิ่มขึ้นเป็นผลจากธุรกิจหลักที่มียอดขายเพิ่มขึ้นและมีอัตรากําไรในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับส่วนแบ่งขาดทุนจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมที่ลดลง และกําไรจากอัตราแลกเปลี่ยนที่เพิ่มขึ้นช่วยลดผลกระทบจาก ความท้าทายในห่วงโซ่อุปทาน
โดยรายได้รวม Q4/64 เพิ่มขึ้น 15.1% เนื่องจากธุรกิจอาหารทะเลแปรรูปเติบโต 4.9% ธุรกิจ อาหารทะเลแช่แข็งและแช่เย็นฟื้นตัว 21.0% และธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงและ ผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่าเติบโตอย่างแข็งแกร่งที่ 272% จากช่วงเดียวกันปี ก่อนหน้า และมีกําไรจากอัตราแลกเปลี่ยนที่เพิ่มขึ้นในปี 2564 บริษัทฯ รายงานยอดขายรวม 141.0 พันล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดย เพิ่มขึ้น 6.5% จากปีก่อน
ในส่วนของกำไรขั้นต้น อัตรากําไรขั้นต้นในไตรมาส 4/2564 และปี 2564 อยู่ในระดับสูงที่ 18.2% จากอัตรากําไรขั้นต้นของธุรกิจอาหาร ทะเลแช่แข็งและแช่เย็นเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก ขณะที่ธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง และผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า และธุรกิจอาหารทะเลแปรรูปยังมีอัตรากําไร ขั้นต้นที่เพิ่มขึ้นเช่นกันแม้ราคาวัตถุดิบและต้นทุนค่าขนส่งปรับตัวสูงขึ้น
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=28794 out_tok=3692 at=2026-08-03T15:10:14 -->
# TU โชว์กำไร Q2/2569 แตะ 1,264 ล้านบาท อานิสงส์ GPM นิวไฮ-ยอดขายฟื้น
## อัตรากำไรขั้นต้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 21.4% หนุนผลงานแกร่ง แม้ต้นทุนขนส่ง-ภาษีนำเข้าพุ่ง
บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 ที่แข็งแกร่ง โดยมีกำไรสุทธิ 1,264 ล้านบาท ใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้จะเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนค่าขนส่งและภาษีนำเข้าที่เพิ่มขึ้น ปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนผลประกอบการคือการทำสถิติใหม่ของอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ที่ 21.4% ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายทั้งปี สะท้อนการบริหารราคาขายและต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ ประกอบกับการฟื้นตัวของยอดขายจากการดำเนินงานปกติที่เติบโตต่อเนื่อง
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนผลประกอบการของ TU ในไตรมาส 2 ปี 2569 คือ **การทำสถิติสูงสุดใหม่ของอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ที่ 21.4%** ซึ่งสูงกว่ากรอบเป้าหมายที่บริษัทฯ ตั้งไว้สำหรับปี 2569 โดย GPM ที่เพิ่มขึ้นนี้มีส่วนสำคัญในการชดเชยแรงกดดันจากค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่สูงขึ้น และทำให้กำไรสุทธิทรงตัวใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 1,264 ล้านบาท (ลดลงเล็กน้อย 0.7% YoY) แม้ว่ายอดขายจะเติบโต 1.4% YoY มาอยู่ที่ 33,845 ล้านบาท
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
การที่ GPM ทำสถิติสูงสุดใหม่ เกิดจากหลายปัจจัยประกอบกัน ได้แก่:
* **การบริหารราคาขายอย่างมีประสิทธิภาพ:** บริษัทฯ สามารถปรับราคาขายให้สอดคล้องกับต้นทุนที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจอาหารทะเลแปรรูป อาหารทะเลแช่แข็ง และอาหารสัตว์เลี้ยง
* **การควบคุมต้นทุนวัตถุดิบ:** ราคาวัตถุดิบหลัก เช่น ปลาและกุ้ง มีแนวโน้มที่เอื้ออำนวยต่อการทำกำไร โดยเฉพาะราคาวัตถุดิบในสินค้าคงเหลือที่ต่ำลง
* **สัดส่วนธุรกิจที่เอื้อต่อกำไรมากขึ้น:** การเติบโตของธุรกิจที่มีอัตรากำไรสูง เช่น อาหารทะเลแปรรูป และอาหารสัตว์เลี้ยง มีส่วนช่วยหนุน GPM โดยรวม
* **ประสิทธิภาพการผลิตที่ดีขึ้น:** การเพิ่มขึ้นของปริมาณการผลิตช่วยให้การใช้กำลังการผลิตมีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตต่อหน่วยลดลง
อย่างไรก็ตาม แรงกดดันด้านต้นทุนก็มีอยู่เช่นกัน โดยค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้น 9.2% YoY มาอยู่ที่ 5,088 ล้านบาท สาเหตุหลักมาจากค่าขนส่งที่สูงขึ้นตามราคาน้ำมัน และการรับรู้ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ตลอดทั้งไตรมาส
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
**มีโอกาสต่อเนื่อง** โดยฝ่ายจัดการได้ปรับเพิ่มเป้าหมายอัตรากำไรขั้นต้นสำหรับปี 2569 เป็นประมาณ 19.5% ถึง 20.5% (จากเดิม 19.0% ถึง 20.0%) สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในแนวโน้มการดำเนินงานที่แข็งแกร่งขึ้น ปัจจัยที่สนับสนุนความต่อเนื่อง ได้แก่:
* **แนวโน้มราคาวัตถุดิบที่เอื้ออำนวย:** แม้ราคาปลาทูน่าจะปรับสูงขึ้น แต่ราคาวัตถุดิบกุ้งและปลาแซลมอนมีแนวโน้มลดลง ซึ่งช่วยหนุน GPM ในบางกลุ่มธุรกิจ
* **การบริหารราคาขายและต้นทุนอย่างต่อเนื่อง:** บริษัทฯ มีกลยุทธ์ในการบริหารจัดการต้นทุนและราคาขายอย่างมีประสิทธิภาพมาโดยตลอด
* **การปรับเพิ่มเป้าหมาย GPM ของบริษัทฯ:** สะท้อนถึงความคาดหวังเชิงบวกของฝ่ายบริหารต่อผลการดำเนินงานในอนาคต
## Highlight สำคัญ
* **ยอดขายเติบโต 1.4% YoY:** อยู่ที่ 33,845 ล้านบาท จากการเติบโตของยอดขายจากการดำเนินงานปกติ 1.5% YoY โดยได้แรงหนุนจากความต้องการที่แข็งแกร่งในตลาดหลัก และการปรับตัวดีขึ้นของยอดขายในกลุ่มอาหารสัตว์เลี้ยง ผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า และอาหารทะเลแปรรูป
* **GPM ทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 21.4%:** เพิ่มขึ้น 10.2% YoY จาก 19.7% ในปีก่อน เป็นผลจากการบริหารราคาขายและต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงแนวโน้มราคาวัตถุดิบที่เอื้ออำนวย
* **กำไรสุทธิใกล้เคียงปีก่อน:** อยู่ที่ 1,264 ล้านบาท (ลดลง 0.7% YoY) แม้ GPM จะสูงขึ้น แต่ถูกหักล้างบางส่วนจากค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่เพิ่มขึ้น 9.2% YoY และผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน
* **ปรับเพิ่มเป้าหมายปี 2569:** ปรับเพิ่มเป้าหมายยอดขายเติบโตเป็น +4% ถึง +6% (จากเดิม +3% ถึง +4%) และปรับเพิ่มเป้าหมาย GPM เป็น 19.5% - 20.5% (จากเดิม 19.0% - 20.0%)
* **จ่ายปันผล 0.40 บาท/หุ้น:** เพิ่มขึ้น 14.3% YoY เป็นอัตราสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2565
## ภาพรวมผลประกอบการ
ในไตรมาส 2 ปี 2569 TU มียอดขายรวม 33,845 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากการเติบโตของยอดขายจากการดำเนินงานปกติที่เพิ่มขึ้น 1.5% ซึ่งเป็นไตรมาสที่สี่ติดต่อกันที่บริษัทฯ สามารถสร้างการเติบโตได้ โดยได้แรงหนุนจากความต้องการที่แข็งแกร่งในตลาดหลักและการปรับตัวดีขึ้นของยอดขายในกลุ่มธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง ธุรกิจผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า และธุรกิจอาหารทะเลแปรรูป แม้ว่าอัตราแลกเปลี่ยนจะมีผลกระทบเชิงลบเล็กน้อยที่ 0.1%
ด้านต้นทุนขาย แม้จะได้รับผลกระทบจากภาษีนำเข้าที่เพิ่มขึ้นเต็มไตรมาสเมื่อเทียบกับปีก่อน แต่บริษัทฯ สามารถบริหารจัดการได้ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและโครงการลดต้นทุน ส่งผลให้กำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 10.2% YoY มาอยู่ที่ 7,238 ล้านบาท และอัตรากำไรขั้นต้นทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 21.4%
อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้น 9.2% YoY มาอยู่ที่ 5,088 ล้านบาท จากค่าขนส่งที่สูงขึ้นตามราคาน้ำมัน และการลงทุนด้านการตลาด รวมถึงค่าใช้จ่ายภาษีนำเข้า ทำให้ต้นทุนดังกล่าวต่อยอดขายเพิ่มขึ้นเป็น 15.0%
ผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 71 ล้านบาท เทียบกับกำไร 68 ล้านบาทในปีก่อน รายได้อื่นเพิ่มขึ้น 29.2% ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมลดลงเล็กน้อย และต้นทุนทางการเงินลดลง 1.8%
โดยสรุป กำไรสุทธิอยู่ที่ 1,264 ล้านบาท ใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยกำไรจากการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้นถูกชดเชยบางส่วนจากผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนและค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่เพิ่มขึ้น
เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ยอดขายเพิ่มขึ้น 5.6% จากปัจจัยฤดูกาลและปริมาณขายที่เพิ่มขึ้น 4.1% อัตรากำไรขั้นต้นปรับดีขึ้น 3.2% จากต้นทุนวัตถุดิบที่เอื้ออำนวย แม้ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารจะเพิ่มขึ้น 9.1% แต่กำไรจากการดำเนินงานและกำไรสุทธิก็เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 84.9% และ 13.5% ตามลำดับ
สำหรับครึ่งแรกของปี 2569 ยอดขายรวมเพิ่มขึ้น 4.3% YoY มาอยู่ที่ 65,899 ล้านบาท จากการเติบโตของยอดขายปกติ 5.1% และปริมาณขาย 2.3% อัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 19.8% สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้น 4.1% จากภาษีนำเข้าและค่าขนส่งที่สูงขึ้น ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมเพิ่มขึ้นเล็กน้อย และต้นทุนทางการเงินลดลง ส่งผลให้กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 3.7% YoY มาอยู่ที่ 2,377 ล้านบาท
## โอกาส
* **การเติบโตของยอดขายจากการดำเนินงานปกติ:** เป็นไตรมาสที่สี่ติดต่อกันที่บริษัทฯ สามารถสร้างการเติบโตได้ต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มอาหารสัตว์เลี้ยง ผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า และอาหารทะเลแปรรูป
* **ความต้องการที่แข็งแกร่งในตลาดหลัก:** สะท้อนถึงศักยภาพในการขยายตลาดและรักษาฐานลูกค้า
* **การปรับเพิ่มเป้าหมายยอดขายและ GPM ปี 2569:** บ่งชี้ถึงแนวโน้มผลประกอบการที่สดใส และความเชื่อมั่นของฝ่ายบริหาร
* **การระงับการจัดเก็บภาษีนำเข้าของสหราชอาณาจักร:** มาตรการนี้คาดว่าจะช่วยสนับสนุนการเข้าถึงตลาดและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกปลาทูน่า
* **นวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืน:** การเปิดตัวบรรจุภัณฑ์รีไซเคิลได้สำหรับผลิตภัณฑ์ปลาทูน่าพร้อมทาน สนับสนุนเป้าหมายด้านความยั่งยืนและตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม
## ความเสี่ยง
* **ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน:** การอ่อนค่าของเงินบาทอาจส่งผลดีต่อผลประกอบการ แต่ผลกระทบสุทธิขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่น ๆ เช่น สกุลเงินอื่น ๆ และการป้องกันความเสี่ยง
* **ความผันผวนของราคาวัตถุดิบและต้นทุนค่าขนส่ง:** ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเป็นปัจจัยกดดันต้นทุนที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
* **มาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ:** แม้ฝ่ายจัดการประเมินว่าจะไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขัน แต่ยังคงต้องติดตามพัฒนาการอย่างใกล้ชิด
* **การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการสั่งซื้อของลูกค้า:** โดยเฉพาะในกลุ่มอาหารสัตว์เลี้ยงที่อาจมีการปรับเปลี่ยนไปยังผลิตภัณฑ์ที่มูลค่าเพิ่มสูงขึ้น
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **แนวโน้ม GPM:** จะสามารถรักษา GPM ในระดับสูงกว่า 20% ได้ต่อเนื่องหรือไม่ ท่ามกลางแรงกดดันด้านต้นทุน
* **การบริหารจัดการต้นทุนค่าขนส่งและภาษีนำเข้า:** กลยุทธ์ของบริษัทฯ ในการรับมือกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น
* **การเติบโตของยอดขายในแต่ละกลุ่มธุรกิจ:** โดยเฉพาะการฟื้นตัวของธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็ง และการเติบโตอย่างต่อเนื่องของอาหารสัตว์เลี้ยงและผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า
* **ผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ:** แม้ประเมินว่าจำกัด แต่ต้องติดตามการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น
* **การดำเนินงานตามเป้าหมายความยั่งยืน:** โดยเฉพาะการจัดหาวัตถุดิบอย่างยั่งยืน และการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: เกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร)
* **ธุรกิจอาหารทะเลแปรรูป:** ยอดขายเติบโต 1.5% YoY จากปริมาณขายที่เพิ่มขึ้น 4.4% โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ปลาทูน่าและปลาแซลมอนกระป๋อง GPM ทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 23.8% จากการบริหารราคาขาย ต้นทุนวัตถุดิบในสต็อกที่ต่ำลง และประสิทธิภาพการผลิตที่ดีขึ้น
* **ธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็ง:** ยอดขายทรงตัว YoY แม้มีการปรับราคาขายเพื่อสะท้อนภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ปริมาณขายลดลง 5.4% จากความต้องการอ่อนตัวในตลาดสหรัฐฯ และความต้องการอาหารปลาที่ลดลง GPM ปรับดีขึ้นเป็น 13.5% จากราคาวัตถุดิบกุ้งที่เอื้ออำนวยและการบริหารราคาขาย
* **ธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง:** ยอดขายเติบโต 2.3% YoY จากปริมาณขายที่เพิ่มขึ้น 3.4% โดยเฉพาะในตลาดสหรัฐฯ และยุโรป GPM แข็งแกร่งที่ 29.7% จากสัดส่วนสินค้าพรีเมียมที่สูงและการปรับปรุงประสิทธิภาพภายใต้โครงการ Tailwind
* **ธุรกิจผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า:** ยอดขายเติบโต 5.8% YoY จากปริมาณขายที่เพิ่มขึ้น 7.4% โดยเฉพาะธุรกิจบรรจุภัณฑ์ที่สอดคล้องกับการเติบโตของอาหารทะเลแปรรูป อย่างไรก็ตาม GPM ลดลง 4.2% YoY มาอยู่ที่ 22.1% จากสัดส่วนผลิตภัณฑ์ที่เปลี่ยนแปลงและราคาวัตถุดิบอะลูมิเนียมที่สูงขึ้น
* **ราคาวัตถุดิบ:** ราคาปลาทูน่า (Skipjack) เพิ่มขึ้น 17.1% YoY แต่ราคากุ้งลดลง 8.2% YoY และราคาปลาแซลมอนลดลง 1.6% YoY
* **ยอดขายตามประเภทการจำหน่าย:** ยอดขายจากแบรนด์เติบโต 2.7% YoY ขณะที่ยอดขายรับจ้างผลิตลดลง 0.5% YoY
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
* **สินทรัพย์รวม:** ณ 30 มิ.ย. 2569 อยู่ที่ 161,301 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.9% จากสิ้นปี 2568 โดยหลักจากการเพิ่มขึ้นของเงินลงทุนระยะสั้นและลูกหนี้การค้า
* **หนี้สินรวม:** อยู่ที่ 107,927 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.6% จากสิ้นปี 2568 โดยหลักจากการเพิ่มขึ้นของเงินกู้ยืมระยะยาวและหนี้สินสัญญาอนุพันธ์หมุนเวียน
* **ส่วนของผู้ถือหุ้น:** อยู่ที่ 53,374 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.5% จากสิ้นปี 2568 จากกำไรสะสมที่เพิ่มขึ้น
* **อัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น:** อยู่ที่ 1.15 เท่า ลดลงจาก 1.17 เท่าในไตรมาสก่อนหน้า และต่ำกว่า 1.12 เท่าในปีก่อน
* **กระแสเงินสด:** เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน 5,009 ล้านบาท ใช้ไปในกิจกรรมลงทุน 4,150 ล้านบาท และใช้ไปในกิจกรรมจัดหาเงิน 3,367 ล้านบาท
## สรุปท้าย
TU โชว์ผลประกอบการ Q2/2569 ที่น่าประทับใจ โดยมีหัวใจสำคัญอยู่ที่การทำสถิติสูงสุดใหม่ของอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ที่ 21.4% ซึ่งเป็นผลจากการบริหารราคาขายและต้นทุนวัตถุดิบอย่างมีประสิทธิภาพ แม้จะเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนค่าขนส่งและภาษีนำเข้าที่เพิ่มขึ้น การเติบโตของยอดขายจากการดำเนินงานปกติอย่างต่อเนื่องในทุกกลุ่มธุรกิจ และการปรับเพิ่มเป้าหมายผลประกอบการปี 2569 สะท้อนถึงความแข็งแกร่งและโอกาสในการเติบโตในอนาคต อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรจับตาความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ราคาวัตถุดิบ และมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่อาจส่งผลกระทบต่อผลประกอบการในระยะต่อไป
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ TU ไตรมาส 4/2564
รายได้รวม
35,272.71
ล้านบาท
↓ 0.2% YoY
กำไรขั้นต้น
6,409.49
ล้านบาท
↓ 2.2% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
18.17
%
กำไรสุทธิ
1,013.24
ล้านบาท
↓ 49.1% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
2.87
%
D/E Ratio
2.04
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
35,273
↓ -0.2%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
6,409
↓ -2.2%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
1,013
↓ -49.1%
YoY
D/E Ratio
2.04
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — TU
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
2.04
ROE (%)
9.88
ROA (%)
5.11
Book Value/หุ้น
11.97
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — TU
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-4,963
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+5,786
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — TU
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
-4,963.26
+66.04%
|
-2,989.20
+39.02%
|
-2,150.13
-122.31%
|
9,638.15
-750.72%
|
-1,481.15
-77.34%
|
-6,535.43
+196.29%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
5,786.11
-238.11%
|
-4,189.55
-147.75%
|
8,773.58
-1,024.55%
|
-948.96
-166.69%
|
1,422.84
+44.63%
|
983.81
-57.12%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
-496.96
-104.23%
|
11,754.17
+129.03%
|
5,132.10
-68.54%
|
16,313.53
+124.61%
|
7,263.07
+30.44%
|
5,568.09
+3.97%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
325.89
-92.88%
|
4,575.42
-61.08%
|
11,755.56
-52.98%
|
25,002.72
+406.75%
|
4,933.96
+29,857.26%
|
16.47
-97.49%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
8,280.65
-41.82%
|
14,233.30
+18.39%
|
12,022.20
+36.18%
|
8,828.32
+46.67%
|
6,019.25
+34.26%
|
4,483.43
+242.10%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
8,431.84
+1.83%
|
8,280.65
-41.82%
|
14,233.30
+18.39%
|
12,022.20
+36.18%
|
8,828.32
+46.67%
|
6,019.25
+34.26%
|