บริษัท ที.เอ.ซี. คอนซูเมอร์ จำกัด (มหาชน)
MAI · อาหารและเครื่องดื่ม
6.45
+0.00 (+0.00%)
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=7279 out_tok=2547 at=2026-07-26T07:52:11 -->
TACC กำไรสุทธิ Q3/2566 หดตัว 4.19% รับต้นทุนวัตถุดิบพุ่ง-บริหารเพิ่ม
ฝ่ายจัดการชี้รายได้ลูกค้าในประเทศ-กัมพูชาหนุน แต่ GPM ลดลงกระทบผลกำไร
บริษัท ที.เอ.ซี. คอนซูเมอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ TACC รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2566 มีกำไรสุทธิ 59.89 ล้านบาท ลดลง 4.19% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้รายได้จากการขายและบริการจะเติบโต 10.82% เป็น 422.80 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหลักจากยอดขายลูกค้าในประเทศที่เพิ่มขึ้น การสั่งซื้อของลูกค้ารายใหม่ และการขยายตลาดในกัมพูชา อย่างไรก็ตาม อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ที่ลดลงจากการปรับตัวขึ้นของราคาวัตถุดิบ ประกอบกับค่าใช้จ่ายในการบริหารที่เพิ่มขึ้น ส่งผลกระทบต่อกำไรสุทธิ
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
กลุ่มธุรกิจ: เกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร
หัวใจหลักที่ส่งผลให้กำไรสุทธิของ TACC ในไตรมาส 3 ปี 2566 ปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน คือ **การปรับตัวเพิ่มขึ้นของต้นทุนขายและบริการที่สูงกว่าการเติบโตของรายได้ ประกอบกับค่าใช้จ่ายในการบริหารที่เพิ่มขึ้น** แม้ว่ารายได้จากการขายและบริการจะเติบโตได้ดี
**ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น**
* **ต้นทุนขายและบริการที่เพิ่มขึ้นกระทบอัตรากำไรขั้นต้น (GPM):** ในไตรมาส 3/2566 ต้นทุนขายและบริการของบริษัทฯ เพิ่มขึ้น 14.18% เป็น 282.55 ล้านบาท คิดเป็น 66.83% ของรายได้จากการขายและบริการ เพิ่มขึ้น 1.97% เมื่อเทียบกับปีก่อน ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลงจาก 35.14% ในปีก่อน มาอยู่ที่ 33.17% ในไตรมาสนี้ สาเหตุหลักมาจากการปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาวัตถุดิบที่เริ่มตั้งแต่ช่วงปลายปี 2565 เป็นต้นมา
* **ค่าใช้จ่ายในการบริหารที่เพิ่มขึ้น:** ค่าใช้จ่ายในการบริหารในไตรมาส 3/2566 เพิ่มขึ้น 29.35% เป็น 28.64 ล้านบาท คิดเป็น 6.77% ของรายได้จากการขายและบริการ เพิ่มขึ้น 0.97% เมื่อเทียบกับปีก่อน สาเหตุหลักมาจากค่าใช้จ่ายพนักงาน ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการต่างๆ และค่าใช้จ่ายเดินทางที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่คลี่คลายลง ทำให้มีการเดินทางและกิจกรรมทางธุรกิจมากขึ้น
* **รายได้จากการขายและบริการเติบโต:** แม้ต้นทุนและค่าใช้จ่ายจะเพิ่มขึ้น แต่รายได้จากการขายและบริการยังคงเติบโตได้ดี 10.82% เป็น 422.80 ล้านบาท โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากยอดขายลูกค้าในประเทศที่เพิ่มขึ้น การสั่งซื้อที่ต่อเนื่องของลูกค้ารายใหม่ และการขยายตลาดในประเทศกัมพูชาจากการเปิดสาขาของ 7-11
**จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่**
**ยังไม่ชัดเจน ต้องติดตาม** ฝ่ายจัดการระบุว่าสาเหตุที่อัตรากำไรขั้นต้นลดลงเนื่องจากการปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงปลายปี 2565 เป็นต้นมา ซึ่งเป็นปัจจัยภายนอกที่อาจส่งผลกระทบต่อเนื่องได้ หากราคาวัตถุดิบยังคงอยู่ในระดับสูง ในขณะที่ค่าใช้จ่ายในการบริหารที่เพิ่มขึ้นนั้น มาจากสถานการณ์ที่คลี่คลายจากโควิด-19 ซึ่งอาจเป็นปัจจัยที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราวหรือต่อเนื่อง ขึ้นอยู่กับการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
## Highlight สำคัญ
* **กำไรสุทธิลดลง 4.19% YoY:** ในไตรมาส 3/2566 กำไรสุทธิอยู่ที่ 59.89 ล้านบาท ลดลงจาก 62.51 ล้านบาทในปีก่อน
* **รายได้จากการขายและบริการเติบโต 10.82% YoY:** รายได้รวมอยู่ที่ 422.80 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหนุนจากยอดขายในประเทศ ลูกค้ารายใหม่ และตลาดกัมพูชา
* **อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ลดลง:** GPM อยู่ที่ 33.17% ลดลงจาก 35.14% ในปีก่อน เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น
* **ค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้น 29.35% YoY:** เพิ่มขึ้นเป็น 28.64 ล้านบาท จากการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายพนักงาน ค่าดำเนินการ และค่าเดินทาง
* **คาดรายได้ทั้งปี 2566 เติบโต 10%:** ฝ่ายจัดการตั้งเป้าหมายการเติบโตของรายได้ทั้งปี โดยเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเดิม ออกสินค้าใหม่ และขยายช่องทางจัดจำหน่าย
## ภาพรวมผลประกอบการ
สำหรับไตรมาส 3 ปี 2566 บริษัทฯ มีรายได้จากการขายและบริการ 422.80 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.82% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้ 381.52 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม กำไรสุทธิอยู่ที่ 59.89 ล้านบาท ลดลง 4.19% เมื่อเทียบกับ 62.51 ล้านบาทในปีก่อน ทำให้อัตรากำไรสุทธิลดลงจาก 16.38% เป็น 14.16%
สำหรับงวด 9 เดือนปี 2566 บริษัทฯ มีรายได้จากการขายและบริการรวม 1,245.46 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.83% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้ 1,103.84 ล้านบาท แต่กำไรสุทธิอยู่ที่ 168.73 ล้านบาท ลดลง 12.00% เมื่อเทียบกับ 191.73 ล้านบาทในปีก่อน ทำให้อัตรากำไรสุทธิลดลงจาก 17.37% เป็น 13.55%
เมื่อพิจารณางบการเงินรวม กลุ่มบริษัทฯ มีกำไรสุทธิรวมในไตรมาส 3/2566 อยู่ที่ 51.25 ล้านบาท ลดลง 17.56% จาก 62.17 ล้านบาทในปีก่อน และงวด 9 เดือนปี 2566 กำไรสุทธิรวมอยู่ที่ 146.75 ล้านบาท ลดลง 23.06% จาก 190.72 ล้านบาทในปีก่อน สาเหตุหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของต้นทุนขาย ค่าใช้จ่ายในการบริหาร ผลขาดทุนของบริษัทย่อย และส่วนแบ่งขาดทุนจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมที่เพิ่มขึ้น
## โอกาส
* **การเติบโตของยอดขายในประเทศ:** ลูกค้าในประเทศยังคงมีการสั่งซื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
* **การขยายตลาดในกัมพูชา:** การเปิดสาขาของ 7-11 ในกัมพูชาช่วยเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายและยอดขาย
* **การออกสินค้าใหม่:** บริษัทฯ มีแผนออกสินค้าใหม่ตามเทรนด์ผู้บริโภคเพื่อเพิ่มมูลค่าและตอบสนองความต้องการ
* **การบริหารจัดการต้นทุนและค่าใช้จ่าย:** ฝ่ายจัดการมุ่งเน้นการควบคุมค่าใช้จ่ายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
## ความเสี่ยง
* **ความผันผวนของราคาวัตถุดิบ:** การปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาวัตถุดิบส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนขายและอัตรากำไรขั้นต้น
* **การเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายในการบริหาร:** ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นอาจกดดันอัตรากำไรสุทธิหากไม่สามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
* **ผลขาดทุนของบริษัทย่อย:** การดำเนินงานของบริษัทย่อยที่ยังคงมีผลขาดทุนส่งผลกระทบต่อผลประกอบการรวม
* **ส่วนแบ่งขาดทุนจากเงินลงทุนในบริษัทร่วม:** การตีมูลค่ายุติธรรมสินทรัพย์ไม่มีตัวตนของบริษัทร่วมส่งผลให้มีส่วนแบ่งขาดทุนเพิ่มขึ้น
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **แนวโน้มราคาวัตถุดิบ:** การเปลี่ยนแปลงของราคาวัตถุดิบหลักจะส่งผลต่อ GPM ในไตรมาสถัดไป
* **การบริหารจัดการค่าใช้จ่ายในการบริหาร:** ความสามารถในการควบคุมค่าใช้จ่ายให้สอดคล้องกับการเติบโตของรายได้
* **ผลประกอบการของบริษัทย่อย:** การพลิกกลับมามีกำไรของบริษัทย่อยจะช่วยหนุนผลประกอบการรวม
* **การขยายตลาดในต่างประเทศ:** ความคืบหน้าของการขยายตลาดในกัมพูชาและประเทศอื่นๆ
* **การออกผลิตภัณฑ์ใหม่:** การตอบรับของตลาดต่อสินค้าใหม่ที่จะเปิดตัว
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: เกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร)
* **ราคาวัตถุดิบ:** การปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาวัตถุดิบเป็นปัจจัยกดดันหลักต่อ GPM ในไตรมาสนี้ โดยฝ่ายจัดการระบุว่าเริ่มตั้งแต่ปลายปี 2565 และส่งผลให้ต้นทุนขายเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
* **Volume การขาย:** ยอดขายลูกค้าในประเทศมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการสั่งซื้อของลูกค้ารายใหม่ที่เพิ่มขึ้น แสดงให้เห็นถึงการฟื้นตัวของอุปสงค์
* **ช่องทางขาย:** การขยายตลาดในกัมพูชาผ่าน 7-11 เป็นอีกปัจจัยบวกที่ช่วยเพิ่มยอดขาย
* **GPM:** อัตรากำไรขั้นต้นลดลงอย่างมีนัยสำคัญจาก 35.14% เหลือ 33.17% ในไตรมาสนี้ ซึ่งเป็นจุดที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด
* **สต็อก:** ไม่มีการกล่าวถึงข้อมูลสต็อกสินค้าในเอกสาร
* **อัตราแลกเปลี่ยน/ส่งออก:** กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนลดลงอย่างมาก เนื่องจากมีการขายเงินลงทุนในกองทุนสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐออกไป
* **ฤดูกาลผลิต:** ไม่มีการกล่าวถึงข้อมูลฤดูกาลผลิตในเอกสาร
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
เอกสาร MD&A ไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับฐานะการเงินและกระแสเงินสดโดยตรง
## สรุปท้าย
TACC ในไตรมาส 3 ปี 2566 เผชิญแรงกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้นและค่าใช้จ่ายในการบริหารที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้กำไรสุทธิลดลง แม้รายได้จะยังคงเติบโตได้ดีจากตลาดในประเทศและกัมพูชา ความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบและค่าใช้จ่ายต่างๆ รวมถึงการผลักดันการเติบโตของยอดขายผ่านสินค้าใหม่และช่องทางจัดจำหน่ายใหม่ จะเป็นปัจจัยสำคัญในการฟื้นฟูกำไรในระยะต่อไป
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ TACC ไตรมาส 2/2025
รายได้รวม
675.26
ล้านบาท
↑ 29.2% YoY
กำไรขั้นต้น
215.76
ล้านบาท
↑ 27.8% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
31.95
%
กำไรสุทธิ
56.94
ล้านบาท
↑ 0.7% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
8.43
%
D/E Ratio
0.69
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
675
↑ + 29.2%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
216
↑ + 27.8%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
57
↑ + 0.7%
YoY
D/E Ratio
0.69
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — TACC
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
0.69
ROE (%)
39.74
ROA (%)
30.17
Book Value/หุ้น
1.47
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — TACC
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
+65
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
-300
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — TACC
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
64.84
-148.31%
|
-134.22
+3,618.01%
|
-3.61
-97.36%
|
-136.72
+20.78%
|
-113.20
+24.75%
|
-90.74
+1.00%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
-300.25
-564.06%
|
64.70
-136.62%
|
-176.70
+115.12%
|
-82.14
-225.90%
|
65.24
-215.63%
|
-56.42
-166.30%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
119.64
-3.54%
|
124.03
-20.12%
|
155.28
+9.49%
|
141.82
+36.21%
|
104.12
+174.94%
|
37.87
-31.23%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
-115.78
-312.40%
|
54.51
-317.69%
|
-25.04
-67.50%
|
-77.04
-237.18%
|
56.16
-151.39%
|
-109.28
-317.17%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
198.59
+23.14%
|
161.27
+6.94%
|
150.80
+10.48%
|
136.50
-32.95%
|
203.57
+1,165.20%
|
16.09
-79.89%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
137.04
-30.99%
|
198.59
+23.14%
|
161.27
+6.94%
|
150.80
+10.48%
|
136.50
-32.95%
|
203.57
+1,165.20%
|