บริษัท ที.เอ.ซี. คอนซูเมอร์ จำกัด (มหาชน)
MAI · อาหารและเครื่องดื่ม
6.45
+0.00 (+0.00%)
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=12415 out_tok=3022 at=2026-07-26T07:33:39 -->
# TACC Q2/2566 กำไรสุทธิหดตัว 9.21% รับต้นทุนขายพุ่ง-ค่าใช้จ่ายพนักงานเพิ่ม
## รายได้รวมเติบโต 15.60% แต่ GPM หดตัว 4.15% กดดันผลประกอบการ
บริษัท ที.เอ.ซี. คอนซูเมอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ TACC รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 มีกำไรสุทธิ 62.41 ล้านบาท ลดลง 9.21% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้รายได้จากการขายและบริการจะเติบโต 15.60% เป็น 445.06 ล้านบาท โดยปัจจัยหลักมาจากต้นทุนขายที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และค่าใช้จ่ายพนักงานที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) หดตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจหลักที่ทำให้อัตรากำไรสุทธิของ TACC ในไตรมาส 2/2566 ลดลง 9.21% มาจาก **การเพิ่มขึ้นของต้นทุนขายและบริการที่สูงกว่าการเติบโตของรายได้** ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) หดตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ ประกอบกับการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายพนักงาน ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันผลกำไรสุทธิ แม้ว่ารายได้จากการขายและบริการจะเติบโตได้ดีก็ตาม
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
* **ต้นทุนขายและบริการที่เพิ่มขึ้น:** ในไตรมาส 2/2566 ต้นทุนขายและบริการของบริษัทฯ เพิ่มขึ้น 23.19% เป็น 299.88 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าการเติบโตของรายได้ที่ 15.60% สาเหตุหลักมาจากการ **ปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาวัตถุดิบ** ที่เริ่มตั้งแต่ช่วงปลายปี 2565 เป็นต้นมา ทำให้ต้นทุนขายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การเพิ่มขึ้นของต้นทุนนี้ส่งผลโดยตรงต่ออัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ที่ลดลงจาก 36.77% ในปีก่อน เหลือ 32.62% ในไตรมาสนี้ หรือหดตัวลง 4.15%
* **ค่าใช้จ่ายพนักงานที่เพิ่มขึ้น:** ค่าใช้จ่ายในการบริหารของบริษัทฯ เพิ่มขึ้นถึง 35.90% ในไตรมาส 2/2566 เป็น 29.81 ล้านบาท โดยสาเหตุหลักมาจากการ **เพิ่มขึ้นของเงินเดือนและโบนัสตามจำนวนพนักงานที่เพิ่มขึ้น** รวมถึงค่าใช้จ่ายเดินทางที่เพิ่มขึ้นจากการผ่อนคลายมาตรการโควิด-19 การเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายพนักงานนี้ส่งผลกระทบต่อกำไรสุทธิโดยรวม
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
**ลักษณะครั้งคราว แต่ต้องติดตาม**
จากเอกสารระบุว่า สาเหตุที่อัตรากำไรขั้นต้นลดลงเนื่องจากการปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงปลายปี 2565 เป็นต้นมา ซึ่งอาจบ่งชี้ว่าเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ฝ่ายจัดการมีแผนการดำเนินงานในปี 2566 ที่จะเน้นกลยุทธ์การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเดิม การบริหารจัดการควบคุมพัฒนาค่าใช้จ่ายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และออกสินค้าใหม่ตามเทรนด์ผู้บริโภค ซึ่งหากสามารถดำเนินการได้ตามแผน อาจช่วยบรรเทาผลกระทบจากต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้นได้ ส่วนค่าใช้จ่ายพนักงานที่เพิ่มขึ้นจากการจ้างงานที่เพิ่มขึ้น อาจเป็นต้นทุนที่เกิดขึ้นต่อเนื่องหากบริษัทมีการขยายธุรกิจ
## Highlight สำคัญ
* **กำไรสุทธิลดลง 9.21% YoY:** ในไตรมาส 2/2566 กำไรสุทธิอยู่ที่ 62.41 ล้านบาท ลดลงจาก 68.74 ล้านบาทในปีก่อน
* **รายได้จากการขายและบริการเติบโต 15.60% YoY:** รายได้รวมอยู่ที่ 445.06 ล้านบาท จาก 384.95 ล้านบาทในปีก่อน
* **อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) หดตัว 4.15%:** GPM ลดลงจาก 36.77% ในปีก่อน เหลือ 32.62% ในไตรมาสนี้ เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น
* **ค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้น 35.90% YoY:** เพิ่มขึ้นเป็น 29.81 ล้านบาท จาก 21.94 ล้านบาทในปีก่อน โดยหลักจากค่าใช้จ่ายพนักงาน
* **งบการเงินรวมเริ่มจัดทำ:** ตั้งแต่ไตรมาส 1/2566 มีการจัดทำงบการเงินรวมเนื่องจากการจัดตั้งบริษัทย่อยใหม่
## ภาพรวมผลประกอบการ
สำหรับไตรมาส 2 ปี 2566 บริษัท ที.เอ.ซี. คอนซูเมอร์ จำกัด (มหาชน) (TACC) มีรายได้จากการขายและบริการเฉพาะกิจการอยู่ที่ 445.06 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.60% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการเป็นช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวที่ไม่มีข้อจำกัดจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ การมีลูกค้ารายใหม่เพิ่มขึ้น และการขยายตลาดในประเทศกัมพูชา อย่างไรก็ตาม ต้นทุนขายและบริการเพิ่มขึ้น 23.19% เป็น 299.88 ล้านบาท ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลงจาก 36.77% ในปีก่อน เหลือ 32.62% ในไตรมาสนี้ ทำให้กำไรสุทธิเฉพาะกิจการลดลง 9.21% เป็น 62.41 ล้านบาท
เมื่อพิจารณางบการเงินรวม กลุ่มบริษัทฯ มีรายได้รวม 447.02 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงบเฉพาะกิจการเล็กน้อย โดยมีกำไรสุทธิรวม 53.18 ล้านบาท ลดลง 22.26% เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งการลดลงนี้มาจากปัจจัยหลักคือต้นทุนขายที่เพิ่มขึ้น ค่าใช้จ่ายพนักงานที่เพิ่มขึ้น ผลขาดทุนของบริษัทย่อย และส่วนแบ่งขาดทุนจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมที่เพิ่มขึ้น
สำหรับงวด 6 เดือนแรกของปี 2566 รายได้จากการขายและบริการเฉพาะกิจการอยู่ที่ 822.67 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.89% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักจากการคลี่คลายของสถานการณ์โควิด-19 ทำให้โรงเรียนและหน่วยงานต่างๆ กลับมาเปิดทำการตามปกติ และจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น รวมถึงการมีลูกค้ารายใหม่และการขยายตลาดในกัมพูชา อย่างไรก็ตาม ต้นทุนขายและบริการเพิ่มขึ้น 24.33% ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลงจาก 37.79% ในปีก่อน เหลือ 32.09% ส่งผลให้กำไรสุทธิเฉพาะกิจการลดลง 15.77% เป็น 108.84 ล้านบาท
เมื่อพิจารณางบการเงินรวม งวด 6 เดือนแรกของปี 2566 มีรายได้รวม 826.92 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิรวม 95.49 ล้านบาท ลดลง 25.72% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักมาจากต้นทุนขายที่เพิ่มขึ้น ค่าใช้จ่ายพนักงานที่เพิ่มขึ้น ผลขาดทุนของบริษัทย่อย และส่วนแบ่งขาดทุนจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมที่เพิ่มขึ้น
## โอกาส
* **การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว:** การที่ไม่มีข้อจำกัดจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเพิ่มขึ้น เป็นปัจจัยบวกต่อรายได้จากการขายและบริการ
* **การขยายตลาดในต่างประเทศ:** การเปิดสาขาของ 7-11 ในประเทศกัมพูชา เป็นโอกาสในการขยายฐานลูกค้าและเพิ่มรายได้
* **การมีลูกค้ารายใหม่:** การมีลูกค้ารายใหม่ที่มียอดสั่งซื้อต่อเนื่อง ช่วยสนับสนุนการเติบโตของรายได้
* **การออกสินค้าใหม่:** ฝ่ายจัดการมีแผนออกสินค้าใหม่ตามเทรนด์ผู้บริโภค เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและกระตุ้นยอดขาย
* **การบริหารจัดการค่าใช้จ่าย:** บริษัทฯ มีแผนบริหารจัดการและควบคุมค่าใช้จ่ายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อลดผลกระทบจากต้นทุนที่สูงขึ้น
## ความเสี่ยง
* **ต้นทุนวัตถุดิบผันผวน:** การปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาวัตถุดิบเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรขั้นต้น
* **ค่าใช้จ่ายพนักงานที่เพิ่มขึ้น:** การเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายพนักงานจากการขยายจำนวนพนักงาน อาจเป็นต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
* **ผลขาดทุนของบริษัทย่อย:** บริษัทย่อยมีผลขาดทุน ซึ่งส่งผลกระทบต่อกำไรสุทธิรวมของกลุ่มบริษัทฯ
* **ส่วนแบ่งขาดทุนจากเงินลงทุนในบริษัทร่วม:** การเพิ่มขึ้นของส่วนแบ่งขาดทุนจากบริษัทร่วม เป็นอีกปัจจัยที่กดดันผลประกอบการรวม
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **แนวโน้มราคาวัตถุดิบ:** ติดตามทิศทางราคาวัตถุดิบหลักที่ใช้ในการผลิต ว่าจะปรับตัวลดลงหรือทรงตัวในระดับสูงต่อไป
* **ประสิทธิภาพการบริหารต้นทุน:** จับตาดูว่าบริษัทฯ จะสามารถบริหารจัดการต้นทุนขายและบริการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นได้อย่างไร เพื่อรักษาอัตรากำไรขั้นต้น
* **ผลการดำเนินงานของบริษัทย่อย:** ติดตามผลการดำเนินงานของบริษัทย่อยว่าจะมีแนวโน้มพลิกกลับมามีกำไรได้หรือไม่
* **การขยายตลาดใหม่:** ประเมินความสำเร็จของการขยายตลาดในประเทศกัมพูชา และโอกาสในการขยายตลาดไปยังประเทศอื่นๆ
* **การออกสินค้าใหม่:** ติดตามการตอบรับของสินค้าใหม่ที่บริษัทฯ จะออกสู่ตลาด ว่าจะสามารถสร้างยอดขายและผลกำไรได้ตามเป้าหมายหรือไม่
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: เกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร)
**รายได้จากการขายและบริการ:** ในไตรมาส 2/2566 รายได้เติบโตได้ดี 15.60% YoY โดยได้รับแรงหนุนจากปัจจัยฤดูกาลท่องเที่ยวที่กลับมาคึกคัก และการขยายตลาดในกัมพูชา ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีต่อการเติบโตของปริมาณขาย (Volume) อย่างไรก็ตาม การเติบโตของรายได้ยังไม่สามารถชดเชยต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ทั้งหมด
**ต้นทุนขายและบริการ / อัตรากำไรขั้นต้น (GPM):** เป็นจุดอ่อนสำคัญในไตรมาสนี้ การเพิ่มขึ้นของราคาวัตถุดิบส่งผลให้ต้นทุนขายเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ GPM หดตัวลง 4.15% ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่กดดันกำไรสุทธิ การบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบและการหาแหล่งวัตถุดิบทางเลือกจะเป็นกุญแจสำคัญในการฟื้นฟู GPM
**ช่องทางขาย:** การขยายตลาดในกัมพูชาผ่าน 7-11 เป็นการกระจายช่องทางการขายที่ดี และการมีลูกค้ารายใหม่เข้ามาต่อเนื่อง แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการเข้าถึงตลาด
**สต็อก:** เอกสารไม่ได้ระบุข้อมูลเกี่ยวกับสต็อกสินค้าโดยตรง
**อัตราแลกเปลี่ยน/ส่งออก:** มีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนลดลง เนื่องจากมีการขายเงินลงทุนในกองทุนสกุลดอลลาร์สหรัฐออกไป ทำให้มีเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐในบัญชีน้อยลง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อรายได้จากอัตราแลกเปลี่ยนในอนาคตหากมีการทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับสกุลเงินต่างประเทศ
**ฤดูกาลผลิต:** ไตรมาส 2 เป็นช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว ซึ่งส่งผลดีต่อยอดขาย แต่ก็อาจมีต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นตามไปด้วย
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
เอกสาร MD&A ฉบับนี้ไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับฐานะการเงินและกระแสเงินสดโดยตรง มีเพียงการกล่าวถึงการจัดตั้งบริษัทย่อยใหม่ และการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายพนักงาน ซึ่งอาจส่งผลต่อการใช้เงินสดในการดำเนินงาน
## สรุปท้าย
TACC ในไตรมาส 2/2566 เผชิญกับความท้าทายจากต้นทุนวัตถุดิบที่พุ่งสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรขั้นต้นอย่างมีนัยสำคัญ แม้รายได้จะเติบโตได้ดีจากการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวและการขยายตลาด แต่การเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายพนักงานก็เป็นอีกปัจจัยที่กดดันผลกำไรสุทธิ แม้ฝ่ายจัดการจะมีแผนกลยุทธ์ในการสร้างมูลค่าเพิ่มและควบคุมค่าใช้จ่าย แต่ความเสี่ยงจากความผันผวนของต้นทุนวัตถุดิบยังคงเป็นสิ่งที่นักลงทุนต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินโอกาสในการฟื้นตัวของอัตรากำไรในระยะต่อไป
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ TACC ไตรมาส 2/2025
รายได้รวม
675.26
ล้านบาท
↑ 29.2% YoY
กำไรขั้นต้น
215.76
ล้านบาท
↑ 27.8% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
31.95
%
กำไรสุทธิ
56.94
ล้านบาท
↑ 0.7% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
8.43
%
D/E Ratio
0.69
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
675
↑ + 29.2%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
216
↑ + 27.8%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
57
↑ + 0.7%
YoY
D/E Ratio
0.69
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — TACC
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
0.69
ROE (%)
39.74
ROA (%)
30.17
Book Value/หุ้น
1.47
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — TACC
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
+65
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
-300
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — TACC
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
64.84
-148.31%
|
-134.22
+3,618.01%
|
-3.61
-97.36%
|
-136.72
+20.78%
|
-113.20
+24.75%
|
-90.74
+1.00%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
-300.25
-564.06%
|
64.70
-136.62%
|
-176.70
+115.12%
|
-82.14
-225.90%
|
65.24
-215.63%
|
-56.42
-166.30%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
119.64
-3.54%
|
124.03
-20.12%
|
155.28
+9.49%
|
141.82
+36.21%
|
104.12
+174.94%
|
37.87
-31.23%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
-115.78
-312.40%
|
54.51
-317.69%
|
-25.04
-67.50%
|
-77.04
-237.18%
|
56.16
-151.39%
|
-109.28
-317.17%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
198.59
+23.14%
|
161.27
+6.94%
|
150.80
+10.48%
|
136.50
-32.95%
|
203.57
+1,165.20%
|
16.09
-79.89%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
137.04
-30.99%
|
198.59
+23.14%
|
161.27
+6.94%
|
150.80
+10.48%
|
136.50
-32.95%
|
203.57
+1,165.20%
|