บริษัท สุธากัญจน์ จำกัด (มหาชน)
SET · ปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์
3.24
+0.14 (+4.52%)
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=9508 out_tok=3602 at=2026-07-26T07:05:44 -->
# SUTHA Q1/2566 กำไรสุทธิลดลง 30% แต่กำไรปกติโต 19% รับแรงกดดันต้นทุนสูง-ปรับราคาขาย
## รายได้รวมโต 8% แต่กำไรสุทธิหดตัว เหตุต้นทุนเชื้อเพลิง-ค่าไฟฟ้าพุ่งสูง กดดัน GPM ชั่วคราว
บริษัท สุธากัญจน์ จำกัด (มหาชน) หรือ SUTHA รายงานผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2566 มีรายได้จากการขายและบริการรวม 417.57 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% จากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยมีปัจจัยหนุนจากรายได้ผลิตภัณฑ์จากเตาเผาที่ปรับราคาขึ้น และยอดขายผลิตภัณฑ์หินอ่อนที่ฟื้นตัว อย่างไรก็ตาม กำไรสุทธิอยู่ที่ 22.38 ล้านบาท ลดลง 30% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สาเหตุหลักมาจากต้นทุนขายและบริการที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะต้นทุนเชื้อเพลิง ค่าไฟฟ้า และน้ำมันดีเซล ซึ่งส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ลดลงเล็กน้อย
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจหลักที่อธิบายการเปลี่ยนแปลงของผลประกอบการ SUTHA ในไตรมาส 1 ปี 2566 คือ **แรงกดดันจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะต้นทุนเชื้อเพลิง ค่าไฟฟ้า และน้ำมันดีเซล ซึ่งส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรขั้นต้น (GPM) แม้ว่ารายได้จะเติบโตขึ้น** โดยกำไรสุทธิรวมลดลง 30% YoY แต่หากพิจารณา **กำไรสุทธิที่ไม่รวมรายการพิเศษ (เช่น รายได้จากการเคลมประกัน, ค่าใช้จ่ายต่ออายุสัมปทานเหมืองแร่, การกลับรายการภาษีเงินได้รอการตัดบัญชี) กลับเติบโตได้ 19% YoY** แสดงให้เห็นถึงการดำเนินงานที่แข็งแกร่งขึ้นในส่วนของการดำเนินงานปกติ
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
ฝ่ายจัดการระบุว่า ต้นทุนเชื้อเพลิง (ถ่านหิน, Petcoke) ยังคงอยู่ในระดับสูงกว่าช่วงปี 2558-2563 ถึง 2-2.5 เท่า ประกอบกับค่าไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น 40-50% และต้นทุนน้ำมันดีเซลที่สูงขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตโดยรวมปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะในผลิตภัณฑ์ปูนขาวที่ต้นทุนเชื้อเพลิงคิดเป็น 40-50% ของต้นทุนการผลิตทั้งหมด เพื่อชดเชยต้นทุนที่เพิ่มขึ้น บริษัทได้ปรับขึ้นราคาขายผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 2564 จนถึงไตรมาส 1 ปี 2566 ส่งผลให้รายได้จากการขายและบริการเพิ่มขึ้น 7% แม้ว่าปริมาณขายผลิตภัณฑ์จากเตาเผาจะลดลงเล็กน้อยจากการปรับราคาที่นำหน้าคู่แข่ง อย่างไรก็ตาม การเพิ่มราคาขายยังไม่สามารถชดเชยต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้อย่างเต็มที่ ทำให้ GPM ลดลง 1% YoY และส่งผลกระทบต่อกำไรสุทธิรวม
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
**มีโอกาสต่อเนื่อง แต่จะค่อยๆ ดีขึ้น** ฝ่ายจัดการคาดการณ์ว่าต้นทุนเชื้อเพลิงจะเริ่มกลับสู่ภาวะคงที่แต่ยังคงอยู่ในระดับสูง และจะยังคงเป็นความท้าทายในไตรมาส 2 ปี 2566 ต่อเนื่องไปตลอดทั้งปี แต่คาดว่าจะไม่เกิดความผันผวนรุนแรงเหมือนปีก่อน บริษัทมีแผนนำเข้าถ่านหินในปริมาณมากเพื่อรองรับความต้องการในไตรมาส 3 ปี 2566 และมีการใช้โครงการ FLEX-FUEL เพื่อบริหารต้นทุนเชื้อเพลิงให้เหมาะสมที่สุด นอกจากนี้ การปรับขึ้นราคาขายอย่างต่อเนื่องและการมุ่งเน้นผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูงขึ้น รวมถึงการฟื้นตัวของตลาดหินอ่อนและวัสดุผสมคอนกรีต จะช่วยบรรเทาแรงกดดันด้านต้นทุนและหนุนการเติบโตของรายได้และกำไรในระยะต่อไป
## Highlight สำคัญ
* **รายได้รวมเพิ่ม 8% YoY** แตะ 423.66 ล้านบาท จากการปรับราคาผลิตภัณฑ์จากเตาเผาและยอดขายหินอ่อนที่ฟื้นตัว
* **กำไรสุทธิรวมลดลง 30% YoY** เหลือ 22.38 ล้านบาท จากแรงกดดันต้นทุนเชื้อเพลิง ค่าไฟฟ้า และน้ำมันดีเซลที่สูงขึ้น
* **EBITDA ปกติ (ไม่รวมรายการพิเศษ) เพิ่มขึ้น 7% YoY** แตะ 79 ล้านบาท สะท้อนการดำเนินงานหลักที่ยังแข็งแกร่ง
* **กำไรสุทธิปกติ (ไม่รวมรายการพิเศษ) เพิ่มขึ้น 19% YoY** แตะ 37 ล้านบาท บ่งชี้ความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนและราคาขาย
* **อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ลดลงเล็กน้อย 1%** อยู่ที่ 26% จากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น
* **ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้น 14% YoY** ส่วนใหญ่เกิดจากรายการพิเศษค่าใช้จ่ายในการต่ออายุสัมปทานบัตรเหมืองแร่
* **ฐานะการเงินแข็งแกร่งขึ้น** ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้น 38% จากการเพิ่มทุน 249 ล้านบาท เพื่อลดหนี้และรองรับการลงทุนในอนาคต
## ภาพรวมผลประกอบการ
ในไตรมาส 1 ปี 2566 บริษัทมีรายได้จากการขายและบริการรวม 417.57 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากการปรับราคาผลิตภัณฑ์จากเตาเผา (ปูนขาวและปูนโดโลไมท์) ที่สูงขึ้น ประกอบกับยอดขายผลิตภัณฑ์หินอ่อนที่เริ่มฟื้นตัวจนทำให้ยอดขายรวมเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ รายได้อื่นเพิ่มขึ้น 189% จากการได้รับเงินค่าเคลมประกันทรัพย์สินที่เสียหาย ทำให้รายได้รวมอยู่ที่ 423.66 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% YoY
อย่างไรก็ตาม ต้นทุนขายและบริการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 8% YoY เป็น 308.56 ล้านบาท จากต้นทุนเชื้อเพลิง น้ำมันดีเซล และค่าไฟฟ้าที่ปรับตัวสูงขึ้น แม้บริษัทจะปรับราคาขายขึ้นเพื่อครอบคลุมต้นทุนและใช้โครงการ FLEX-FUEL ช่วยบริหารต้นทุนเชื้อเพลิง แต่ก็ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ลดลงเล็กน้อยจาก 27% ในปีก่อน เป็น 26% ในไตรมาสนี้
ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้น 14% YoY เป็น 75.40 ล้านบาท โดยมีรายการพิเศษจากการต่ออายุสัมปทานบัตรเหมืองแร่ หากไม่รวมรายการนี้ ค่าใช้จ่ายจะใกล้เคียงปีก่อน
EBITDA รวมลดลง 4% YoY เป็น 72.53 ล้านบาท แต่หากไม่รวมรายการพิเศษ EBITDA จะเพิ่มขึ้น 7% เป็น 79 ล้านบาท
ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายลดลง 7% YoY เนื่องจากสินทรัพย์บางส่วนหมดอายุการตัดค่าเสื่อมราคา
ค่าใช้จ่ายทางการเงินเพิ่มขึ้น 11% YoY จากอัตราดอกเบี้ยที่ปรับตัวสูงขึ้น
ภาษีเงินได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากปีนี้มีกำไร ทำให้มีการใช้ประโยชน์จากผลขาดทุนทางภาษีที่เคยบันทึกเป็นสินทรัพย์ภาษีเงินได้รอการตัดบัญชี
ส่งผลให้กำไรสุทธิสำหรับงวดลดลง 30% YoY เป็น 22.38 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม หากพิจารณากำไรสุทธิที่ไม่รวมรายการพิเศษ จะเติบโตขึ้น 19% YoY เป็น 37 ล้านบาท
## โอกาส
* **การฟื้นตัวของตลาดส่งออก:** ค่าขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ที่ลดลงและค่าเงินบาทที่อ่อนค่า (34 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ) ช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออก โดยเฉพาะในตลาดเอเชียที่อุปสงค์สูง ทำให้สินค้าขาดแคลนและมีสภาพแวดล้อมการตั้งราคาที่ดีขึ้น (ราคา FOB ในสกุล USD เพิ่มขึ้น 30-50%)
* **การเติบโตของอุตสาหกรรมก่อสร้าง:** ความต้องการใช้ปูนขาว ปูนปลาสเตอร์ ปูน mortars และการปรับคุณภาพดินยังคงปรับตัวดีขึ้น จากการเติบโตตามธรรมชาติและการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีที่หันมาใช้วัสดุเบา
* **ตลาดโลหะนอกกลุ่มเหล็ก:** การกลับมาสกัดแร่โลหะจะเป็นส่วนสำคัญต่อการเติบโตตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นไป
* **ผลิตภัณฑ์ใหม่สำหรับลูกค้ากลุ่มอิฐมวลเบา:** ทำผลงานได้ดีในตลาดและมีฐานลูกค้าประจำ คาดว่าจะสามารถเพิ่มยอดขายได้อีกเมื่อตลาดรับรู้สินค้าที่เพิ่มมูลค่าด้วยเทคโนโลยี
* **การลงทุนในพลังงานหมุนเวียน:** การติดตั้งกำลังการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ 2.5 เมกะวัตต์ และพิจารณาโครงการเพิ่มอีก 1.0 เมกะวัตต์ จะช่วยลดต้นทุนพลังงานในระยะยาว
* **การปรับโครงสร้างทางการเงิน:** การเพิ่มทุน 249 ล้านบาท ช่วยลดภาระหนี้และสร้างความสมดุลของโครงสร้างทางการเงิน รองรับการลงทุนในอนาคต
## ความเสี่ยง
* **ต้นทุนเชื้อเพลิงและพลังงานที่ยังคงสูง:** แม้จะทรงตัวแต่ยังอยู่ในระดับสูง และอาจส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรหากไม่สามารถผลักภาระต้นทุนไปยังราคาขายได้ทั้งหมด
* **ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก:** สภาวะเศรษฐกิจถดถอย ความไม่มั่นคงทางการเงิน และอัตราเงินเฟ้อในฝั่งตะวันตก อาจส่งผลกระทบต่ออุปสงค์โดยรวม
* **การแข่งขันด้านราคา:** การปรับราคาขายที่นำหน้าคู่แข่งอาจส่งผลกระทบต่อปริมาณขายในระยะสั้น
* **การพึ่งพิงวัตถุดิบหลัก:** การผลิตปูนขาวและปูนโดโลไมท์ยังคงต้องพึ่งพาเชื้อเพลิงและพลังงานเป็นต้นทุนหลัก
* **การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี:** แม้จะเป็นโอกาส แต่ก็อาจเป็นความเสี่ยงหากไม่สามารถปรับตัวตามเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้ทัน
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **แนวโน้มราคาต้นทุนเชื้อเพลิงและค่าไฟฟ้า:** จะส่งผลโดยตรงต่อ GPM และความสามารถในการทำกำไร
* **ความสามารถในการผลักภาระต้นทุนไปยังราคาขาย:** การปรับราคาขายที่เหมาะสมจะช่วยรักษา GPM
* **การบริหารจัดการต้นทุนการผลิต:** การใช้โครงการ FLEX-FUEL และการนำเข้าถ่านหินในปริมาณมากจะช่วยลดต้นทุนได้หรือไม่
* **การเติบโตของยอดขายผลิตภัณฑ์หินอ่อนและวัสดุผสมคอนกรีต:** การแก้ไขปัญหาการผลิตไม่ทันส่งมอบจะช่วยปลดล็อกการเติบโตได้มากน้อยเพียงใด
* **ความคืบหน้าของโครงการพลังงานแสงอาทิตย์:** จะช่วยลดต้นทุนพลังงานในระยะยาวได้อย่างไร
* **การใช้เงินทุนจากการเพิ่มทุน:** การลดหนี้และการลงทุนในอนาคตจะเป็นไปตามแผนที่วางไว้หรือไม่
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: สินค้าอุตสาหกรรม)
* **Utilization Rate:** เอกสารไม่ได้ระบุตัวเลข Utilization Rate โดยตรง แต่กล่าวถึง "สายการผลิตไม่สามารถส่งมอบได้ตามปริมาณการขายได้" ในส่วนของผลิตภัณฑ์หินอ่อน เนื่องจากมีการลดกำลังการผลิตในปี 2563-2564 และกำลังเร่งแก้ไขปัญหาด้วยการจ้างงานเพิ่มและจัดหาอุปกรณ์เพิ่มเติม ซึ่งบ่งชี้ว่า Utilization Rate ในส่วนนี้กำลังเพิ่มขึ้นและอาจจะสูงขึ้นได้อีกหากแก้ไขปัญหาได้
* **Order Book:** ไม่ได้ระบุตัวเลข Order Book โดยตรง แต่กล่าวถึง "อุปสงค์สูงในตลาดเอเชีย" และ "สินค้าขาดแคลน" ในส่วนของการส่งออก รวมถึง "ความต้องการใช้ปูนขาวยังคงปรับตัวดีขึ้น" ในกลุ่มก่อสร้าง และ "ยอดขายผลิตภัณฑ์หินอ่อนเริ่มดีขึ้นในไตรมาส 4 และต่อเนื่องมาถึงไตรมาส 1 ปี 2566" ซึ่งบ่งชี้ถึงอุปสงค์ที่แข็งแกร่ง
* **ราคาวัตถุดิบ:** ต้นทุนเชื้อเพลิง (ถ่านหิน, Petcoke) และน้ำมันดีเซลยังคงอยู่ในระดับสูงกว่าช่วงปกติอย่างมีนัยสำคัญ
* **GPM:** อัตรากำไรขั้นต้นลดลงเล็กน้อย 1% YoY อยู่ที่ 26% เนื่องจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น
* **การส่งออก:** มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นอย่างมาก จากค่าขนส่งที่ลดลงและค่าเงินบาทอ่อนค่า ส่งผลให้ราคาส่งออก FOB ในสกุล USD ปรับสูงขึ้น 30-50%
* **ค่าเงิน:** ค่าเงินบาทอ่อนค่า (34 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ) เป็นปัจจัยบวกต่อการส่งออก
* **สินค้าคงคลัง:** ไม่ได้ระบุข้อมูลสินค้าคงคลังโดยตรง แต่กล่าวถึงการซื้อเชื้อเพลิงจำนวนมากเพื่อใช้ในการผลิต 3-4 เดือนข้างหน้า
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
**ฐานะการเงิน:** ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี 2566 สินทรัพย์รวมอยู่ที่ 2,319.11 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5% จากสิ้นปี 2565 โดยสินทรัพย์หมุนเวียนเพิ่มขึ้น 19% จากการซื้อเชื้อเพลิงและลูกหนี้การค้าที่เพิ่มขึ้นตามรายได้ ขณะที่สินทรัพย์ไม่หมุนเวียนลดลง 2% จากการตัดค่าเสื่อมราคาและตัดจำหน่าย
หนี้สินรวมลดลง 10% YoY เป็น 1,331.47 ล้านบาท โดยหนี้สินหมุนเวียนลดลง 22% จากการจ่ายคืนเงินกู้ยืมระยะสั้นและจัดประเภทเงินกู้ระยะยาวที่ถึงกำหนดชำระ ส่วนหนี้สินไม่หมุนเวียนเพิ่มขึ้น 31% จากการจัดประเภทเงินกู้ระยะยาวดังกล่าว
ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้น 38% YoY เป็น 987.64 ล้านบาท จากการเพิ่มทุน 249 ล้านบาท และผลกำไรสุทธิในปีนี้
**กระแสเงินสด:** เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี 2566 อยู่ที่ 44.48 ล้านบาท ใกล้เคียงต้นปี เงินสดสุทธิใช้ไปในกิจกรรมดำเนินงานลดลง 269% YoY เป็น -52.76 ล้านบาท จากการซื้อเชื้อเพลิงและยอดลูกหนี้การค้าที่เพิ่มขึ้น เงินสดสุทธิใช้ไปในกิจกรรมลงทุนเพิ่มขึ้น 109% YoY เป็น -28.94 ล้านบาท จากการจ่ายซื้อสินทรัพย์ถาวร เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมจัดหาเงินเพิ่มขึ้น 5,499% YoY เป็น 81.74 ล้านบาท จากการเพิ่มทุน
## สรุปท้าย
SUTHA ในไตรมาส 1 ปี 2566 เผชิญกับความท้าทายจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะต้นทุนเชื้อเพลิงและค่าไฟฟ้า ซึ่งกดดันอัตรากำไรขั้นต้นและส่งผลให้กำไรสุทธิรวมลดลง อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นราคาขายอย่างต่อเนื่องและการบริหารจัดการต้นทุนผ่านโครงการ FLEX-FUEL รวมถึงการฟื้นตัวของตลาดส่งออกและผลิตภัณฑ์หินอ่อน ทำให้กำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติยังคงเติบโตได้ 19% YoY การเพิ่มทุนยังช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งของฐานะการเงินและลดภาระหนี้สิน ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการรองรับการเติบโตในอนาคต ท่ามกลางความไม่แน่นอนของต้นทุนพลังงานที่ยังคงสูง แต่แนวโน้มการทรงตัวของต้นทุนและโอกาสในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต จะเป็นปัจจัยที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดในไตรมาสถัดไป
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ SUTHA ไตรมาส 1/2566
รายได้รวม
327.41
ล้านบาท
↑ 9.7% YoY
กำไรขั้นต้น
53.77
ล้านบาท
↓ 28.7% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
16.42
%
กำไรสุทธิ
-50.01
ล้านบาท
↑ 680.7% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
-15.28
%
D/E Ratio
1.27
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
327
↑ + 9.7%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
54
↓ -28.7%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
-50
↑ + 680.7%
YoY
D/E Ratio
1.27
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — SUTHA
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
1.27
ROE (%)
-0.91
ROA (%)
1.38
Book Value/หุ้น
2.93
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — SUTHA
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-86
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+90
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — SUTHA
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
-86.44
+171.48%
|
-31.84
-122.20%
|
143.44
-238.47%
|
-103.59
-239.29%
|
74.37
-66.68%
|
223.21
-23.51%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
90.43
+10,665.48%
|
0.84
-95.44%
|
18.44
+23.34%
|
14.95
-86.56%
|
111.26
-118.72%
|
-594.27
+733.01%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
2.07
-96.12%
|
53.36
-146.70%
|
-114.25
-395.75%
|
38.63
-1,270.61%
|
-3.30
-100.78%
|
421.15
-339.37%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
6.05
-72.94%
|
22.36
-53.04%
|
47.62
-195.26%
|
-49.99
-159.03%
|
84.69
+69.08%
|
50.09
+12.46%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
44.71
-33.26%
|
66.99
+50.74%
|
44.44
+10.82%
|
40.10
-69.96%
|
133.48
+60.07%
|
83.39
+114.65%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
45.03
+0.72%
|
44.71
-33.26%
|
66.99
+50.74%
|
44.44
+10.82%
|
40.10
-69.96%
|
133.48
+60.07%
|