บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน)
SET · บรรจุภัณฑ์
28.75
0.25 (0.86%)
สรุปสั้น
สาเหตุที่ส่งผลให้กำไรของบริษัทปรับตัวลดลง เกิดจากต้นทุนในการจัดจำหน่ายและค่าใช้จ่ายในการบริหาร ปรับตัวสูงขึ้น 43%YoY และ 20%QoQ ผลกระทบที่เกิดขึ้นมาจากค่าระวางเรือที่ยังคงอยู่ในระดับสูง ราคาพลังงานเพิ่มสูงขึ้นทั่วโลก การฟื้นตัว ของเศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง
ในขณะที่รายได้เพิ่มขึ้น 34%YoY โดยส่วนใหญ่เกิดจาก สายธุรกิจบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจร หลายประเทศได้ประกาศใช้มาตรการผ่อนคลายการป้องกันการแพร่ระบาด โดยใช้แนวทาง Living with COVID ซึ่งทําให้ กิจกรรมทางเศรษฐกิจ การจับจ่ายใช้สอยในภูมิภาคอาเซียนเริ่มกลับมาฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป
ในปี 2565 SCGP ตั้งเป้าที่จะลงทุนเพื่อขยายธุรกิจตามแผนการเติบโตระยะยาวอย่างต่อเนื่อง มีงบประมาณการลงทุนกว่า 20,000 ล้านบาท รวมถึงในปี 2565 SCGP จะสามารถรับรู้รายได้เต็มปีจากการควบรวมกิจการที่เสร็จสิ้นแล้ว
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=17038 out_tok=2701 at=2026-07-26T03:46:52 -->
# SCGP Q4/2565 กำไรทรุด 79% รับแรงกดดันราคา-ปริมาณขายกระดาษบรรจุภัณฑ์วูบ
## รายได้-กำไรหดตัวตามอุตสาหกรรม แต่ธุรกิจเยื่อและกระดาษยังเติบโตได้ดีจากการปรับราคาและออเดอร์อาหาร
บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP รายงานผลประกอบการไตรมาส 4 ปี 2565 มีรายได้จากการขาย 33,509 ล้านบาท ลดลง 5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 450 ล้านบาท ลดลงถึง 79% โดยมีปัจจัยหลักมาจากปริมาณและราคาขายกระดาษบรรจุภัณฑ์ที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในตลาดอินโดนีเซียและเวียดนาม ท่ามกลางอุปสงค์ที่ชะลอตัวทั่วโลกและอุปทานส่วนเกินในภูมิภาค อย่างไรก็ตาม ธุรกิจเยื่อและกระดาษยังคงเติบโตได้ดีจากการปรับราคาผลิตภัณฑ์และยอดขายบรรจุภัณฑ์อาหารที่เพิ่มขึ้น
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
กลุ่มธุรกิจ: สินค้าอุตสาหกรรม
หัวใจกำไรในไตรมาส 4 ปี 2565 ของ SCGP มาจาก **การหดตัวอย่างมีนัยสำคัญของธุรกิจกระดาษบรรจุภัณฑ์** ซึ่งส่งผลกระทบต่อรายได้และอัตรากำไรขั้นต้นโดยรวมของบริษัทอย่างมาก
**ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น:**
* **อุปสงค์ชะลอตัวทั่วโลกและในภูมิภาค:** ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อและกำลังซื้อที่ลดลงของผู้บริโภค ส่งผลให้ความต้องการสินค้าที่ไม่จำเป็น (Non-essential) เช่น เสื้อผ้า รองเท้า อิเล็กทรอนิกส์ ลดลง ซึ่งกระทบต่อความต้องการใช้บรรจุภัณฑ์
* **อุปทานส่วนเกินในภูมิภาค:** สถานการณ์เศรษฐกิจจีนที่ยังไม่ฟื้นตัวจากนโยบายล็อกดาวน์ ทำให้ปริมาณการส่งออกกระดาษบรรจุภัณฑ์ไปยังจีนลดลง ประกอบกับอุปทานส่วนเกินในภูมิภาค โดยเฉพาะในอินโดนีเซียและเวียดนาม ทำให้ราคาขายกระดาษบรรจุภัณฑ์ปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า
* **ผลกระทบต่อราคาขายและปริมาณ:** ปัจจัยข้างต้นส่งผลให้ปริมาณการขายและราคาขายของธุรกิจกระดาษบรรจุภัณฑ์ลดลงอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในประเทศอินโดนีเซียและเวียดนาม ซึ่งเป็นตลาดส่งออกสำคัญ
**จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่:**
**มีโอกาสต่อเนื่อง แต่จะค่อยๆ ดีขึ้น** ฝ่ายจัดการระบุว่าอุปสงค์ในอาเซียนมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องในปี 2566 จากการฟื้นตัวของการท่องเที่ยว การค้า และบริการ โดยเฉพาะหลังจีนเปิดประเทศ อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของภาคการส่งออกยังคงเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อที่ลดลงในตลาดหลักอย่างอเมริกาเหนือและยุโรป ส่วนต้นทุนวัตถุดิบกระดาษรีไซเคิล (RCP) ปรับตัวลดลงตั้งแต่กลางปี 2565 และจะปรับตัวตามสมดุลอุปสงค์-อุปทานในอนาคต ขณะที่ต้นทุนพลังงานยังคงสูง
## Highlight สำคัญ
* **รายได้ Q4/2565 ลดลง 5% YoY อยู่ที่ 33,509 ล้านบาท** โดยมีปัจจัยหลักจากปริมาณการขายที่ลดลงในธุรกิจกระดาษบรรจุภัณฑ์
* **กำไรสุทธิ Q4/2565 ดิ่งลง 79% YoY อยู่ที่ 450 ล้านบาท** อัตรากำไรสุทธิลดลงจาก 6% ในปีก่อน เหลือเพียง 1%
* **ธุรกิจกระดาษบรรจุภัณฑ์เผชิญแรงกดดันหนัก:** ปริมาณและราคาขายลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากอุปสงค์ชะลอตัวและอุปทานส่วนเกินในภูมิภาค
* **ธุรกิจเยื่อและกระดาษเติบโตโดดเด่น:** รายได้เพิ่มขึ้น 30% YoY จากปริมาณบรรจุภัณฑ์อาหารที่เพิ่มขึ้นและการปรับราคาสินค้า
* **การลงทุน M&P และ Organic Expansion ยังคงเดินหน้า:** SCGP เดินหน้าขยายธุรกิจในฟิลิปปินส์ ไทย เวียดนาม เนเธอร์แลนด์ และสหรัฐอเมริกา เพื่อเสริมความแข็งแกร่งในระยะยาว
## ภาพรวมผลประกอบการ
ในปี 2565 SCGP มีรายได้จากการขายรวม 146,068 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18% YoY จากการควบรวมกิจการ (M&P) และการขยายกำลังการผลิต (Organic expansion) รวมถึงการปรับราคาขาย แต่ EBITDA ลดลง 8% อยู่ที่ 19,402 ล้านบาท และกำไรสุทธิลดลง 30% อยู่ที่ 5,801 ล้านบาท โดยมีอัตรากำไรสุทธิ 4% ซึ่งได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นและการหดตัวของปริมาณขายกระดาษบรรจุภัณฑ์
สำหรับไตรมาส 4 ปี 2565 รายได้จากการขายอยู่ที่ 33,509 ล้านบาท ลดลง 5% YoY และ 12% QoQ ขณะที่ EBITDA อยู่ที่ 3,554 ล้านบาท ลดลง 34% YoY และ 35% QoQ กำไรสุทธิอยู่ที่ 450 ล้านบาท ลดลง 79% YoY และ 76% QoQ โดยอัตรากำไรสุทธิลดลงจาก 6% ในปีก่อนเหลือเพียง 1%
## โอกาส
* **การฟื้นตัวของเศรษฐกิจอาเซียน:** คาดว่าการบริโภคภายในประเทศจะดีขึ้นต่อเนื่องในปี 2566 จากการท่องเที่ยว การค้า และบริการ โดยเฉพาะหลังจีนเปิดประเทศ
* **การขยายธุรกิจ M&P และ Organic Growth:** SCGP ยังคงเดินหน้าขยายธุรกิจในหลายประเทศ เช่น ฟิลิปปินส์ ไทย เวียดนาม เนเธอร์แลนด์ และสหรัฐอเมริกา เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและเข้าถึงตลาดใหม่
* **การเติบโตของบรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม:** ความต้องการบรรจุภัณฑ์สำหรับกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มยังคงได้รับแรงสนับสนุนจากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวและพฤติกรรมผู้บริโภคที่นิยมสั่งอาหารกลับบ้าน
* **นวัตกรรมและ ESG:** การได้รับรางวัลด้านนวัตกรรมและ ESG สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน
## ความเสี่ยง
* **ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก:** ภาวะเงินเฟ้อ การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ยังคงเป็นปัจจัยกดดันกำลังซื้อและการเติบโตทางเศรษฐกิจ
* **การแข่งขันด้านราคาในอุตสาหกรรมกระดาษบรรจุภัณฑ์:** อุปทานส่วนเกินในภูมิภาคยังคงเป็นปัจจัยกดดันราคาขาย
* **ต้นทุนพลังงานที่ยังคงสูง:** แม้จะมีการใช้พลังงานทดแทนเพิ่มขึ้น แต่ต้นทุนพลังงานยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องบริหารจัดการ
* **ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนและอัตราดอกเบี้ย:** มีแนวโน้มยืดเยื้อในปี 2566
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **แนวโน้มราคาและปริมาณขายกระดาษบรรจุภัณฑ์:** โดยเฉพาะในตลาดอินโดนีเซียและเวียดนาม
* **การฟื้นตัวของอุปสงค์ในตลาดส่งออกหลัก:** เช่น สหรัฐอเมริกาและยุโรป
* **ความคืบหน้าของโครงการลงทุน M&P และ Organic Expansion:** และผลตอบรับจากการรวมธุรกิจ
* **การบริหารจัดการต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบ:** ท่ามกลางความผันผวนของราคา
* **ผลกระทบจากนโยบายการเงินของธนาคารกลางต่างๆ:** ต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: สินค้าอุตสาหกรรม)
* **Utilization Rate:** เอกสารไม่ได้ระบุตัวเลข Utilization Rate โดยตรง แต่กล่าวถึงการชะลอตัวของปริมาณการขายกระดาษบรรจุภัณฑ์ ซึ่งบ่งชี้ถึงการใช้กำลังการผลิตที่ลดลงในส่วนนี้
* **Order Book:** ไม่ได้ระบุข้อมูล Order Book โดยตรง แต่กล่าวถึงความต้องการสินค้าที่ลดลงในกลุ่ม Non-essential และการชะลอตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
* **ราคาวัตถุดิบ:** อัตราค่าระวางเรือและต้นทุนวัตถุดิบกระดาษรีไซเคิล (RCP) มีการปรับตัวลดลงทั่วทั้งอุตสาหกรรมตั้งแต่ช่วงกลางปี 2565
* **GPM (Gross Profit Margin):** อัตรากำไรขั้นต้นรวมลดลงจาก 18% ในปี 2564 เป็น 17% ในปี 2565 และในไตรมาส 4/2565 อยู่ที่ 15% ซึ่งสะท้อนแรงกดดันด้านต้นทุนและราคาขาย
* **การส่งออก:** ปริมาณการส่งออกกระดาษบรรจุภัณฑ์ไปยังจีนลดลง และความต้องการสินค้าส่งออกไปยังตลาดหลักอย่างสหรัฐอเมริกาและยุโรปชะลอตัวลง
* **ค่าเงิน:** มีการกล่าวถึงผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนจากการแปลงค่างบการเงิน และความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ
* **สินค้าคงคลัง:** มีรอบหมุนเวียนสินค้าคงคลังของวัตถุดิบกระดาษรีไซเคิล (RCP) ที่นานขึ้น จากการปรับลดปริมาณการผลิตกระดาษบรรจุภัณฑ์
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
* **สินทรัพย์รวม:** ลดลง 5% YoY อยู่ที่ 197,280 ล้านบาท ส่วนใหญ่มาจากการลดลงของเงินสดและเงินลงทุนระยะสั้น และการปรับปรุงมูลค่าสินทรัพย์จากอัตราแลกเปลี่ยน
* **หนี้สินรวม:** ลดลง 12% YoY อยู่ที่ 74,313 ล้านบาท จากการจ่ายคืนเงินกู้ยืมและหนี้สินอื่น
* **ส่วนของผู้ถือหุ้น:** เพิ่มขึ้น 1% YoY อยู่ที่ 122,967 ล้านบาท จากกำไรสำหรับปีที่เพิ่มขึ้น
* **อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น:** ลดลงจาก 0.7 เท่า เป็น 0.6 เท่า
* **อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA:** เพิ่มขึ้นจาก 1.7 เท่า เป็น 1.9 เท่า
* **กระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงาน:** เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 7,501 ล้านบาท เป็น 17,234 ล้านบาท
* **กระแสเงินสดจากกิจกรรมลงทุน:** ลดลงจากการลงทุนขยายธุรกิจและซื้อกิจการในปี 2564
* **กระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงิน:** ใช้ไปมากขึ้นจากการจ่ายคืนเงินกู้ยืมและจ่ายเงินปันผล
## สรุปท้าย
SCGP เผชิญความท้าทายอย่างหนักในไตรมาส 4 ปี 2565 โดยเฉพาะจากธุรกิจกระดาษบรรจุภัณฑ์ที่ได้รับผลกระทบจากอุปสงค์ที่ชะลอตัวและอุปทานส่วนเกินในภูมิภาค ส่งผลให้กำไรสุทธิลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่าธุรกิจเยื่อและกระดาษจะยังคงเติบโตได้ดีจากการปรับราคาและออเดอร์บรรจุภัณฑ์อาหาร แต่ก็ไม่สามารถชดเชยผลกระทบจากธุรกิจหลักได้ อย่างไรก็ตาม บริษัทได้เดินหน้าขยายธุรกิจผ่าน M&P และ Organic Expansion อย่างต่อเนื่อง พร้อมกับการบริหารจัดการต้นทุนและเสริมความแข็งแกร่งด้านการเงิน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการรับมือกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกในปี 2566 และสร้างการเติบโตอย่างมีคุณภาพในระยะยาว
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ SCGP ไตรมาส 1/2565
รายได้รวม
31,709.02
ล้านบาท
↑ 1% YoY
กำไรขั้นต้น
5,248.89
ล้านบาท
↑ 22.2% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
16.55
%
กำไรสุทธิ
1,206.60
ล้านบาท
↓ 2232.6% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
3.81
%
D/E Ratio
0.96
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
31,709
↑ + 1%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
5,249
↑ + 22.2%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
1,207
↓ -2232.6%
YoY
D/E Ratio
0.96
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — SCGP
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
0.96
ROE (%)
5.39
ROA (%)
4.57
Book Value/หุ้น
18.14
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — SCGP
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-6,970
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+3,743
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — SCGP
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
-6,970.08
+111.16%
|
-3,300.78
-66.33%
|
-9,802.64
+125.87%
|
-4,339.86
+36.37%
|
-3,182.35
-54.56%
|
-7,002.85
-143.73%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
3,743.13
-133.93%
|
-11,032.70
-183.07%
|
13,281.87
-158.75%
|
-22,607.15
-171.19%
|
31,757.56
-6,598.77%
|
-488.67
-98.47%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
6,270.34
-253.34%
|
-4,089.14
-145.37%
|
9,012.57
-61.06%
|
23,145.52
+334.93%
|
5,321.68
-81.42%
|
28,642.55
+56.89%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
4,177.25
-122.67%
|
-18,422.61
-247.48%
|
12,491.80
-428.60%
|
-3,801.49
-111.21%
|
33,896.88
+60.26%
|
21,151.03
+788.40%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
9,849.02
+719.17%
|
1,202.32
-87.94%
|
9,965.93
+36.33%
|
7,310.31
-76.61%
|
31,255.70
+611.35%
|
4,393.85
+109.70%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
6,463.62
+1,393.93%
|
432.66
-95.62%
|
9,888.59
-0.78%
|
9,965.93
+36.33%
|
7,310.31
-76.61%
|
31,255.70
+611.35%
|