บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน)
SET · บรรจุภัณฑ์
28.75
0.25 (0.86%)
สรุปสั้น
สาเหตุที่ส่งผลให้กำไรของบริษัทปรับตัวลดลง เกิดจากต้นทุนในการจัดจำหน่ายและค่าใช้จ่ายในการบริหาร ปรับตัวสูงขึ้น 43%YoY และ 20%QoQ ผลกระทบที่เกิดขึ้นมาจากค่าระวางเรือที่ยังคงอยู่ในระดับสูง ราคาพลังงานเพิ่มสูงขึ้นทั่วโลก การฟื้นตัว ของเศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง
ในขณะที่รายได้เพิ่มขึ้น 34%YoY โดยส่วนใหญ่เกิดจาก สายธุรกิจบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจร หลายประเทศได้ประกาศใช้มาตรการผ่อนคลายการป้องกันการแพร่ระบาด โดยใช้แนวทาง Living with COVID ซึ่งทําให้ กิจกรรมทางเศรษฐกิจ การจับจ่ายใช้สอยในภูมิภาคอาเซียนเริ่มกลับมาฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป
ในปี 2565 SCGP ตั้งเป้าที่จะลงทุนเพื่อขยายธุรกิจตามแผนการเติบโตระยะยาวอย่างต่อเนื่อง มีงบประมาณการลงทุนกว่า 20,000 ล้านบาท รวมถึงในปี 2565 SCGP จะสามารถรับรู้รายได้เต็มปีจากการควบรวมกิจการที่เสร็จสิ้นแล้ว
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=14595 out_tok=3630 at=2026-07-26T03:35:29 -->
# SCGP Q2/2565 กำไรสุทธิหดตัว 18% รับต้นทุนพุ่ง-GPM ลด แต่รายได้โตต่อเนื่อง
## รายได้รวมโต 27% จากการปรับราคา-รวมกิจการใหม่ ขณะที่กำไรสุทธิเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานที่สูงขึ้น
บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2565 มีรายได้จากการขาย 37,982 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักจากการปรับราคาสินค้าให้สะท้อนต้นทุนที่เพิ่มขึ้น การเติบโตของธุรกิจบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจร และการรวมผลการดำเนินงานของบริษัทที่เข้าซื้อกิจการใหม่ อย่างไรก็ตาม กำไรสุทธิสำหรับงวดอยู่ที่ 1,856 ล้านบาท ลดลง 18% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบ พลังงาน และค่าขนส่งที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) และอัตรากำไร EBITDA ลดลง
## Hero: หัวใจกำไร — ต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานพุ่ง กดดัน GPM และกำไรสุทธิ
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจหลักของผลประกอบการ SCGP ในไตรมาส 2 ปี 2565 คือ **แรงกดดันจากต้นทุนที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง** โดยเฉพาะต้นทุนวัตถุดิบและพลังงาน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่ออัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ที่ลดลงจาก 21% ในปีก่อนมาอยู่ที่ 18% และอัตรากำไร EBITDA ที่ลดลงจาก 19% มาอยู่ที่ 14% แม้ว่ารายได้จากการขายจะเติบโตถึง 27% YoY เป็น 37,982 ล้านบาท และกำไรสุทธิยังคงเป็นบวกที่ 1,856 ล้านบาท แต่ก็ลดลงถึง 18% YoY
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
การเพิ่มขึ้นของต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบต่อผลประกอบการของ SCGP ในอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ทั่วโลก สถานการณ์เงินเฟ้อทั่วโลก อัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นส่งผลให้ต้นทุนพลังงาน ค่าขนส่ง และราคาวัตถุดิบหลัก เช่น เยื่อกระดาษ ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่า SCGP จะมีความพยายามในการปรับราคาสินค้าให้สะท้อนต้นทุนที่เพิ่มขึ้น และมีการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การจัดหาวัตถุดิบจากหลายแหล่ง และการใช้ประโยชน์จากศูนย์จัดการวัสดุรีไซเคิล แต่ก็ยังไม่สามารถชดเชยต้นทุนที่เพิ่มขึ้นทั้งหมดได้ นอกจากนี้ การรวมผลการดำเนินงานของกิจการที่ควบรวม (M&P) และโครงการขยายกำลังการผลิต (Organic Expansion) ที่แล้วเสร็จ ทำให้มีค่าเสื่อมราคาที่สูงขึ้น ซึ่งเป็นอีกปัจจัยที่กดดันกำไร
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
**ยังไม่ชัดเจน ต้องติดตาม** สถานการณ์ต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานยังคงมีความผันผวนและเป็นปัจจัยที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด แม้ว่าฝ่ายจัดการจะระบุว่ามีความสามารถในการบริหารต้นทุนและปรับราคาเพื่อสะท้อนสถานการณ์ แต่แนวโน้มเงินเฟ้อทั่วโลกและสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนในอนาคต อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของเศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียน และการเติบโตของอุปสงค์ในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคและธุรกิจส่งออก อาจช่วยหนุนปริมาณการขายและรายได้ให้เติบโตต่อเนื่องได้
## Highlight สำคัญ
* **รายได้จากการขาย Q2/2565 เติบโต 27% YoY แตะ 37,982 ล้านบาท** จากการปรับราคาขายสะท้อนต้นทุนที่สูงขึ้น การเติบโตของธุรกิจบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจร และการรวมผลการดำเนินงานของ Duy Tan, Intan Group และ Deltalab
* **กำไรสุทธิ Q2/2565 ลดลง 18% YoY เหลือ 1,856 ล้านบาท** สาเหตุหลักจากต้นทุนวัตถุดิบ พลังงาน และค่าขนส่งที่สูงขึ้น ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ลดลงจาก 21% เป็น 18% และอัตรากำไร EBITDA ลดลงจาก 19% เป็น 14%
* **ธุรกิจบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจร (Integrated Packaging Business) ยังคงเติบโต** โดยมีรายได้เพิ่มขึ้น 27% YoY แม้ EBITDA margin จะลดลงจาก 17% เป็น 12% และกำไรสุทธิลดลง 33% YoY
* **ธุรกิจเยื่อและกระดาษ (Fibrous Business) มีการเติบโตที่ดีใน Q2/2565** รายได้เพิ่มขึ้น 31% YoY และ EBITDA เพิ่มขึ้น 8% YoY โดยเฉพาะจากความต้องการบรรจุภัณฑ์อาหารและกระดาษพิมพ์เขียนที่เพิ่มขึ้น
* **SCGP เดินหน้ากลยุทธ์ M&P และ Organic Growth** โดยมีการลงทุนขยายกำลังการผลิตบรรจุภัณฑ์ในไทย และเข้าซื้อกิจการรีไซเคิลวัสดุบรรจุภัณฑ์ในเนเธอร์แลนด์ (Peute Recycling B.V.)
## ภาพรวมผลประกอบการ
ในไตรมาส 2 ปี 2565 SCGP มีรายได้จากการขายรวม 37,982 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากการปรับราคาสินค้าให้สอดคล้องกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น การเติบโตของสายธุรกิจบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจร โดยเฉพาะในเวียดนาม และการเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ของโครงการขยายกำลังการผลิตกระดาษบรรจุภัณฑ์ในฟิลิปปินส์ (UPPC 3) รวมถึงการเติบโตของธุรกิจเยื่อและกระดาษจากการเพิ่มขึ้นของทั้งราคาเยื่อกระดาษและความต้องการบรรจุภัณฑ์อาหารและกระดาษ
อย่างไรก็ตาม EBITDA ในไตรมาส 2 ปี 2565 อยู่ที่ 5,478 ล้านบาท ลดลง 2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมี EBITDA margin ที่ 14% ลดลงจาก 19% ในปีก่อน ซึ่งเป็นผลมาจากต้นทุนโดยรวมที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งต้นทุนวัตถุดิบ พลังงาน และค่าขนส่ง รวมถึงค่าเสื่อมราคาที่สูงขึ้นจากการรวมผลการดำเนินงานของกิจการที่ควบรวมและโครงการขยายกำลังการผลิตที่แล้วเสร็จ
กำไรสุทธิสำหรับงวดอยู่ที่ 1,856 ล้านบาท ลดลง 18% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีอัตรากำไรสุทธิที่ 5% ลดลงจาก 8% ในปีก่อน
เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า รายได้จากการขายเพิ่มขึ้น 4% ขณะที่ EBITDA เพิ่มขึ้น 12% และกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 12% โดยผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนมีสาเหตุหลักมาจากผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นของธุรกิจเยื่อและกระดาษในทุกสินค้า
สำหรับงวดครึ่งปีแรกของปี 2565 SCGP มีรายได้จากการขาย 74,616 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 31% YoY โดยมีสาเหตุหลักมาจากการเติบโตของทุกธุรกิจ การรวมผลการดำเนินงานของ Duy Tan, Intan Group และ Deltalab การปรับราคาสินค้า และปริมาณความต้องการบรรจุภัณฑ์กระดาษและบรรจุภัณฑ์อาหารที่เพิ่มขึ้น EBITDA อยู่ที่ 10,365 ล้านบาท ลดลง 4% YoY โดยมี EBITDA margin ที่ 14% และกำไรสุทธิอยู่ที่ 3,514 ล้านบาท ลดลง 20% YoY โดยมีอัตรากำไรสุทธิที่ 5% ซึ่งเป็นผลมาจากต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้นทั้งอุตสาหกรรม
## โอกาส
* **การฟื้นตัวของเศรษฐกิจอาเซียน:** การเปิดประเทศและการผ่อนคลายมาตรการโควิด-19 หนุนอุปสงค์ในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค ภาคการท่องเที่ยวและบริการเริ่มฟื้นตัว
* **การเติบโตของธุรกิจส่งออก:** ความต้องการบรรจุภัณฑ์ในกลุ่มอาหารแช่แข็ง อาหารกระป๋อง อาหารสัตว์เลี้ยง เสื้อผ้า รองเท้า ยังคงขยายตัวได้ดี โดยเฉพาะการส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกาและยุโรป
* **การขยายธุรกิจผ่าน M&P และ Organic Growth:** SCGP ยังคงเดินหน้าลงทุนเพื่อขยายธุรกิจทั้งจากการควบรวมกิจการและการขยายกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง เช่น โครงการขยายกำลังการผลิตบรรจุภัณฑ์ในไทย และการเข้าซื้อกิจการรีไซเคิลวัสดุบรรจุภัณฑ์ในเนเธอร์แลนด์
* **นวัตกรรมและผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม:** การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจหมุนเวียน และการได้รับฉลากสิ่งแวดล้อม Circular Mark รวมถึงมาตรฐาน ISCC PLUS ช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและสร้างมูลค่าเพิ่ม
* **การขยายฐานลูกค้าในภูมิภาคเอเชีย:** การแต่งตั้งตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทยเพื่อผลักดันธุรกิจด้านสุขภาพและการแพทย์ และการลงทุนในบริษัท Imprint Energy Inc. ในสหรัฐอเมริกา เพื่อต่อยอดเทคโนโลยีแบตเตอรี่พิมพ์สำหรับ Intelligent Packaging
## ความเสี่ยง
* **ต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานที่ผันผวน:** อัตราเงินเฟ้อทั่วโลกยังคงเป็นแรงกดดันต่อต้นทุนการผลิต ส่งผลกระทบต่ออัตรากำไร
* **สถานการณ์เศรษฐกิจโลก:** ความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) ความผันผวนของราคาพลังงาน และความขัดแย้งระหว่างประเทศ อาจส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
* **การแข่งขันในอุตสาหกรรม:** การแข่งขันที่รุนแรงในอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์อาจส่งผลต่อความสามารถในการปรับราคาขาย
* **ความล่าช้าของโครงการ:** ความล่าช้าในการดำเนินการเชิงพาณิชย์ของโครงการขยายกำลังการผลิตใหม่ๆ อาจส่งผลกระทบต่อการเติบโตของรายได้
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **แนวโน้มราคาวัตถุดิบและพลังงาน:** ติดตามทิศทางราคาวัตถุดิบหลัก เช่น เยื่อกระดาษ และราคาพลังงาน ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตและอัตรากำไร
* **การบริหารจัดการต้นทุนและประสิทธิภาพการผลิต:** ความสามารถของ SCGP ในการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ และการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเพื่อชดเชยต้นทุนที่สูงขึ้น
* **ความคืบหน้าของโครงการ M&P และ Organic Growth:** ติดตามผลลัพธ์จากการรวมกิจการใหม่ และความคืบหน้าของโครงการขยายกำลังการผลิตต่างๆ ว่าจะสามารถสร้างรายได้และผลกำไรได้ตามเป้าหมายหรือไม่
* **การปรับตัวต่อสภาวะเศรษฐกิจโลก:** ประเมินผลกระทบจากความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย และความผันผวนของตลาดโลกต่ออุปสงค์บรรจุภัณฑ์
* **การพัฒนาผลิตภัณฑ์และนวัตกรรม:** การนำเสนอนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการขยายตลาดสำหรับผลิตภัณฑ์ดังกล่าว
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: สินค้าอุตสาหกรรม)
**Utilization Rate:** เอกสารไม่ได้ระบุตัวเลข Utilization Rate โดยตรง แต่ระบุถึงการเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ของโครงการขยายกำลังการผลิตกระดาษบรรจุภัณฑ์ในฟิลิปปินส์ (UPPC 3) และโครงการขยายกำลังการผลิตบรรจุภัณฑ์กล่องกระดาษลูกฟูกในประเทศไทย ซึ่งบ่งชี้ถึงการเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อรองรับอุปสงค์ที่คาดว่าจะเติบโต
**Order Book:** เอกสารไม่ได้ระบุข้อมูล Order Book โดยตรง แต่กล่าวถึงความต้องการสินค้าที่ปรับตัวดีขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน และการเติบโตของปริมาณความต้องการบรรจุภัณฑ์กระดาษและบรรจุภัณฑ์อาหารที่เพิ่มขึ้น
**ราคาวัตถุดิบ:** ต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้นทั่วทั้งอุตสาหกรรมเป็นปัจจัยกดดันสำคัญ โดยเฉพาะราคาเยื่อกระดาษที่ปรับตัวสูงขึ้น
**GPM:** อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ลดลงจาก 21% ใน Q2/2564 เป็น 18% ใน Q2/2565 ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานที่สูงขึ้น
**การส่งออก:** การส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกาและยุโรปยังคงขยายตัวได้ดีในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารแช่แข็ง อาหารกระป๋อง และอาหารสำหรับสัตว์เลี้ยง
**ค่าเงิน:** มีการกล่าวถึงผลต่างของอัตราแลกเปลี่ยน 417 ล้านบาท จากเงินบาทอ่อนค่า ซึ่งส่งผลให้ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้น
**สินค้าคงคลัง:** สินค้าคงเหลือเพิ่มขึ้น 1,425 ล้านบาท จาก 23,308 ล้านบาท เป็น 24,733 ล้านบาท ซึ่งอาจสะท้อนการสต็อกวัตถุดิบเพื่อรองรับการผลิต หรือการผลิตที่เพิ่มขึ้น
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
**สินทรัพย์รวม:** ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2565 สินทรัพย์รวมอยู่ที่ 202,566 ล้านบาท ลดลง 2% จากสิ้นปี 2564 โดยหลักมาจากการลดลงของเงินลงทุนระยะสั้น และการเพิ่มขึ้นของลูกหนี้การค้าและสินค้าคงเหลือ
**หนี้สินรวม:** หนี้สินรวมอยู่ที่ 77,422 ล้านบาท ลดลง 8% จากสิ้นปี 2564 โดยหลักมาจากการจ่ายชำระคืนเงินกู้ยืมระยะสั้น
**ส่วนของผู้ถือหุ้น:** ส่วนของผู้ถือหุ้นรวมอยู่ที่ 125,144 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% จากสิ้นปี 2564 จากกำไรสำหรับงวด การเพิ่มทุนในบริษัทร่วมทุน และผลต่างอัตราแลกเปลี่ยน แม้จะมีการจ่ายเงินปันผล
**อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น:** อยู่ที่ 0.6 เท่า ไม่เปลี่ยนแปลงจากปีก่อน
**อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA:** เพิ่มขึ้นจาก 0.9 เท่า ในปีก่อน เป็น 1.8 เท่า ในปีนี้ จากการลงทุนระหว่างปี
**กระแสเงินสด:**
* **กิจกรรมดำเนินงาน:** มีกระแสเงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน 6,351 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน
* **กิจกรรมลงทุน:** มีกระแสเงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมลงทุน 8,760 ล้านบาท ซึ่งแตกต่างจากปีก่อนที่ใช้เงินลงทุนจำนวนมาก
* **กิจกรรมจัดหาเงิน:** มีกระแสเงินสดสุทธิใช้ไปในกิจกรรมจัดหาเงิน 12,715 ล้านบาท จากการจ่ายชำระคืนเงินกู้ยืมและการจ่ายเงินปันผล
## สรุปท้าย
หัวใจหลักของผลประกอบการ SCGP ในไตรมาส 2 ปี 2565 คือ **แรงกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น** ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่ออัตรากำไรขั้นต้นและกำไรสุทธิที่ลดลง 18% YoY แม้ว่ารายได้จากการขายจะเติบโตได้ดีถึง 27% YoY จากการปรับราคาขายและการรวมกิจการใหม่ อย่างไรก็ตาม SCGP ยังคงมีโอกาสในการเติบโตจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอาเซียน การขยายธุรกิจผ่าน M&P และ Organic Growth รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังคงต้องจับตาความผันผวนของต้นทุนและสภาวะเศรษฐกิจโลกอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินแนวโน้มผลประกอบการในระยะต่อไป
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ SCGP ไตรมาส 1/2565
รายได้รวม
31,709.02
ล้านบาท
↑ 1% YoY
กำไรขั้นต้น
5,248.89
ล้านบาท
↑ 22.2% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
16.55
%
กำไรสุทธิ
1,206.60
ล้านบาท
↓ 2232.6% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
3.81
%
D/E Ratio
0.96
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
31,709
↑ + 1%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
5,249
↑ + 22.2%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
1,207
↓ -2232.6%
YoY
D/E Ratio
0.96
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — SCGP
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
0.96
ROE (%)
5.39
ROA (%)
4.57
Book Value/หุ้น
18.14
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — SCGP
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-6,970
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+3,743
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — SCGP
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
-6,970.08
+111.16%
|
-3,300.78
-66.33%
|
-9,802.64
+125.87%
|
-4,339.86
+36.37%
|
-3,182.35
-54.56%
|
-7,002.85
-143.73%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
3,743.13
-133.93%
|
-11,032.70
-183.07%
|
13,281.87
-158.75%
|
-22,607.15
-171.19%
|
31,757.56
-6,598.77%
|
-488.67
-98.47%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
6,270.34
-253.34%
|
-4,089.14
-145.37%
|
9,012.57
-61.06%
|
23,145.52
+334.93%
|
5,321.68
-81.42%
|
28,642.55
+56.89%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
4,177.25
-122.67%
|
-18,422.61
-247.48%
|
12,491.80
-428.60%
|
-3,801.49
-111.21%
|
33,896.88
+60.26%
|
21,151.03
+788.40%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
9,849.02
+719.17%
|
1,202.32
-87.94%
|
9,965.93
+36.33%
|
7,310.31
-76.61%
|
31,255.70
+611.35%
|
4,393.85
+109.70%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
6,463.62
+1,393.93%
|
432.66
-95.62%
|
9,888.59
-0.78%
|
9,965.93
+36.33%
|
7,310.31
-76.61%
|
31,255.70
+611.35%
|